สผ.เผยไทยลด ‘ก๊าซเรือนกระจก’ ไปแล้ว 12% เชื่อได้ตามเป้า-บินร่วม COP24 ทั่วโลกหารือเข้ม

สผ.เผยความก้าวหน้าไทย ลดก๊าซเรือนกระจกแล้ว 12% เชื่อทำได้ตามเป้า 7-20% ยกคณะร่วมถกเวที COP24 ทั่วโลกหารือเข้มข้น

นางรวีวรรณ ภูริเดช เลขาธิการสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) เปิดเผยถึงความก้าวหน้าในการลดก๊าซเรือนกระจกประเทศไทย ซึ่งพบว่าสามารถลดไปแล้วทั้งสิ้น 45.72 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า หรือคิดเป็น 12% จากกรณีปกติ นับเป็นสัญญาณที่ดีว่าไทยจะสามารถดำเนินการได้ตามเจตจำนงในการลดก๊าซเรือนกระจกที่เหมาะสมของประเทศ (NAMAs) ที่ได้แสดงไว้ต่ออนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (UNFCCC) ซึ่งต้องการลดให้ได้ 7-20% จากกรณีปกติ ภายในปี 2563

ทั้งนี้ การลดก๊าซเรือนกระจกดังกล่าวมาจากเฉพาะมาตรการภาคพลังงาน ซึ่งกระทรวงพลังงาน ได้ดำเนินการติดตามผลตั้งแต่ปี 2556-2559 อย่างไรก็ตามตัวเลขของการลดจากภาคอื่นๆ ยังคงอยู่ระหว่างการเก็บรวบรวมข้อมูลให้อยู่ในฐานระบบเดียวกัน ซึ่งปัจจุบัน สผ. ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลออสเตรเลียในการพัฒนาระบบสารสนเทศการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของประเทศไทย (TGEIS) เพื่อยกระดับการจัดทำบัญชีก๊าซเรือนกระจกที่มีความทันสมัยมากขึ้น โดยขณะนี้ได้พัฒนาระบบแล้วเสร็จและอยู่ระหว่างการนำเข้าข้อมูล เพื่อใช้สำหรับการจัดทำรายงานความก้าวหน้าต่อไป

นางรวีวรรณ กล่าวว่า สผ.ได้เข้าร่วมประชุมรัฐภาคี UNFCCC สมัยที่ 24 (COP24) และการประชุมอื่นที่เกี่ยวข้อง ระหว่างวันที่ 30 พ.ย.-14 ธ.ค. 2561 ที่เมืองคาโตวีเซ สาธารณรัฐโปแลนด์ ซึ่งในการประชุมครั้งนี้ไทยยังได้แจ้งชื่อเข้าร่วมรับรองร่างปฏิญญาซิเลเซีย ว่าด้วยความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันและการเปลี่ยนผ่านที่เป็นธรรม โดยมีสาระสำคัญที่เน้นย้ำถึงการสร้างงานที่ดีและมีคุณภาพของแรงงานที่ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการเปลี่ยนผ่านจากการพัฒนาที่ใช้พลังงานฟอสซิล มาเป็นการพัฒนาที่ปล่อยคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

“การประชุมครั้งนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการดำเนินงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของโลก เนื่องจากภาคีจะต้องหารือให้ได้ข้อสรุปต่อกฎ รูปแบบ และแนวทางในการดำเนินงานภายใต้ความตกลงปารีส เพื่อให้ประเทศต่างๆ ใช้ดำเนินการได้ภายหลังปี 2563 ดังนั้นจะมีการหารือที่เข้มข้นในรายละเอียด ช่วยกันหาจุดสมดุลความต้องการของแต่ละประเทศที่มีจุดยืนแตกต่างกัน” นางรวีวรรณ กล่าว

นางรวีวรรณ กล่าวว่า สผ.ยังได้เข้าร่วมการอีก 2 การประชุมคือ สมัชชาภาคีอนุสัญญาว่าด้วยพื้นที่ชุ่มน้ำ สมัยที่ 13 เมื่อวันที่ 21-29 ต.ค. 2561 ที่นครดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ซึ่งจัดขึ้นเป็นประจำทุก 3 ปี โดยปีนี้ที่ประชุมได้ให้การรับรองข้อมติที่สำคัญ เช่น การฟื้นฟูพื้นที่พรุที่เสื่อมโทรม การส่งเสริมการอนุรักษ์ฟื้นฟูและจัดการพื้นที่ชุ่มน้ำทางทะเลและชายฝั่ง การอนุรักษ์แหล่งที่อยู่อาศัย แหล่งวางไข่ของเต่าทะเล การทบทวนแผนกลยุทธ์อนุสัญญาฯ ระหว่างปี 2559-2567 และการประเมินการให้บริการจากระบบนิเวศ (RAWES)

นอกจากนี้ ที่ประชุมสมัชชาภาคีฯ ยังได้มีมติเห็นชอบให้ประเทศเซเนกัล เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมสมัชชาภาคีอนุสัญญาฯ สมัยที่ 14 ในปี 2564 ส่วนในปี 2562 สำนักเลขาธิการอนุสัญญาว่าด้วยพื้นที่ชุ่มน้ำ ได้กำหนดธีมของวันพื้นที่ชุ่มน้ำโลก (World wetland day) ในหัวข้อ “Wetlands and Climate Change” ที่ให้ความสำคัญกับบทบาทของพื้นที่ชุ่มน้ำที่มีต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งเป็นที่ทราบกันว่าพื้นที่ชุ่มน้ำป่าพรุช่วยในการดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์มากกว่าป่าบก

นางรวีวรรณ กล่าวอีกว่า อีกหนึ่งการประชุมคือ สมัชชาภาคีอนุสัญญาว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ สมัยที่ 14 และการประชุมที่เกี่ยวข้อง เมื่อวันที่ 14-29 พ.ย. 2561 ที่เมืองชาร์ม เอล เชค สาธารณรัฐอาหรับอียิปต์ โดยมีการรับรองข้อมติที่สำคัญทั้งในเชิงนโยบายและวิชาการ เพื่อร่วมขับเคลื่อนการดำเนินงานตามพันธกิจ เช่น การบูรณาการความหลากหลายทางชีวภาพในภาคโครงสร้างพื้นฐาน พลังงานและเหมืองแร่ กระบวนการผลิตและอุตสาหกรรม และสุขอนามัย การเตรียมความพร้อมในการจัดทำกรอบงานด้านความหลากหลายทางชีวภาพของโลกหลังสิ้นสุดปี ค.ศ.2020 เป็นต้น

- Advertisement -