เศรษฐกิจหมุนเวียน หรือ Circular Economy นับเป็นแนวคิดการดำเนินธุรกิจที่กำลังก้าวเข้ามามีบทบาทสำคัญ และถูกให้ความสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ ในระบบอุตสาหกรรมและภาคการผลิตทั่วโลก หลังจากที่ทุกฝ่ายล้วนตระหนักดีว่าการใช้ทรัพยากรบนโลกใบนี้ จะต้องถูกคำนึงถึงและครุ่นคิดอย่างจริงจัง

เมื่อเศรษฐกิจแบบเส้นตรง หรือ Linear Economy ที่ดำเนินมาอย่างต่อเนื่องในอดีต ได้สูบเอาทรัพยากรมาใช้เพื่อผลิตและขายสินค้าแก่ผู้บริโภค ด้วยเป้าหมายสำคัญอย่างเดียวคือการเพิ่มผลกำไร แล้วสิ่งที่ผลิตขึ้นมานั้นถูกใช้และทิ้งไปโดยไม่มีใครเหลียวแล จึงเป็นปัญหาด้านทรัพยากรที่ร่อยหรอ สวนทางกับปริมาณขยะที่เพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ อันเป็นที่ประจักษ์ชัดแจ้งในปัจจุบัน

การใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุด และนำกลับมาหมุนเวียนใช้ซ้ำได้ต่อไปเรื่อยๆ กลายเป็นเป้าหมายใหม่ภายใต้ระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนนี้ ที่จะต้องนำไอเดียและนวัตกรรมเข้ามามีส่วนช่วยขับเคลื่อน

หากเปรียบเทียบกับอีกสองเทรนด์ใหญ่ด้านเศรษฐกิจของโลก ที่มีบทบาทสำคัญในระยะหลังด้วยเช่นเดียวกัน คือ “อุตสาหกรรม 4.0” ซึ่งนำเอาเทคโนโลยีดิจิทัลและอินเทอร์เน็ตมาเพิ่มประสิทธิภาพในภาคการผลิต และ “ปัญญาประดิษฐ์ (AI)” ที่นำเอาเครื่องจักรกลเข้ามาแทนที่มนุษย์ อาจกล่าวได้ว่า “เศรษฐกิจหมุนเวียน” ดูจะเป็นวิสัยทัศน์ที่กว้างไกลยิ่งกว่า เพราะเป็นการพูดถึงทรัพยากร ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของทุกสิ่ง ทุกอย่าง และทุกฝ่าย

อย่างไรก็ตาม แนวคิดดังกล่าวอาจยังไม่สามารถแปรเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจได้ เนื่องด้วยความยากลำบากในการประเมินผลทางสังคมและสิ่งแวดล้อมแบบองค์รวม จึงไม่ง่ายนักที่จะทำให้ภาคธุรกิจตัดสินใจ ขณะเดียวกันสำหรับอุตสาหกรรม 4.0 เอง มีเยอรมนี และญี่ปุ่น เป็นผู้เล่นใหญ่ เช่นเดียวกับอุตสาหกรรม AI ที่มีสหรัฐอเมริกา และจีน เป็นแกนนำหลัก ต่างกับเศรษฐกิจหมุนเวียน ที่มีเพียงไม่กี่ประเทศในยุโรปเท่านั้นนำไปพัฒนาใช้เป็นโมเดลธุรกิจที่ยั่งยืนอย่างจริงจัง นั่นแสดงให้เห็นว่ายังมีช่องว่างให้กับประเทศหรือผู้ประกอบการรายที่จะก้าวเข้ามามีบทบาทในการเป็นผู้นำของโลกได้ในอนาคต

นั่นเป็นสิ่งที่ประเทศอย่าง ไต้หวัน มองว่าตนเองมีข้อได้เปรียบที่อาจส่งผลให้สามารถกลายเป็นผู้นำด้านเศรษฐกิจหมุนเวียนของโลกได้

