แม้พื้นที่ราบสูงส่วนใหญ่จะเป็นพื้นที่ต้นน้ำ จุดกำเนิดแหล่งน้ำให้กับคนที่อยู่เบื้องล่าง แต่หนึ่งในปมปัญหาสำคัญของคนบนพื้นที่นี้ กลับเป็นการเข้าไม่ถึงการใช้น้ำเหล่านั้นเสียเอง นั่นเพราะแหล่งน้ำซึ่งอยู่ต่ำกว่าพื้นที่เกษตรกรรม ทำให้ชุมชนบนพื้นที่สูงต้องจัดหาและขนส่งน้ำขึ้นสู่พื้นที่ โดยมีสิ่งหนึ่งที่มาพร้อมกันคือ “ค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน”

เมื่อชาวบ้านส่วนใหญ่อยู่ในกรอบคิดของการใช้น้ำมันและไฟฟ้าในการนำน้ำขึ้นมา นั่นย่อมหมายความว่าไม่คุ้มค่าต่อการลงทุนการทำเกษตรเชิงนิเวศ ต้องติดบ่วงอยู่กับการทำเกษตรเชิงเดี่ยว ซึ่งพลังงานดังกล่าวยังเป็นที่มาของการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สู่ชั้นบรรยากาศ ส่วนการจัดการน้ำในระบบอื่นๆ เช่น การขุดสระ การใช้น้ำใต้ดิน ก็เป็นรูปแบบที่ไม่มีความสอดคล้องเหมาะสมกับพื้นที่

นั่นเองเป็นจุดหลักที่ทำให้กลุ่มอนุรักษ์กลุ่มหนึ่ง มีแรงบันดาลใจในการช่วยสนับสนุนให้เกษตรกรรายย่อย มีขีดความสามารถในการปรับเปลี่ยนการผลิตอาหารและการเกษตร จากเกษตรเชิงเดี่ยวไปสู่เกษตรเชิงนิเวศ ด้วยเห็นว่าเกษตรกรรมแบบเชิงเดี่ยวมีส่วนสำคัญต่อการทำลายระบบนิเวศ สิ่งแวดล้อม เป็นที่มาของวิกฤติด้านสุขภาพ และการทำลายฐานทรัพยากรของตนเอง

ขณะเดียวกัน จากข้อมูลทางวิชาการและการประเมินความเสี่ยงของชุมชน ยังพบว่าพื้นที่ต้นน้ำจะเผชิญกับภาวะความแห้งแล้งยาวนานในอนาคต เนื่องด้วยปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของโลก การจัดการน้ำจึงเป็นมาตรการสำคัญของการลดความเสี่ยงที่ชุมชนจะเผชิญ

ทั้งนี้ ปัจจัยสำคัญที่จะช่วยให้เกษตรกรตัดสินใจในการปรับเปลี่ยน คือการเข้าถึงน้ำในราคาต้นทุนที่ต่ำ ซึ่งพบว่าชุมชนมีโอกาสอย่างมากในการเข้าถึงน้ำต้นทุนต่ำ เพราะที่ตั้งของชุมชนเป็นพื้นที่ต้นน้ำ มีปริมาณน้ำต้นทุนเป็นจำนวนมาก อย่างไรก็ตามจำเป็นต้องแสวงหานวัตกรรมเพื่อการจัดการน้ำบนพื้นที่สูงให้ชุมชนสามารถเข้าถึงการใช้น้ำต้นทุนต่ำได้

คำตอบที่ออกมาคือ “เครื่องตะบันน้ำ”

“ตะบันน้ำ” นวัตกรรมพื้นบ้านเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน

เครื่องตะบันน้ำ คือปั้มน้ำที่สามารถทำงานได้เอง โดยไม่ต้องใช้เชื้อเพลิงไฟฟ้า น้ำมัน หรือแรงงานคน อาศัยเพียงการกระแทกของน้ำในท่อซึ่งถูกทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอัตราการไหลอย่างกะทันหัน ทำให้ ความดันในตัวปั้มเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงเวลาสั้น เกิดปรากฏการณ์ที่เรียกว่า การตะบันน้ำ (water hammer) ซึ่งจะทำงานได้ด้วยตัวเองไปเรื่อยๆ ตราบเท่าที่ยังมีแหล่งน้ำจ่ายให้กับปั้มอย่างสม่ำเสมอ

