เอสซีจี จับมือชุมชนตรัง-เครือข่าย ‘สร้างบ้านให้ปลา-ปลูกหญ้าให้พะยูน’ ใช้นวัตกรรมปูนทนทะเลดูแลระบบนิเวศ

เอสซีจีจับมือชุมชน-เครือข่าย ต่อยอดกิจกรรม “สร้างบ้านให้ปลา ปลูกหญ้าให้พะยูน” นำนวัตกรรมปูนทนน้ำทะเล ดูแลนิเวศชายฝั่ง-ส่งเสริมประมงยั่งยืน

เอสซีจี ร่วมกับชุมชนบ้านมดตะนอย ชุมชนเกาะลิบง หน่วยงานภาครัฐ และภาคีเครือข่าย ขยายโครงการ “รักษ์น้ำ จากภูผาสู่มหานที” ในพื้นที่ปลายน้ำ จ.ตรัง วางบ้านปลาจากนวัตกรรมปูนงานโครงสร้างทนทานพิเศษของเอสซีจี ที่ทนซัลเฟตและคลอไรด์ในน้ำทะเล ตามเป้าหมาย 300 หลังภายในปี 2561 พร้อมอนุรักษ์ทรัพยากรชายฝั่งด้วยการปลูกป่าชายเลนและหญ้าทะเล เพื่อเป็นแหล่งพักพิงให้สิ่งมีชีวิตใต้ทะเล ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตชาวประมงพื้นบ้านบ้านมดตะนอย และชุมชนเกาะลิบง ควบคู่การพัฒนาองค์ความรู้ท้องถิ่นให้เป็นชุมชนต้นแบบ ก่อนขยายผลความสำเร็จสู่ชุมชนอื่นๆ ต่อไป

นายศาณิต เกษสุวรรณ Business Stakeholder Engagement Director – Cement and Construction Solution Business ในธุรกิจซีเมนต์และผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง เอสซีจี เปิดเผยว่า ชุมชนบ้านมดตะนอย ต.เกาะลิบง อ.กันตัง จ.ตรัง เป็นอีกหนึ่งชุมชนชาวประมงในพื้นที่ปลายน้ำ ซึ่งประสบปัญหาไม่สามารถนำเรือออกไปทำการประมงได้ในฤดูมรสุมระหว่างเดือน มิ.ย. – ก.ย. ของทุกปี ทำให้มีรายได้ไม่เพียงพอต่อการเลี้ยงชีพ เอสซีจีจึงได้ร่วมมือกับชุมชนวางบ้านปลาบริเวณคลองลัดเจ้าไหมไปแล้วจำนวน 200 หลัง และจะดำเนินการให้ครบตามเป้าหมาย 300 หลังภายในปี 2561

ทั้งนี้ จากการสำรวจความหลากหลายทางชีวภาพบริเวณบ้านปลา โดยสถานวิจัยความเป็นเลิศความหลากหลายทางชีวภาพแห่งคาบสมุทรไทย มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ พบว่าภายหลังจากการวางบ้านปลาประมาณ 3 เดือน มีสิ่งมีชีวิตหลายชนิด และปลาเศรษฐกิจ 8 ชนิด มาอาศัยอยู่บริเวณบ้านปลา เกิดการขยายพันธุ์ และทำให้ชุมชนมดตะนอยสามารถหาปลาในหน้ามรสุมได้อีกด้วย ซึ่งครั้งนี้เอสซีจีได้ขยายการดำเนินโครงการไปยังเกาะลิบง อ.กันตัง จ.ตรัง ซึ่งเป็นพื้นที่อยู่อาศัยของพะยูน สัตว์ป่าสงวนตาม พ.ร.บ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2535 และมีหญ้าทะเลเป็นแหล่งอาหารสำคัญ

นายศาณิต กล่าวว่า จากการรุกรานที่อยู่อาศัยทำให้พะยูนและหญ้าทะเลมีความเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ เอสซีจีจึงได้ร่วมกับชุมชนเกาะลิบง หน่วยงานจากภาครัฐ เช่น หน่วยเขตห้ามล่าสัตว์ลิบง สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 5 กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ดูแลระบบนิเวศชายฝั่ง ด้วยการวางบ้านปลาที่หล่อขึ้นจากปูนงานโครงสร้างทนทานพิเศษเอสซีจี ซึ่งมีคุณสมบัติแข็งแรง และทนต่อซัลเฟตและคลอไรด์จากน้ำทะเลอีก 100 หลัง รวมถึงการปลูกป่าโกงกาง 400 ต้น หญ้าทะเล 4,000 ต้น