พื้นฐานอุตสาหกรรม รากฐานการหมุนเวียน

ไต้หวัน นับว่าเป็นหนึ่งในประเทศที่ภาคอุตสาหกรรมการผลิตมีการพัฒนามาเป็นอย่างดี ตั้งอยู่ในภูมิภาคที่ประกอบกันเป็นคลัสเตอร์ เช่น โรงกลั่นน้ำมัน อุตสาหกรรมเคมี และเหล็ก เป็นต้น ซึ่งถือเป็นข้อได้เปรียบแรกในระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน ที่ต้องการให้อุตสาหกรรมต่างๆ แบ่งปันทรัพยากร หรือรีไซเคิลของเสียซึ่งกันและกัน

ถัดมา ในการที่จะทำให้ระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนประสบความสำเร็จ จำเป็นต้องใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีที่มีความก้าวหน้า ประกอบกับการบริหารจัดการต้นทุนที่ดี ซึ่งภาคอุตสาหกรรมในไต้หวัน นับว่ามีความเชี่ยวชาญในการนำการพัฒนาใหม่ๆ เข้ามาสู่กระบวนการผลิต พร้อมกันกับความมุ่งมั่นในการจัดการต้นทุน

ตัวอย่างหนึ่งคือ Taiwan Semiconductor Manufacturing Co. (TSMC) บริษัทผู้ผลิตสารกึ่งตัวนำ (เซมิคอนดักเตอร์) ของไต้หวันที่ใหญ่ที่สุดในโลก สามารถนำน้ำทุกหยดที่ใช้ในโรงงานกลับมาใช้ใหม่ได้ เฉลี่ยถึง 3.5 ครั้ง เป็นความสำเร็จอันน่าประทับใจเมื่อเทียบกับมาตรฐานของโลก

นอกจากนี้ ด้วยความที่บริษัทผู้ผลิตสัญชาติไต้หวันนั้น มีโรงงานกระจายอยู่ตามภูมิภาคต่างๆ ทั่วโลก จึงเปิดโอกาสให้การคิดค้นและนวัตกรรมด้านเศรษฐกิจหมุนเวียนที่เกิดขึ้น สามารถกระจายไปสู่ตลาดอื่นๆ ได้ภายหลังจากที่ถูกพัฒนาภายในประเทศ ซึ่งยังเพิ่มโอกาสในการขาย พัฒนาขีดความสามารถด้านการแข่งขัน

หนึ่งในเมืองที่มีแนวโน้มจะเป็นผู้นำในการก้าวเข้าสู่เศรษฐกิจหมุนเวียนของไต้หวันมากที่สุด อาจเป็นเกาสง (Kaohsiung) เมืองท่าสำคัญซึ่งตั้งอยู่ทางตอนใต้ โดยในภายหลังที่มีเหตุการณ์ท่อก๊าซระเบิดในปี 2016 เกาสงกำลังเตรียมตัวที่จะย้ายอุตสาหกรรมปิโตรเคมี ไปสู่พื้นที่สร้างใหม่ใกล้กับท่าเรือ ซึ่งจะพัฒนาเป็นเขตเศรษฐกิจหมุนเวียนสำหรับอุตสาหกรรมที่เพิ่มมูลค่าสูง

ภายในพื้นที่นี้ ของเสียและมลพิษจากอุตสาหกรรมเคมี จะถูกดักจับและนำไปใช้ในอุตสาหกรรมอื่น รวมไปถึงการหมุนเวียนใช้น้ำ การผลิตไฟฟ้า และวิธีการอนุรักษ์ทรัพยากรต่างๆ จะมีการนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาประยุกต์ใช้

งานวิจัยโดย Industrial Economics and Knowledge Center (IEK) ภายใต้ Industrial Technology Research Institute (ITRI) ซึ่งเป็นสถาบันวิจัยทางเทคโนโลยีที่ใหญ่ที่สุดของไต้หวัน ได้ระบุไว้ว่าในการที่ไต้หวันจะก้าวขึ้นมาสู่การเป็นผู้นำโลกในด้านเศรษฐกิจหมุนเวียนนั้น หัวใจสำคัญคือการปฏิรูป 7 ด้าน เพื่อเปลี่ยนกระบวนทัศน์ สร้างระบบการผลิตขึ้นมาใหม่ ประกอบด้วย

