10 องค์กรจับมือพัฒนาฐานข้อมูล ‘น้ำมันดิบ’ เตรียมใช้พิสูจน์หาต้นตอ-ผู้รับผิดชอบน้ำมันรั่ว

ภาครัฐ-เอกชน 10 องค์กรจับมือพัฒนาฐานข้อมูล “ลายนิ้วมือน้ำมันดิบ” บ่งชี้แหล่งที่มา-หาต้นตอคนทำ-ป้องกันการรั่วไหล

กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เป็นประธานในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ผนึกกำลังระหว่าง 10 องค์กร พัฒนาฐานข้อมูลลายนิ้วมือน้ำมันดิบ และผลิตภัณฑ์น้ำมันที่เกี่ยวข้องในประเทศไทย (Development of Crude Oil and Relevant Oil Product Fingerprint Library in Thailand) เมื่อวันที่ 21 พ.ย. 2561 เพื่อสนับสนุนการบ่งชี้แหล่งที่มาของก้อนน้ำมันดินและคราบน้ำมันในประเทศไทย บนพื้นฐานทางวิชาการภายใต้กรอบมาตรฐานสากล สามารถสนับสนุนการป้องกันและแก้ไขปัญหาการรั่วไหลของน้ำมันได้ รวมถึงสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องต่อสังคมทุกภาคส่วน

สำหรับ 10 องค์กรที่ร่วมลงนามดังกล่าว ประกอบด้วย กรมควบคุมมลพิษ, กรมเจ้าท่า, กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ, กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง, กรมศุลกากร, ศูนย์ประสานการปฏิบัติในการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล (ศรชล.) ในส่วนของกองทัพเรือ, วิทยาลัยปิโตรเลียมและปิโตรเคมี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GC, สถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน (องค์การมหาชน) และสมาคมอนุรักษ์สภาพแวดล้อมของกลุ่มอุตสาหกรรมน้ำมัน

นายวิจารย์ สิมาฉายา ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เปิดเผยว่า การรั่วไหลของน้ำมันส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง ซึ่งภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ได้ให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหามลพิษทางทะเล โดยกำหนดให้มีการพัฒนาระบบควบคุมและตรวจสอบที่มีประสิทธิภาพ เพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและระบบนิเวศทางทะเล รวมทั้งในระดับภูมิภาคก็ได้มีการกำหนดให้มีการลดการรั่วไหลของกากน้ำมันและน้ำมันไว้ ในร่างยุทธศาตร์อาเซียนด้านสิ่งแวดล้อม ค.ศ.2016-2025

“นับเป็นความร่วมมือร่วมกันครั้งแรกในประเทศไทย ที่มีถึง 10 หน่วยงานซึ่งมีความเข้มแข็งในด้านต่างๆ มาร่วมกันเสริมสร้างศักยภาพในการแก้ไขปัญหาการลักลอบทิ้งน้ำมันได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ในเวลาที่เกิดปัญหาน้ำมันรั่วจะได้มีการพิสูจน์เชื่อมโยงเพื่อหาผู้รับผิดชอบ ทั้งในเรื่องของการชดเชยค่าเสียหายที่เกิดขึ้น หรือโดยเฉพาะอย่างยิ่งภาระในการฟื้นฟู ซึ่งที่ผ่านมาคราบน้ำมันนับเป็นปัญหามลพิษข้ามแดน เมื่อเกิดที่หนึ่งแล้วกระจายไปทั่ว และส่วนใหญ่ไม่รู้ว่ามาจากไหน มีประมาณ 20% เท่านั้นที่จะทราบหากมาจากแหล่งใหญ่ๆ” นายวิจารย์ กล่าว

นายประลอง ดำรงค์ไทย อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ (คพ.) กล่าวว่า จากข้อมูลในปี 2560-2561 พบว่ามีก้อนน้ำมันและคราบน้ำมันบริเวณนอกฝั่งและชายหาดที่สำคัญไม่ต่ำกว่า 10 ครั้ง เช่น ชายหาดเกาะสมุย และเกาะพะงัน จ.สุราษฎร์ธานี ชายหาดทุ่งซาง จ.ชุมพร ชายหาดทุ่งประดู่ จ.ประจวบคีรีขันธ์ และชายหาดแม่รำพึง จ.ระยอง โดยยังไม่สามารถสืบหาแหล่งที่มาของก้อนน้ำมันและคราบน้ำมันดังกล่าวได้ ซึ่งการสืบหาแหล่งที่มาจะต้องดำเนินการวิเคราะห์ในห้องปฏิบัติการเพื่อหาดัชนีชี้วัดทางชีวภาพ (Biomarker) อันเป็นลักษณะเฉพาะของน้ำมันปิโตรเลียม