อธิบายคือ เมื่อน้ำไหลจากแหล่งน้ำที่สูงกว่าด้วยความเร็วที่เหมาะสม มากระทบกับวาล์วน้ำล้นซึ่งเปิด-ปิดทางเดียวเป็นจังหวะ จะกลายเป็นการเพิ่มความดันและผลักน้ำให้เข้าสู่กระเปาะอากาศ ผ่านวาล์วส่งน้ำซึ่งเปิดทางเดียวเช่นกัน เมื่อน้ำไหลเข้าสู่กระเปาะ อากาศที่อยู่ในกระเปาะจะถูกอัดจนมีความดันเพิ่มขึ้น แต่เนื่องจากไม่มีทางออกด้านบนของกระเปาะ อากาศจึงเกิดการอัดตัวและผลักดันให้น้ำไหลออกทางด้านล่างผ่านทางท่อส่ง ด้วยแรงดันที่เพิ่มขึ้นหลายเท่า เครื่องตะบันน้ำจึงสามารถส่งน้ำหรือยกระดับน้ำได้

ตะบันน้ำไม่ใช่เครื่องสูบน้ำ แต่เป็นเครื่องส่งน้ำที่ใช้หลักการแรงดันอากาศ ดังนั้นในการติดตั้งตะบันน้ำ ต้องอาศัยระดับน้ำที่มีความสูงขั้นต้นในแนวดิ่ง โดยทุกความสูงขั้นต้น 1 เมตร จะสามารถส่งน้ำไปในแนวดิ่งได้สูงถึง 8-10 เมตร ซึ่งหากคำนวณการวางท่อได้ถูกต้องและมีน้ำที่เพียงพอ ก็จะสามารถเพิ่มศักยภาพในการส่งน้ำได้มากขึ้น โดยตะบันน้ำจะมีอัตราการสูญเสียน้ำที่ตัวตะบันประมาณ 70% และได้น้ำที่ปลายทางประมาณ 30%

ภาพจาก: สมาคมเพื่อการอนุรักษ์และพัฒนาเทือกเขาเพชรบูรณ์

จีระศักดิ์ ตรีเดช นายกสมาคมเพื่อการอนุรักษ์และพัฒนาเทือกเขาเพชรบูรณ์ ระบุว่า หลักการของตะบันน้ำมีมาแล้วกว่า 200 ปี โดยช่างประปาชาวอังกฤษ และถูกนำไปพัฒนามาเป็นระยะ แต่ไม่ค่อยนิยมใช้กัน เนื่องจากมีข้อจำกัดหลายๆ อย่าง เช่น ประสิทธิภาพของการทำงานที่ได้ต่ำกว่าเครื่องปั้มน้ำชนิดอื่นๆ มีการสูญเสียน้ำในกระบวนการมากกว่าน้ำที่สูบได้ จึงเหมาะสำหรับแหล่งน้ำตามธรรมชาติ แต่ไม่เหมาะสำหรับการมาใช้กับการสูบน้ำประปา

ทั้งนี้ ทางสมาคมฯ ได้ร่วมกับชุมชนในหลายพื้นที่ตามแนวเทือกเขาเพชรบูรณ์ ศึกษาและค้นหานวัตกรรมที่สอดคล้องเรื่อยมา จนพบว่าตะบันน้ำแต่ละรูปแบบมีจุดอ่อน จุดแข็งที่แตกต่างกันออกไป เช่น ใช้วัสดุไม่ทนทาน มีลิขสิทธิ์ ราคาแพง มีความยุ่งยากซับซ้อนในการหาอุปกรณ์ เป็นต้น จึงเกิดการพัฒนาตะบันน้ำในรูปแบบที่เป็นเอกลักษณ์ของตนเอง จนได้ออกมาเป็นนวัตกรรม “ซูปเปอร์ตะบันน้ำ 4.0”

สำหรับซูปเปอร์ตะบันน้ำรุ่นนี้ ผลิตจากถังก๊าซแอลพีจี (LPG) ใช้แล้วจำนวน 2 ถัง ซึ่งจากการทดสอบเชิงประสิทธิภาพเปรียบเทียบกับตะบันน้ำรูปแบบต่างๆ พบว่า ซูปเปอร์ตะบันน้ำนี้มีประสิทธิภาพสูง และสอดคล้องเหมาะสมกับการใช้งานเป็นอย่างมาก ที่สำคัญยังทำให้ราคาจากที่เคยอยู่หลักหมื่นไปจนถึงหลักแสน ขณะนี้เหลือเพียงแค่ราว 5,000 บาท