Re-Thinking: การเปลี่ยนชุดความคิดใหม่ ว่าวงจรชีวิตของผลิตภัณฑ์ไม่ได้จบลงที่การใช้งาน แต่ขยายครอบคลุมไปยังขั้นตอนของการนำกลับมารีไซเคิล เพื่อที่จะคำนวณต้นทุนของกระบวนการทั้งหมด
Re-Environmenting: การคำนึงถึงสภาพแวดล้อมใหม่ โดยผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมจะต้องถูกนำมาผนวกรวมเวลาประเมินผลประโยชน์และต้นทุน เช่น ราคาสินค้านั้นควรนับรวมการปล่อยคาร์บอนระหว่างการผลิตและขนส่งเข้าไปด้วย
Re-Servicing: การให้บริการใหม่ ซึ่งโมเดลธุรกิจแบบใหม่จะต้องให้บริการกับลูกค้าแบบใหม่ด้วย เช่น การเปลี่ยนแนวคิดธุรกิจว่าผู้ใช้เป็นเจ้าของสินค้านั้น แต่เป็นการจ่ายเพื่อนำไปใช้งานในแต่ละครั้ง ที่ไม่ใช่แค่กับเรื่องการขนส่ง หรือที่พักอาศัย แต่รวมถึงเครื่องใช้ในบ้าน เช่น เครื่องซักผ้า แอร์ ไฟต่างๆ ด้วย
Re-Innovating: การปรับเปลี่ยนนวัตกรรม การออกแบบและใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ กับสินค้าและบริการ เช่น การพัฒนาวัตถุดิบใหม่ให้มีอายุการใช้งานที่ยาวนาน หรือง่ายต่อการรีไซเคิล
Re-Manufacturing: การออกแบบระบบและกระบวนการผลิตใหม่ เพื่อลดการใช้ไฟฟ้า ลดการใช้ทรัพยากร และลดการปล่อยคาร์บอน เช่น การนำระบบปรินท์ 3 มิติมาใช้เพื่อลดการสูญเสียวัสดุ
Re-Cycling: ของเสียเกิดขึ้นภายหลังอายุผลิตภัณฑ์ ต้องถูกเก็บรวบรวมและนำมาใช้เพื่อผลิตใหม่ เช่น การนำขวดพลาสติกกลับมารีไซเคิล และใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตเสื้อกีฬาชนิดพิเศษ เป็นต้น
Re-Generating: นำวิธีการใหม่มาใช้เพื่อผลิตและอนุรักษ์พลังงาน เช่น นำมูลจากสัตว์ในฟาร์ม กลับมาเข้ากระบวนการให้เกิดเป็นก๊าซมีเทน และนำไปผลิตไฟฟ้า

เปิดตัว ‘CE’ จับคู่ ‘พลังงาน’ ย้ำความมุ่งมั่น

ในช่วงปลายเดือนกันยายน 2561 ไต้หวันได้มีการจัดแสดงสินค้าและนวัตกรรมด้านพลังงาน “Energy Taiwan” ขึ้นภายในศูนย์นิทรรศการนานกัง กรุงไทเป ซึ่งเป็นการพัฒนาต่อยอดมาจากงาน “PV Taiwan” เดิม ที่จัดแสดงเกี่ยวกับพลังงานแสงอาทิตย์มาต่อเนื่อง 11 ปี โดยถูกเปลี่ยนโฉมเป็นครั้งแรกในปีนี้ เพื่อให้ครอบคลุมพลังงานหมุนเวียนอื่นๆ โดยเฉพาะพระเอกหลัก 4 ตัว ได้แก่ พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม พลังงานน้ำ และระบบกักเก็บพลังงาน

ขณะเดียวกัน อีกงานหนึ่งที่จัดขึ้นเป็นครั้งแรกควบคู่ไปด้วย นั่นคือ “Circular Economy Taiwan” หรือชื่อเล่นว่า “CE Taiwan” ที่มั่นหมายว่าจะให้เป็นสักขีพยานความพยายามของไต้หวัน ในการมุ่งหน้าสู่ยุคของการใช้พลังงานหมุนเวียนและการปล่อยขยะที่เป็นศูนย์

