นักวิชาการจับตา PDP ใหม่เร่งอนุมัติ 7 ม.ค.นี้ ลดเป้าประหยัดพลังงาน-เพิ่มการใช้ไฟฟ้าบาน

นักวิชาการจับตาแผน PDP ฉบับใหม่ คาดพิจารณา 7 ม.ค.นี้ พบตัวร่างฯ ลดเป้าประหยัดพลังงาน-พยากรณ์การใช้ไฟฟ้าพุ่ง ห่วงผุดโรงไฟฟ้ามากเกิน-เพิ่มภาระค่าไฟ

นายศุภกิจ นันทะวรการ ผู้จัดการฝ่ายนโยบายสาธารณะ มูลนิธินโยบายสุขภาวะ ในฐานะนักวิชาการด้านพลังงาน เปิดเผยถึงร่างแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (PDP) ของประเทศไทยฉบับใหม่ ที่กระทรวงพลังงาน กำลังจัดทำขึ้นเพื่อทดแทนแผน PDP2015 เดิมเมื่อปี 2558 และคาดว่าจะเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ในวันที่ 7 ม.ค. 2562 โดยจากการศึกษาร่างฯ พบว่ามีข้อน่ากังวลในหลายประเด็น

นายศุภกิจ กล่าวว่า ประเด็นที่น่าเป็นห่วงอันดับแรกคือการปรับลดเป้าหมายการอนุรักษ์พลังงานที่ต่ำมาก จากเดิม PDP2015 กำหนดให้การใช้ไฟฟ้าสูงสุดลดลง 9,645 เมกะวัตต์ หรือราว 16.3% ในปี 2579 แต่ร่างฯ ล่าสุดกำหนดให้ลดลงเพียง 4,000 เมกะวัตต์ หรือราว 7.4% เท่านั้นในปี 2580 และจะเริ่มมีการลดอย่างจริงจังภายหลังปี 2576 หมายความว่าระหว่างนั้นแทบจะไม่ดำเนินการอนุรักษ์พลังงานเลย

“เป็นที่ทราบกันดีว่าการอนุรักษ์พลังงาน เป็นทางเลือกที่มีต้นทุนต่ำกว่าการผลิตไฟฟ้าทุกประเภท และมีผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมน้อยที่สุด เป็นเหตุให้หลายประเทศทุ่มเทในการอนุรักษ์พลังงานกันอย่างจริงจัง ปรับปรุงประสิทธิภาพเครื่องใช้ไฟฟ้าให้ดีขึ้นเรื่อยๆ ตามเทคโนโลยี ส่วนเราเองมีกองทุนอนุรักษ์พลังงานมาตั้งแต่มี 2535 มีงบหลายพันล้านบาทต่อปี แต่ PDP ปัจจุบันกลับตั้งเป้าแค่นี้” นายศุภกิจ กล่าว

ถัดมาพบว่าร่างฯ ล่าสุดมีการพยากรณ์การใช้ไฟฟ้าที่สูงเกินไปมาก แม้ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมาประเทศไทยจะมีแนวโน้มการใช้ไฟฟ้าที่ลดลงอย่างชัดเจน โดยมีความต้องการพลังไฟฟ้าสูงสุด (พีค) ของประเทศเพิ่มเพียง 0.6% เท่านั้น แต่ปรากฏว่าในร่างฯ โดยเฉพาะช่วง 3 ปีแรกมีการพยากรณ์เพิ่มสูงถึง 3.9-4.7% ต่อปี และมี 3 ภูมิภาคที่พยากรณ์สูงถึง 4.2-9.3% ต่อปี

“การพยากรณ์การใช้ไฟฟ้าที่สูงเกินไป จะนำไปสู่การสร้างโรงไฟฟ้าที่มากและเร็วเกินไป เมื่อมีโรงไฟฟ้าที่ล้นเกินก็จะไปปรากฏอยู่ในค่าไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น แต่ทางกระทรวงฯ หรือผู้ที่ร่างแผนเหล่านั้นกลับไม่เคยต้องรับผิดชอบอะไร และปัจจุบันเองเราก็มีกำลังผลิตสำรองสูงถึง 36% อยู่แล้ว สูงกว่ามาตรฐานที่ 15% ไปมาก หรือเทียบได้กับว่าเรามีโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ 5-6 โรงที่สร้างเร็วเกินไป” นายศุภกิจ กล่าว

นายศุภกิจ กล่าวอีกว่า นอกจากการพยากรณ์การใช้ไฟฟ้าที่สูงแล้ว ร่างฯ นี้ยังมีการคำนวณกำลังผลิตไฟฟ้าที่เชื่อถือได้ของพลังงานหมุนเวียนต่ำเกินไป บวกกับการหักลบความเสี่ยงในทุกโรงไฟฟ้าอีก 15% เผื่อโอกาสที่โรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ในแต่ละภาคจะหยุดเดินเครื่อง อีกทั้งไม่มีการนำสายส่งไฟฟ้าระหว่างภูมิภาคมาคิดเป็นกำลังการผลิต แม้จะลงทุนไปแล้วหลายแสนล้านบาท

