บรรษัทการเงินระหว่างประเทศ (IFC) หนึ่งในหน่วยงานภายใต้กลุ่มธนาคารโลก (World Bank) เปิดเผยรายงานฉบับล่าสุด “Climate Investment Opportunities in Cities” ซึ่งระบุว่าภายในปี 2030 จะมีโอกาสหรือช่องทางในการลงทุนด้านสภาพภูมิอากาศ ในประเทศภูมิภาคเอเชีย มากกว่า 20 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ หรือราว 640 ล้านล้านบาท

ทั้งนี้ รายงานดังกล่าวได้ทำการวิเคราะห์เป้าหมายและแผนปฏิบัติการที่เกี่ยวข้องกับสภาพภูมิอากาศ จากหลากหลายเมืองใน 6 ภูมิภาคทั่วโลก เพื่อวิเคราะห์โอกาสในการลงทุนผ่านภาคที่สำคัญ เช่น อาคารสีเขียว, ระบบขนส่งมวลชน, ยานยนต์ไฟฟ้า, ของเสีย, น้ำ และพลังงานหมุนเวียน พร้อมจับตาวิธีการใหม่ๆ ที่หลายเมืองเริ่มใช้แล้ว เช่น พันธบัตรสีเขียว (Green Bond) หรือหุ้นส่วนภาครัฐและเอกชน ในการดึงดูดเงินทุนเพื่อสร้างการปรับตัวของเมือง

เมื่อประเมินจากแผน นโยบาย และโครงการต่างๆ แล้ว พบว่าภาคพื้นเอเชียแปซิฟิก เป็นภูมิภาคที่มีศักยภาพในการลงทุนเหล่านี้มากกว่าภูมิภาคอื่นๆ ในโลก โดยเฉพาะโอกาสในการลงทุนด้านอาคารสีเขียว ที่จะมีมากที่สุดถึงประมาณ 17.8 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ในปี 2030

จากการเพิ่มขึ้นของประชากรที่อยู่อาศัยในเขตเมือง ของภูมิภาคเอเชีย ซึ่งคาดว่าจะเพิ่มกว่า 1.2 พันล้านคน ภายใน 35 ปี นั่นทำให้พื้นที่เมืองมีศักยภาพสูงที่จะดึงดูดการลงทุนที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ มากกว่า 20 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ดังที่รายงานระบุ

บทบาทของเมืองนับเป็นส่วนสำคัญในความพยายามที่จะจำกัดการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิโลกไม่ให้เกิน 1.5 องศาเซลเซียส ตามเป้าหมายของคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (IPCC) เนื่องจากเกินครึ่งหนึ่งของประชากรโลกนั้นอาศัยอยู่ในเขตเมือง พื้นที่เมืองนี้เองจึงมีการใช้พลังงานมากกว่า 2 ใน 3 ของโลก และถือเป็นสัดส่วนการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์มากกว่า 70% ของโลก

Philippe Le Houérou ซีอีโอของ IFC ระบุว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นเรื่องที่ต้องให้ความสำคัญอย่างเร่งด่วน และส่วนใดที่มีความหมายต้องทำโดยทันที ซึ่งแต่ละเมืองนี่เองที่จะเป็นด่านหน้าต่อไปในการลงทุนที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ด้วยช่องทางในการลงทุนมากกว่าล้านล้านเหรียญสหรัฐที่ยังรอคอยอยู่

“เพื่อสร้างเมืองที่ปรับตัวเท่าทันต่อสภาพภูมิอากาศตามที่ได้สัญญาไว้ ภาครัฐควรปรับปรุงกฎหมายเพื่อมุ่งเน้นที่จะดึงดูดการลงทุนจากภาคเอกชนให้มากขึ้น” Philippe ระบุ

ด้าน Vivek Pathak ผู้อำนวยการ IFC ประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกและแปซิฟิก ระบุว่า ตามตัวเลขคาดการณ์ที่ประชากรจะเพิ่มขึ้นอย่างมากมายในเขตเมืองของเอเชีย ยิ่งเป็นการเพิ่มโอกาสของการเปลี่ยนผ่านเมืองเข้าสู่สังคมคาร์บอนต่ำ ซึ่งนับว่าเป็นสัดส่วนสำคัญในจีดีพีของประชาชนภูมิภาคนี้อยู่แล้ว

เขายกตัวอย่างเฉพาะในกรุงจาการ์ตา ที่มีโอกาสในการลงทุนมากกว่า 3 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ในภาคส่วนของอาคารสีเขียว ยานยนต์ไฟฟ้า และพลังงานหมุนเวียน ซึ่งในรายงานนี้ยังแสดงให้เห็นว่าเมืองใหญ่ๆ อีกหลายเมืองในเอเชีย ต่างมีศักยภาพในการลงทุนในด้านที่เกี่ยวข้องกับการลดการปลดปล่อยมลพิษทั้งสิ้น

สำหรับภาพรวมในระดับโลก อาคารสีเขียว จะสร้างโอกาสในการลงทุนราว 24.7 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ อีกส่วนที่มีศักยภาพสำคัญในการลงทุนคือภาคการขนส่งคาร์บอนต่ำ ไม่ว่าจะเป็น ระบบขนส่งมวลชนที่มีประสิทธิภาพ 1 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ หรือยานยนต์ไฟฟ้า 1.6 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ขณะเดียวกันโอกาสการลงทุนในภาคอื่นๆ เช่น พลังงานสะอาด 8.42 แสนล้านเหรียญสหรัฐ การจัดการน้ำ 1 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ และของเสีย 2 แสนล้านเหรียญสหรัฐ ล้วนยังเป็นองค์ประกอบที่สำคัญในการพัฒนาเมืองอย่างยั่งยืน

ส่วนโอกาสในการลงทุนของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก จะเกิดขึ้นในภาคส่วนอาคารสีเขียว 17.8 ล้านล้านเหรียญ ของเสีย 1.04 แสนล้านเหรียญ ขนส่งมวลชน 3.52 แสนล้านเหรียญ พลังงานหมุนเวียน 4.07 แสนล้านเหรียญ การจัดการน้ำ 5.71 แสนล้านเหรียญ และยานยนต์ไฟฟ้า 7.83 แสนล้านเหรียญ

รายงานฉบับนี้ เป็นส่วนหนึ่งของซีรี่ส์รายงานชุด “Climate Investment Opportunities” หรือ “โอกาสในการลงทุนด้านสภาพภูมิอากาศ” ที่ IFC เริ่มรายงานในปี 2016

การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นหนึ่งในประเด็นที่ IFC ให้ความสำคัญ ซึ่งนับตั้งแต่ปี 2005 หน่วยงานนี้ได้มีการลงทุนระยะยาวในโครงการที่เกี่ยวข้องการการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ไปแล้วมากกว่า 2.22 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ทั้งยังมีการระดมจากภาคส่วนอื่นๆ ผ่านความร่วมมือกับนักลงทุนต่างๆ อีกกว่า 1.57 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ

- Advertisement -