เจมส์ ซี เอฟ ฮวง ประธานสภาส่งเสริมการค้าและการส่งออกไต้หวัน (TAITRA) ในฐานะแม่งาน ระบุว่า การพัฒนารูปแบบของงานในครั้งนี้ เป็นสิ่งที่สะท้อนถึงแผนนโยบายด้านนวัตกรรมและอุตสาหกรรมของไต้หวัน และด้วยขนาดของงานที่มีผู้จัดนิทรรศการมากกว่า 260 ราย จาก 11 ประเทศ ที่ผู้เข้าร่วมจะได้เห็นวงจรของผลิตภัณฑ์ครบทั้งกระบวนการ ตั้งแต่การออกแบบ ผลิต จัดการของเสีย ไปถึงการรีไซเคิล โดยบริษัทชั้นนำด้านต่างๆ หน่วยงานภาครัฐ สถาบันการศึกษา ที่ร่วมมาแสดงเทคโนโลยีและความก้าวหน้าในการก้าวเข้าสู่เศรษฐกิจหมุนเวียน ได้ทำให้นี่เป็นงานที่ใหญ่ที่สุดของงานในรูปแบบนี้เท่าที่เคยจัดมา

นอกจากนี้ ภายในงานยังมีความร่วมมือจากหลายธนาคาร ที่จะสนับสนุนการพัฒนาไต้หวันสู่พลังงานสีเขียว ด้วย green finance and insurance ซึ่งจะทำให้นักลงทุนสามารถขอคำปรึกษาผู้เชี่ยวชาญในด้านการลงทุนโครงการและหลักประกันได้ทันที

“เศรษฐกิจหมุนเวียนเป็นเทรนด์โลกในไม่กี่ปีที่ผ่านมา และจะเป็นแรงขับเคลื่อนหลักของภาคธุรกิจในการผลิตและพัฒนานวัตกรรม ทำให้เราได้จัดงานขึ้นเป็นครั้งแรกในปีนี้” เขาระบุ

ที่ผ่านมา การผลิตโซลาร์เซลล์ของไต้หวันถูกจัดอยู่ในอันดับ 2 ของโลก และเอกชนรายใหญ่ในวงการหลายรายได้ร่วมกันสร้างความเข้มแข็ง เพื่อขยายการเข้าถึงตลาดมากขึ้น ขณะเดียวกันทางด้านตะวันตกของเกาะไต้หวันยังมีศักยภาพในการเป็นแหล่งพลังงานลมที่ดีที่สุดแห่งหนึ่ง ซึ่งเป็นจุดดึงดูดบริษัทยักษ์ใหญ่ระดับโลกหลายรายมองไต้หวันในการเป็นจุดเริ่มเพื่อก้าวเข้าสู่ตลาดพลังงานลมของทวีปเอเชีย โดยมีบริษัทสัญชาติเยอรมนี รวมถึงเดนมาร์ก กำลังเตรียมตั้งโครงการกังหันลมขนาดใหญ่ที่นี่ และผลักดันเป็นคลัสเตอร์ของอุตสาหกรรมพลังงานลมในภาคพื้นเอเชียแปซิฟิก

นอกจากภาคธุรกิจที่มุ่งมั่นในการพัฒนาพลังงานหมุนเวียนแล้ว รัฐบาลไต้หวันเองก็ได้ให้ความสำคัญ และมองเห็นโอกาสในการพัฒนาและเติบโตมากขึ้น ด้วยการสนับสนุนด้านนโยบาย เช่น นโยบายส่งเสริมพลังงานแสงอาทิตย์ ระยะ 2 ปี นโยบายส่งเสริมพลังงานลม ระยะ 4 ปี หรือการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ ซึ่งคาดว่าภาคธุรกิจจะได้รับงบประมาณพิเศษจากรัฐบาลกว่า 24 ล้านดอลลาร์ไต้หวัน ในการลงทุนด้านพลังงานสีเขียว ทำให้เรื่องของพลังงานสีเขียวรวมถึงการหมุนเวียนทรัพยากร กำลังจะเป็นอุตสาหกรรมดาวเด่นอันถัดไป