“เรื่องของความมั่นคงด้านพลังงานในร่างฯ ฉบับนี้ เรียกได้ว่ามั่นคงแล้ว มั่นคงอีก กำลังการผลิตที่เชื่อถือได้ก็ลดแล้ว ลดอีก ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยที่จะส่งผลให้เพิ่มการลงทุนที่ซ้ำซ้อน เพิ่มภาระค่าไฟ ซึ่งเวลามีสร้างโรงไฟฟ้ามากเท่าไรเอามาคิดในค่าไฟฟ้าหมด แต่หักออกเวลาเอามาคำนวณกำลังการผลิต” นายศุภกิจ กล่าว

ขณะเดียวกัน ยังพบว่าร่างฯ ดังกล่าวมีเป้าหมายพลังงานหมุนเวียนที่ช้าและต่ำเกินไป หรือไม่กำหนดไว้เลยในช่วงปี 2562-2570 โดยเฉพาะพลังงานชีวมวลและก๊าซชีวภาพ ที่จะเป็นประโยชน์หลายด้าน นอกจากนี้แม้ตัวร่างฯ จะเพิ่มการวิเคราะห์แยกรายภูมิภาคเข้ามา แต่ก็ให้ข้อมูลไม่ครบถ้วน เช่น โรงไฟฟ้าน้ำมันเตา จ.กระบี่ ขนาด 340 เมกะวัตต์ที่เดินเครื่องไปแล้ว แต่ก็ไม่ได้นำมารวมเป็นกำลังผลิตของภาคใต้

นายศุภกิจ กล่าวว่า ในส่วนของค่าไฟฟ้าที่ร่างฯ นี้กำหนดไว้ที่ราคา 3.55-3.63 บาทต่อหน่วย ตลอด 20 ปี โดยไม่แสดงข้อมูลวิธีการคำนวณนั้น ยังคงเป็นที่ถกเถียงของหลายฝ่ายที่สงสัยว่าไม่น่าเป็นไปได้ ที่ค่าไฟฟ้าจะนิ่งขนาดนี้ทั้งที่มีการสร้างโรงไฟฟ้าเพิ่มมากมาย และเรื่องของสัญญาซื้อขายไฟฟ้า (PPA) ที่ควรต้องปรับปรุง เพราะรัฐรับภาระความเสี่ยงต่างๆ แทนเอกชน และสุดท้ายส่งผ่านมาสู่ค่าไฟฟ้า

“เมื่อวิเคราะห์จากปัญหาต่างๆ ที่พบ อาจวิเคราะห์ได้ว่าทั้งหมดนี้เป็นไปเพื่อให้มีโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่แห่งใหม่ประมาณปี 2566 และจะเปิดประมูลโรงไฟฟ้าเอกชนขนาดใหญ่ หรือ IPP ให้ได้ในปี 2562 ซึ่งนับเป็นผลประโยชน์ก้อนใหญ่ แต่ถามว่าผลประโยชน์นั้นเป็นของใคร” นายศุภกิจ กล่าว

นายศุภกิจ กล่าวถึงข้อสังเกตในส่วนอื่นๆ ของร่างฯ นี้เพิ่มเติม เช่น มีการยกพลังงานนิวเคลียร์และถ่านหินภาคใต้ออกไป แต่ก็ยังมีการเปิดทางไว้ให้สามารถกลับมาได้ด้วยเช่นกัน ขณะเดียวกันสัดส่วนของการผลิตไฟฟ้าจากก๊าซธรรมชาติที่เคยมีพยายามปรับลดใน PDP2015 จาก 64% ในปี 2557 ให้เหลือ 37% ในปี 2579 แต่ร่างฯ ใหม่นี้กลับปรับขึ้นมาเป็น 53% ในปี 2580

ทั้งนี้ ข้อเสนอการแก้ไขนั้นประกอบด้วย เพิ่มเป้าหมายการอนุรักษ์พลังงานเป็นอย่างน้อย 10,000 เมกะวัตต์ในปี 2580 ปรับลดค่าพยากรณ์การใช้ไฟฟ้า ปรับเพิ่มตัวเลขกำลังผลิตพึ่งได้และหักลบตามความจริง เพิ่มเป้าหมายพลังงานหมุนเวียน ซึ่งต้องจับตาการพิจารณาของ กพช. วันที่ 7 ม.ค. 2562 เพราะหากผ่านแล้วหลังจากนั้นจะเหลือเพียงการพิจารณาของคณะรัฐมนตรี (ครม.) ซึ่งมักเป็นไปเพื่อทราบเท่านั้น

“ที่ผ่านมาการเปิดรับฟังความเห็นของร่างฯ นี้มักจัดขึ้นอย่างเร่งด่วน และมีการแจ้งที่กระชั้นชิด ในแง่การเปิดเผยข้อมูลเองก็มีปัญหา เวทีในภูมิภาคไม่มีการให้ไฟล์ก่อน แต่ได้เล่มในวันรับฟังเลย เวลาประมาณ 4 ชั่วโมงกับรายละเอียดขนาดนี้ แทบเป็นไปไม่ได้ที่สังคมจะให้ความเห็นและวิเคราะห์ได้ครบถ้วน แม้แต่การจัดใน กทม.เองก็มีการให้ดาวน์โหลดไฟล์ล่วงหน้าแค่วันเดียว และเป็นวันอาทิตย์” นายศุภกิจ กล่าว

- Advertisement -