สทนช.เร่งศึกษาแผนจัดการน้ำรองรับ ‘EEC’ สร้างสมดุลการใช้-มั่นใจไม่เกิดปัญหาแย่งชิง

สทนช.เร่งศึกษาแผนจัดการน้ำภาคตะวันออกรองรับ EEC เตรียมคลอด มิ.ย. ปีหน้า ย้ำให้ความสำคัญภาคเกษตรกรรม ยืนยันมีปริมาณเพียงพอความต้องการทุกภาคส่วน-ไม่เกิดปัญหาแย่งน้ำ

นายสมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เปิดเผยว่า สทนช.กำลังดำเนินโครงการศึกษาเพื่อจัดทำแผนหลักการพัฒนาและจัดการทรัพยากรน้ำภาคตะวันออก ให้ได้แนวทางการบริหารจัดการลุ่มน้ำหลักทั้ง 4 ได้แก่ ลุ่มน้ำปราจีนบุรี ลุ่มน้ำบางปะกง ลุ่มน้ำโตนเลสาป และลุ่มน้ำชายฝั่งทะเลตะวันออก ที่สามารถเชื่อมโยงให้เกิดประโยชน์สูงสุด และยังเตรียมความพร้อมเพื่อรองรับโครงการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) และพื้นที่เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษชายแดน ที่มีความสมดุลกับภาคการเกษตรและระบบนิเวศ

สำหรับขอบเขตการศึกษาดังกล่าว จะทำการทบทวนผลการศึกษาเดิมที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ พร้อมทั้งศึกษาความต้องการใช้น้ำทุกด้าน ปริมาณแหล่งน้ำผิวดินและแหล่งน้ำใต้ดินในปัจจุบัน และคาดการณ์ในอนาคตที่จะเป็นผลสืบเนื่องจากการเติบโตทางเศรษฐกิจ สังคม อุตสาหกรรม การท่องเที่ยวจากการพัฒนาโครงการ EEC และพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดน รวมถึงสภาวะการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพื่อนำไปสู่การวางแผนการรับมือด้วยมาตรการต่างๆ ที่เหมาะสม ครอบคลุมพื้นที่ 8 จังหวัด ประกอบด้วย นครนายก ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ระยอง จันทบุรี ตราด สระแก้ว และปราจีนบุรี โดยจะแล้วเสร็จภายในวันที่ 17 มิ.ย. 2562

นายสมเกียรติ กล่าวว่า ขณะนี้พื้นที่กลุ่มจังหวัด EEC คือ ระยอง ชลบุรี และฉะเชิงเทรา มีความต้องการใช้น้ำประมาณปีละ 2,000 ล้าน ลบ.ม. ขณะที่การพัฒนาแหล่งน้ำในพื้นที่ปัจจุบัน ประกอบด้วย โครงการขนาดใหญ่ 4 แห่ง โครงการขนาดกลาง 19 แห่ง รวมมีปริมาณน้ำต้นทุนเก็บกัก 1,353 ล้าน ลบ.ม. โดยมีโครงการขนาดเล็กและโครงการสูบน้ำด้วยไฟฟ้ากระจายในพื้นที่ มีน้ำท่าที่เกิดขึ้น มีปริมาณน้ำจากลุ่มเจ้าพระยาเข้ามาเสริมไม่ต่ำกว่า 300 ล้าน ลบ.ม. อีกทั้งมีการพัฒนาน้ำบาดาลขึ้นมาใช้ รวมถึงยังการพัฒนาโครงข่ายระบบผันน้ำเชื่อมโยงแหล่งน้ำอื่นในพื้นที่ ดังนั้นจะไม่เกิดปัญหาขาดแคลนน้ำอย่างแน่นอน

“ในส่วนที่ได้มีการคาดการณ์ไว้ว่าความต้องการใช้น้ำของ EEC ในอีก 20 ปีข้างหน้า จะมีความต้องการใช้น้ำ 1,000 ล้าน ลบ.ม. นั้น เป็นการประมาณจากหน่วยงานด้านแหล่งน้ำ เมื่อปี 2560 โดยที่ยังไม่มีแผนหลักการพัฒนาของสำนักงาน EEC ในด้านการพัฒนาอุตสาหกรรม ที่ตั้งชุมชนใหม่ อัตราการขยายตัวของชุมชนเดิม ปริมาณนักท่องเที่ยว จำนวนประชากรแฝงหลังจากเกิดโครงการ EEC เป็นต้น จึงจะต้องรอผลการศึกษาที่ สนทช.กำลังดำเนินการก่อน” นายสมเกียรติ กล่าว

อย่างไรก็ตามในเบื้องต้น สทนช.ได้วิเคราะห์ประมวลแผนงานสำคัญ ในการพัฒนาแหล่งน้ำใหม่ช่วงระยะเวลา 5 ปี คือปี 2562-2566 จำนวน 6 แผนงาน ประกอบด้วย 1.แผนการปรับปรุงแหล่งน้ำเดิม 2.แผนการพัฒนาอ่างเก็บน้ำในลุ่มน้ำคลองวังโตนด จ.จันทบุรี 4 แห่ง 3.แผนการเชื่อมโยงแหล่งน้ำและระบบผันน้ำภายในประเทศให้เต็มศักยภาพ ในระยะ 5 ปี 5.แผนพัฒนาแหล่งน้ำสำรองภาคเอกชน ซึ่งบริษัท East Water มีแผนดำเนินการจัดหาแหล่งน้ำเพิ่มเติมโดยการพัฒนาบ่อดินในพื้นที่เอกชน และการขุดสระทับมา 6.แผนการสำรวจพัฒนากลุ่มบ่อน้ำบาดาลสำหรับภาคอุตสาหกรรม

ทั้งนี้ จะได้ปริมาณน้ำต้นทุนรองรับพื้นที่ EEC ประมาณ 366 ล้าน ลบ.ม. รวมทั้งยังจะมีการวางแนวทางการศึกษา การพัฒนาแหล่งน้ำจากเทคโนโลยีการกรองน้ำทะเลเป็นน้ำจืด การนำน้ำที่ผ่านการบำบัดแล้วมาใช้ใหม่ การเพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำในภาคส่วนต่างๆ และมาตรการประหยัดน้ำ ซึ่งจะทำให้มีปริมาณน้ำเพียงพอกับความต้องการอย่างแน่นอน

“แม้จะมีการพัฒนาแหล่งน้ำเพื่อรองรับ EEC หลากหลายแผนงาน แต่การบริหารจัดการน้ำในภาคตะวันออก ภาครัฐให้ความสำคัญกับการจัดสรรน้ำให้กับภาคเกษตรกรรมเป็นอันดับแรก โดยจะจัดการประชุมรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วน ในแผนพัฒนาและบริหารจัดการน้ำภาคตะวันออกอย่างยั่งยืน ดังนั้นจะไม่เกิดการแย่งชิงน้ำระหว่างภาคเกษตรกรรมกับภาคอุตสาหกรรม ตลอดจนระหว่างกลุ่มเกษตรกรด้วยกันเองอย่างแน่นอน แม้จะมีการขยายพื้นที่ปลูกทุเรียนใน จันทบุรี และระยอง ก็ตาม” เลขาธิการ สนทช.กล่าวย้ำ

- Advertisement -