“เอสซีจียังร่วมกับกลุ่มพิทักษ์ดุหยงจัดหาอุปกรณ์ช่วยเหลือพะยูนและสัตว์ทะเลใกล้สูญพันธุ์ ตลอดจนพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ เพื่อคงไว้ซึ่งวิถีชีวิตชาวประมงของชุมชนเกาะลิบง โดยมีภาคการศึกษาเป็นเครือข่ายที่จะช่วยวัดผลสำเร็จของโครงการอนุรักษ์ชายฝั่งอย่างยั่งยืน” นายศาณิต กล่าว

นายเมธี มีชัย ผู้แทนผู้อำนวยการสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 5 กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และ พันธุ์พืช กล่าวว่า การวางบ้านปลาหรือปะการังเทียมเพื่อฟื้นฟูแหล่งทรัพยากรทางทะเล รวมถึงการปลูกป่าชายเลน ปลูกหญ้าทะเล ภายใต้โครงการนี้ช่วยคืนความหลากหลายทางชีวภาพ และฟื้นฟูแหล่งทรัพยากรชายฝั่งที่เสื่อมโทรมให้กลับมาอุดมสมบูรณ์ จึงสอดคล้องกับภารกิจของสำนักฯ โดยทีมของเขตห้ามล่าสัตว์ป่าหมู่เกาะลิบง ได้มาช่วยสำรวจพื้นที่พร้อมระบุพิกัดที่จะจัดวางบ้านปลา รวมทั้งกำหนดกติการ่วมกับชุมชนในการดูแลและบริหารจัดการ ให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อการดำรงวิถีชีวิตของชุมชนชาวประมง

“ถือเป็นการทำงานแบบบูรณาการร่วมกัน เป็นความร่วมมือที่น่าภาคภูมิใจที่คนในพื้นที่มาร่วมกันอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพื่อความอุดมสมบูรณ์และสมดุลของธรรมชาติอย่างยั่งยืน และหวังว่า ความร่วมมืออย่างดียิ่งเช่นนี้จะเกิดขึ้นกับทุกโครงการที่จะจัดทำร่วมกันต่อไปในอนาคต” นายเมธี กล่าว

ด้าน นายลือชัย เจริญทรัพย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดตรัง กล่าวว่า จังหวัดตรังมีการวางแผนนโยบายการบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งให้กลับสู่ความอุดมสมบูรณ์ ผ่านการสนับสนุนให้ชุมชนชายฝั่งมีความเข้มแข็งในการดูแลรักษาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ด้วยการส่งเสริม กระตุ้น และปลุกจิตสำนึกให้คนในชุมชนมีความรู้สึกหวงแหน เพื่อดูแลรักษาทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งให้เกิดความอุดมสมบูรณ์ด้วยตนเองอย่างยั่งยืน

อย่างไรก็ตาม ความร่วมแรงร่วมใจจากทุกภาคส่วน ทั้งเครือข่ายนักวิชาการที่จะนำองค์ความรู้มาช่วยให้เกิดการดำเนินงานตามหลักวิชาการ มีการวัดผลสำเร็จของโครงการอย่างเป็นรูปธรรม ภาคเอกชนที่มาช่วยสนับสนุนทั้งวัตถุดิบและนวัตกรรมใหม่ๆ ที่แก้ไขปัญหาเดิมๆ ให้หมดไป ภาคประชาสังคมและเครือข่ายจิตอาสาที่มาร่วมแรง ลงมือช่วยกันทำจนโครงการเสร็จสิ้นจะช่วยผลักดัน และสนับสนุนให้การดำเนินงานของหน่วยงานราชการกับชุมชนในพื้นที่ประสบความสำเร็จและเห็นผลเชิงประจักษ์ได้รวดเร็วยิ่งขึ้น