บทบาทสำคัญ ‘นวัตกรรม’ เปลี่ยนโลก

ท่ามกลางผู้ผลิตนวัตกรรมมากมายในไต้หวัน หนึ่งในนั้นคือสถาบัน ITRI ซึ่งนับตั้งแต่ปี 2008 สถาบันนี้ได้รับ “R&D 100 Awards” รางวัล 100 สุดยอดงานวิจัยและพัฒนา จาก R&D Magazine สหรัฐอเมริกา เป็นประจำทุกปี ด้วยการเป็นที่ยอมรับในนวัตกรรมอันพลิกโฉมและสร้างความสำเร็จในเชิงพาณิชย์ จนปัจจุบัน ITRI ได้รับรวมแล้วถึง 36 รางวัล ซึ่งในบรรดาทั้งหมดนั้น มี 3 ผลงานได้แสดงถึงความพยายามในการรวบรวมสหวิทยาการเพื่อตอบโจทย์เศรษฐกิจหมุนเวียน

LCD Waste Recycling System ระบบการรีไซเคิลจอแอลซีดี ที่ได้รับรางวัลในปี 2017 ซึ่งพบว่าในทุกๆ ปีจะมีจอแอลซีดีกว่า 21,000 ตัน ถูกทิ้งทั่วโลก โดยจอแอลซีดีมีส่วนประกอบของสารโลหะหนักอันตรายต่างๆ และวิธีการกำจัดที่ใช้ในปัจจุบันส่วนใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นการฝังกลบหรือการเผา ล้วนส่งผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม

ITRI ได้พัฒนากระบวนการรีไซเคิลจอแอลซีดีใน 6 ขั้นตอน โดยสามารถคัดแยกวัตถุดิบหลัก 3 อย่างของจอ ได้แก่ ผลึกเหลว อินเดียม และแก้ว กลับมาใช้ใหม่ได้ ซึ่งในส่วนของผลึกเหลว สามารถนำกลับมาได้เกือบ 100% เพื่อใช้ผลิตจอใหม่ ส่วนอินเดียม สามารถนำกลับมาได้สูงสุดถึง 90% เพื่อนำไปใช้ผลิตฟิล์มบางสำหรับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ เช่น จอ หรือแผงโซลาร์เซลล์ เป็นต้น ขณะที่แก้ว ก็สามารถนำกลับไปใช้เป็นวัตถุดิบในงานก่อสร้างได้ โดยขณะนี้ ITRI ได้ร่วมมือกับบริษัทผลิตจอแอลซีดีชั้นนำ และโรงงานรีไซเคิลซากอิเล็กทรอนิกส์ ในการสร้างโรงงานรีไซเคิลจอแอลซีดีนำร่องแห่งแรกในไต้หวัน

Carbon-negative Bio-butanol Production Technology เชื้อเพลิงไบโอบิวทานอล (biobutanol) ไร้คาร์บอน ที่ได้รับรางวัลในปี 2013 โดยนำเซลลูโลสมาเป็นวัตถุดิบในการผลิตเชื้อเพลิงชีวภาพ ที่มีค่าการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์แทบจะเป็นศูนย์ และเทคโนโลยีดังกล่าวยังช่วยกำจัดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในบรรยากาศได้เล็กน้อย โดยปลดปล่อยสิ่งอยู่ขั้วตรงข้ามกับก๊าซเรือนกระจก ด้วยพลังงานส่วนเกินที่ได้จากลิกนิน

ผลคือเชื้อเพลิงไบโอบิวทานอล มีประสิทธิภาพในการลดก๊าซเรือนกระจกมากกว่าเชื้อเพลิงเอทานอลจากข้าวโพด ซึ่งในปี 2014 สถาบัน ITRI ยังได้ตั้งบริษัทสตาร์ทอัพที่ชื่อ Green Cellulosity Corp. (GCC) เพื่อทำให้เทคโนโลยีนี้สามารถผลิตได้ในเชิงพาณิชย์อีกด้วย