นายประลอง กล่าวว่า ลักษณะเฉพาะนี้เรียกว่าเป็นข้อมูลลายนิ้วมือน้ำมัน (Oil fingerprint) และนำมาเปรียบเทียบฐานข้อมูลลายนิ้วมือของน้ำมันที่มีการขนส่งบริเวณใกล้เคียง ซึ่งที่ผ่านมาประเทศไทยยังไม่มีการจัดทำฐานข้อมูลดังกล่าว ดังนั้น คพ.จึงได้ร่วมกับทั้ง 10 หน่วยงาน จัดทำบันทึกข้อตกลงดังกล่าว ซึ่งหลังจากนี้ คพ.จะบูรณาการกับทุกหน่วยงานในการขับเคลื่อน โดยจะร่วมกันกำหนดกรอบแผนการดำเนินงาน และจะเสนอจัดตั้งคณะอนุกรรมการภายใต้คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ (กก.วล.) เพื่อกำกับดูแลการดำเนินงานให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของ MOU ต่อไป

นายชญาน์ จันทวสุ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานวิจัยพัฒนาและนวัตกรรม GC กล่าวว่า บทบาทของ GC จะเป็นการถ่ายทอดองค์ความรู้และเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้อง ในการร่วมกันสืบหาแหล่งที่มา ของก้อนน้ำมันดิน หรือคราบน้ำมัน เนื่องจากมีกระบวนการที่ค่อนข้างซับซ้อน ซึ่ง GC เป็นผู้ดำเนินการวิเคราะห์ตัวอย่างปิโตรเลียมที่มีการลงทุนการใช้อุปกรณ์ และเครื่องมือที่ทันสมัยตามมาตรฐานสากล โดยจะทำงานร่วมกับ วิทยาลัยปิโตรเลียมและปิโตรเคมี ที่จะเป็นหน่วยงานกลางในการช่วยวิเคราะห์และตรวจสอบ

“คาดว่าจะใช้ระยะเวลาในการจัดทำข้อมูลฐาน 3 ปี โดยในระยะแรกเป็นการจัดทำฐานข้อมูลน้ำมันดิบที่มีการนำเข้ามาในประเทศไทย หลังจากนั้นจึงจะขยายผลไปสู่การทำฐานข้อมูลผลิตภัณฑ์น้ำมันดิบต่อไป ซึ่งการมีฐานข้อมูลดังกล่าว จะทำให้ผู้ประกอบการมีความระมัดระวังในการดำเนินกิจการมากขึ้น จากเมื่อก่อนที่ไม่ได้มีการตรวจสอบ และอาจทำให้ถูกละเลยไป” นายชญาน์ กล่าว

ทั้งนี้ ปัจจุบันประเทศไทยมีการนำเข้าน้ำมันจาก 99 แหล่งทั่วโลก โดยมีบริษัทน้ำมันที่เกี่ยวข้อง 23 บริษัท ซึ่งหน่วยงานรัฐและเอกชนจะร่วมกันจัดเก็บน้ำมันตัวอย่างของทุกบริษัทมาวิเคราะห์ และทำเป็นฐานข้อมูล เพื่อใช้เทียบเคียงในกรณีที่เกิดเหตุการณ์พบคราบน้ำมันและก้อนน้ำมันดิน โดยจะเป็นการหาตัวมาร์คเกอร์ (MARKERS) ซึ่งเป็นสารเคมีหรือกลุ่มสารเคมีที่มีลักษณะเฉพาะ ของซากสิ่งมีชีวิตที่เกิดจากการทับถมก่อกำเนิดเป็นปิโตรเลียม ซึ่งลักษณะเฉพาะเจาะจงในแต่ละแหล่งปิโตรเลียมนี้ เรียกว่าข้อมูลลายนิ้วมือของน้ำมัน หรือ Oil Finger print

อนึ่ง ข้อมูลจากกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) ระบุว่า จากการติดตามตรวจสอบการปนเปื้อนของน้ำมันในทะเล ตลอดแนวชายฝั่งทะเลทั้งอ่าวไทยและอันดามัน นับตั้งแต่ปี 2557 ถึงปัจจุบัน โดยสถาบันวิจัยและพัฒนาทรัพยากรทางทะเล ชายฝั่งทะเล และป่าชายเลน พบคราบน้ำมันที่ไม่ทราบสาเหตุรวมทั้งสิ้น 44 ครั้ง โดยเป็นพื้นที่อ่าวไทยฝั่งตะวันออก จ.ตราด ถึง จ.ชลบุรี ถึง 30 ครั้ง

- Advertisement -