“สมาคมฯ และชุมชนได้ผ่านกระบวนการทดลองใช้งานจริง ซึ่งมีทั้งความสำเร็จ ความล้มเหลวมานับครั้งไม่ถ้วน ผ่านการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ การทำงานในภาคสนามอย่างเข้มข้น ปรับเปลี่ยนการใช้วัสดุ ปรับเปลี่ยนรูปแบบชิ้นงาน หนีจากรูปแบบที่มีลิขสิทธิ์มาเป็นแบบฉบับของตนเอง เพราะเทคโนโลยีที่ดีที่สุดสำหรับชุมชน คือเทคโนโลยีที่ชุมชนเป็นคนคิดประดิษฐ์สร้าง ชุมชนเป็นเจ้าของและต่อยอดความคิดไปได้” จีระศักดิ์ ระบุ

เขาบอกด้วยว่า ข้อดีของซูปเปอร์ตะบันน้ำคือการเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพราะด้วยลักษณะการส่งน้ำที่ใช้แรงดันอากาศและแรงโน้มถ่วงของโลก ทำให้ตะบันน้ำไม่มีความจำเป็นต้องใช้น้ำมันเชื้อเพลิงที่มาจากฟอสซิล และไม่ใช้ไฟฟ้าจากสายส่ง ทำให้ไม่ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกสู่ชั้นบรรยากาศ จึงมีส่วนช่วยลดปัญหาภาวะโลกร้อนได้เป็นอย่างดี

ทั้งนี้ พบว่าการใช้เครื่องตะบันน้ำ สามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ 0.532 กิโลคาร์บอนต่อวัน ดังนั้นการใช้เครื่องตะบันน้ำในพื้นที่ 20 เครื่องเป็นเวลา 1 เดือน จะช่วยลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ประมาณ 319 กิโลคาร์บอน หรือเท่ากับการปลูกต้นไม้ใหญ่ประมาณ 32 ต้น นอกจากนี้ตะบันน้ำยังมีความคุ้มทุนในตัวเอง และใช้ระยะเวลาสั้นเพียงประมาณ 3 เดือนในการคืนทุน

อย่างไรก็ตาม อุปสรรคหนึ่งของการใช้ซูปเปอร์ตะบันน้ำ คือเป็นเครื่องจักรที่ต้องใช้เวลาในการอธิบายเรื่องการใช้งาน ซึ่งต้องมีการสาธิตและทดลองร่วมกันเพื่อให้เกิดความเข้าใจ เนื่องจากชาวบ้านบางส่วนยังมีทัศนคติว่าเครื่องสูบน้ำที่ใช้น้ำมันง่ายกว่า สะดวกกว่า และอีกประเด็นสำคัญหนึ่งคือตะบันน้ำไม่ได้เหมาะกับสภาพภูมิประเทศทุกพื้นที่ ซึ่งพื้นที่ที่เหมาะสมจะต้องมีแหล่งน้ำที่เกิดจากธรรมชาติ และมีการไหลเวียนของน้ำด้วย โดยเฉพาะพื้นที่ที่เป็นแหล่งต้นน้ำ

“ตะบันน้ำ” ลดค่าใช้จ่าย เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

สำหรับประสิทธิภาพของตะบันน้ำ 1 เครื่อง สามารถส่งน้ำโดยเฉลี่ยได้ประมาณ 3,000 ลิตรต่อวัน และสูงสุดได้เต็มประสิทธิภาพประมาณ 7,500 ลิตรต่อวัน ซึ่งหากคำนวณเทียบกับค่าใช้จ่ายในการใช้เครื่องสูบน้ำแบบน้ำมัน พบว่าจะช่วยลดค่าใช้จ่ายลงได้ถึง 19,980 บาทต่อปี สำหรับน้ำมันเบนซิน หรือลดได้ถึง 24,656 บาทต่อปี หากเป็นน้ำมันดีเซล

วิไช ด้วงทอง เกษตรกรปลูกผักสวนครัวและข้าวโพด ต.วังกวาง อ.น้ำหนาว จ.เพชรบูรณ์ ระบุว่า ปัญหาหลักของการทำเกษตรในพื้นที่สูง คือการจัดสรรน้ำจากแหล่งน้ำซึ่งต้องใช้ปั๊มสูบน้ำขึ้นมา เนื่องจาก แหล่งน้ำจะอยู่ตามสันเขาและพื้นที่ต่ำ โดยที่ผ่านมาใช้เครื่องปั๊มน้ำน้ำมันดีเซลสูบน้ำขึ้นมาเก็บไว้ในถัง ซึ่งมีค่าใช้จ่ายสูง ขณะที่ราคาขายพืชก็ไม่สูงมาก จึงไม่คุ้มทุน