High Efficiency Calcium Looping Technology นวัตกรรมการลดก๊าซคาร์บอนจากโรงไฟฟ้าเชื้อเพลิงฟอสซิล ที่ได้รับรางวัลในปี 2014 นับว่าเป็นเทคโนโลยีลดมลพิษตัวแรกที่มีราคาเข้าถึงได้ และมีประสิทธิภาพในการดักจับก๊าซคาร์บอนด้วยอัตราเกือบ 90% ซึ่งโรงไฟฟ้าที่ใช้เทคโนโลยีนี้ จะช่วยลดการใช้พลังงาน และทำให้การผลิตไฟฟ้าจากถ่านหินกลายเป็นพลังงานที่สะอาดมากขึ้น อีกทั้งช่วยลดต้นทุนได้มากกว่า 50% เมื่อเทียบกับโรงไฟฟ้าเชื้อเพลิงฟอสซิลทั่วไป

นอกจาก 3 นวัตกรรมอันโดดเด่นที่ได้รับรางวัลไปแล้วนั้น สถาบัน ITRI ยังได้ร่วมกับบริษัทซีเมนต์ในไต้หวัน เพื่อสร้างฟาร์มสาหร่ายสายพันธุ์จิ๋ว บนพื้นที่ 20 เฮกตาร์ ที่คาดว่าจะช่วยลดการปล่อยคาร์บอนได้ 4,800 ตันต่อปี เทียบเท่าการปล่อยจากรถยนต์ 1,000 คันตลอดปี และฟาร์มแห่งนี้ยังจะให้ผลผลิตเป็นสารประกอบทางเคมีที่มีมูลค่าสูง ซึ่งจะช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับภาคอุตสาหกรรมได้อีกด้วย

ภายในงาน CE Taiwan ยังได้มีการจัดแสดงนวัตกรรมอันน่าสนใจจากหลายภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นการนำกากกาแฟมาทำเสื้อผ้า การนำยางจากล้อรถยนต์ที่ใช้แล้วกลับมาทำเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ การนำอุปกรณ์ทางการแพทย์มารีไซเคิลกลับไปเป็นผลิตภัณฑ์พลาสติกอื่นๆ เป็นต้น

จัดการ ‘ขยะ’ พร้อมหมุนเวียน ‘ทรัพยากร’

เมื่อเศรษฐกิจหมุนเวียน เป็นกระบวนการที่มุ่งเน้นการเพิ่มศักยภาพการใช้ทรัพยากร พร้อมกับการลดผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม ในทุกขั้นตอนของกระบวนการผลิตสินค้าและบริการ หนึ่งในหนทางหลักของไต้หวันที่จะบรรลุเป้าหมายนั้น คือการรีไซเคิลขยะมูลฝอยให้ได้มากขึ้น

ในปี 2016 ไต้หวันมีขยะมูลฝอยเฉลี่ยประมาณ 26.5 ล้านตัน โดยปัจจุบันไต้หวันสามารถนำกลับมารีไซเคิลได้ประมาณ 28% หรือราว 7.5 ล้านตัน

พัฒนาการของการจัดการขยะในไต้หวันนั้น เริ่มมาตั้งแต่การใช้หลักความรับผิดชอบของผู้ผลิต หรือ Extended Producer Responsibility (EPR) ตั้งแต่ปี 1988 ตามมาด้วยการประยุกต์ใช้โครงการรีไซเคิลแบบ 4 in 1 ที่รวมเอาผู้เกี่ยวข้อง 4 ภาคส่วน ได้แก่ รัฐบาล ผู้ผลิต ผู้บริโภค และผู้ประกอบการรีไซเคิลที่ได้รับอนุญาต บริหารโดยคณะกรรมการกองทุนรีไซเคิล ที่ดูแลงบประมาณเพื่อการรีไซเคิล มูลค่ากว่า 200 ล้านยูโรต่อปี