เพื่อให้อยู่รอด เขาจึงมองหาวิธีทำการเกษตรทางเลือกอื่นๆ เพื่อลดต้นทุนการผลิต โดยภายหลังที่สมาคมฯ มาอบรมเรื่องตะบันน้ำ ซึ่งเขาสนใจและเข้าไปขอคำปรึกษาจนได้ตะบันน้ำมาทดลองใช้ 1 เครื่อง ผ่านมาประมาณ 3 เดือน พบว่าการใช้เครื่องตะบันน้ำช่วยให้ประหยัดเงินได้เดือนละ 12,000-15,000 บาท ซึ่งส่วนใหญ่มาจากค่าน้ำมัน และยังพบว่าไม่มีช่วงที่ขาดแคลนน้ำเลย เพราะตะบันน้ำสามารถทำงานได้ตลอด 24 ชั่วโมง

อุดม อุทะเสน อดีตเกษตรกรในระบบเกษตรพันธะสัญญา เล่าว่า การทำเกษตรพันธะสัญญาจำต้องมีการลงทุนในการจัดหาอุปกรณ์เครื่องมือจำนวนมาก หากมีเครื่องมือเครื่องจักรไม่ครบ ก็ต้องจ้างหรือจัดซื้อจากคนอื่น ทำให้ต้นทุนการผลิตสูงมาก และมีความเสี่ยงจากความผันผวนของสภาพอากาศเนื่องจากภาวะโลกร้อนสูงมาก ทำให้บางช่วงต้องขาดทุนติดต่อกันหลายรอบการเพาะปลูก

ภายหลังที่ได้นำตะบันน้ำเข้ามาใช้ในการจัดการ เขาจึงเปลี่ยนมาปลูกกล้วยน้ำว้า มะขาม และพืชผลไม้ยืนต้นแทน แม้รายได้ไม่สูงมากแต่ได้ตลอดปี มีพ่อค้ามารับซื้อในหมู่บ้าน สามารถส่งลูกเรียนหนังสือได้โดยไม่ต้องกังวลเรื่องค่าใช้จ่าย นอกจากนี้สภาพดินและสิ่งแวดล้อมในพื้นที่โดยรวมยังค่อยๆ ดีขึ้น มีพื้นที่สีเขียวเยอะมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ทำให้ชาวบ้านเริ่มเปลี่ยนมาปลูกกล้วยและมะขามตามมากขึ้น

ปัจจุบันสมาคมฯ ได้มีการส่งเสริมตะบันน้ำให้แก่เกษตรกรในพื้นที่เทือกเขาเพชรบูรณ์ ด้วยการสนับสนุนงบประมาณจากแหล่งทุนต่างๆ ไปแล้วมากกว่า 50 ตัว และได้เกิดช่างชุมชนอีกจำนวนหนึ่งที่รวมกันเป็นกลุ่มวิสาหกิจชุมชน เพื่อประกอบกิจการทางสังคม โดยมุ่งหวังที่จะนำผลกำไรไปสนับสนุนส่งเสริมให้ประชาชนในพื้นที่เทือกเขาได้ใช้พลังงานทดแทน และเข้าถึงการใช้น้ำ ตลอดจนเสริมสร้างภูมิต้านทานเพื่อเตรียมความพร้อมรับมือต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

ขณะเดียวกัน ซูเปอร์ตะบันน้ำ 4.0 ยังได้ถูกรับเลือกให้เป็น 1 ใน 10 โครงการที่ได้รับการต่อยอดสนับสนุนจากดีแทค ภายใต้โครงการ “พลิกไทย” ที่เชิญชวนให้บุคคลหรือกลุ่มบุคคลที่มีไอเดียในการแก้ไชปัญหา และสร้างความเปลี่ยนแปลงให้แก่ประเทศไทยอย่างยั่งยืน โดยดีแทคได้คัดเลือก 10 แนวคิดที่สามารถปฏิบัติได้จริง และสามารถสร้างประโยชน์ทั้งในเชิงเศรษฐกิจ สังคม หรือสิ่งแวดล้อม เพื่อมอบเงินทุนสนับสนุนเบื้องต้น ให้โครงการสามารถเป็นจริงได้ โดยสามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับโครงการได้ที่ https://www.dtac.co.th/plikthai/p/water-sink

- Advertisement -