ตลอดช่วง 20-30 ปีมานั้น พ.ร.บ.การกำจัดของเสีย ของไต้หวันได้รับการแก้ไขเพื่อพัฒนาระบบการรีไซเคิลในประเทศ โดยปัจจุบันมีผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องมากกว่า 635 ราย ที่ช่วยเพิ่มมูลค่าการตลาดกว่า 2 พันล้านยูโร ในปี 2016

อย่างไรก็ตาม ข้อกังวลหลักในโครงสร้างระบบรีไซเคิลของไต้หวัน คือปริมาณขยะเฉลี่ยต่อประชากร 0.89 กิโลกรัมต่อคนต่อวัน ซึ่งคงที่มาเป็นเวลา 3 ปี และเป็นการยากที่จะทำให้ลดลงมากกว่านี้ภายใต้แผนการจัดการในปัจจุบัน นั่นทำให้ไต้หวันมองหานโยบายและกลยุทธ์ใหม่ๆ

ภายใต้กรอบการทำงานใหม่ จะต้องมีองค์ประกอบหลัก 5 ส่วน คือ การผลิตและบริโภคอย่างยั่งยืน, การเพิ่มประสิทธิภาพทรัพยากร, การเสริมอรรถประโยชน์ของผู้บริโภค, การจัดการวัตถุดิบอย่างยั่งยืน และการนำของเสียไปผลิตพลังงาน

ท่ามกลางทั้งหมด การลดใช้พลาสติก การรีไซเคิลพลาสติก การควบคุมการเผาขยะ การรีไซเคิลขยะอิเล็กทรอนิกส์ และโครงการไฟฟ้าจากขยะ คือส่วนที่มีพัฒนาการเพิ่มขึ้นอย่างมากในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา

ทั้งนี้ รัฐบาลไต้หวันได้วางโรดแมปการจัดการขยะ ที่ประกอบด้วยการเสริมสร้างความรู้ด้านการจัดการทรัพยากร สร้างสรรค์นวัตกรรมออกแบบที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม การประยุกต์ใช้เทคโนโลยี และการกำกับดูแลด้านสิ่งแวดล้อม ซึ่งโรดแมปนี้จะพุ่งเป้าตลอดทั้งกระบวนการ ตั้งแต่การสกัดวัตถุดิบ การผลิต การขนส่ง สินค้าและบริการ การขาย และการบริโภค

ความท้าทายใหญ่ที่สุดในระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนของไต้หวันนี้ คือทำอย่างไรที่จะพัฒนาระบบติดตามข้อมูล การหมุนเวียนของทรัพยากรทั้งหมด วงจรการบริโภค รวมถึงระบบโลจิสติกในกระบวนการของเศรษฐกิจหมุนเวียน ซึ่งในก้าวแรกนี้ ได้มีการประกาศใช้แผนระยะ 10 ปี ที่จะช่วยเชื่อมโยงภาคนโยบาย ภาคธุรกิจ ผู้ประกอบการ มหาวิทยาลัย สถาบันวิจัย ผู้บริโภค และประชาชนทั้งหมด ในระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน

ไต่ระดับพัฒนา สู่เจ้าแห่งการ ‘รีไซเคิล’

ในส่วนของการรีไซเคิลขยะมูลฝอย ยังคงเป็นคนละส่วนกับการรีไซเคิลทรัพยากร ซึ่งข้อมูลจาก องค์กรคุ้มครองสิ่งแวดล้อมไต้หวัน (EPA) ระบุว่า การรีไซเคิลทรัพยากรในไต้หวันนั้นค่อยๆ เริ่มจากทีละเล็กละน้อย จากการสร้างความตระหนัก จนมาสู่การสร้างแรงจูงใจทางเศรษฐศาสตร์ ดึงผู้ประกอบการก้าวเข้ามามีส่วนร่วมมากขึ้น พร้อมกับการพัฒนากฎระเบียบและการจัดการด้านสิ่งแวดล้อมอย่างเต็มรูปแบบ ทำให้ศักยภาพในการรีไซเคิลของประเทศนี้ไต่สูงขึ้นทำลายสถิติแบบปีต่อปี และเป็นหนึ่งในโมเดลของระบบการรีไซเคิลของโลกไปแล้ว

หากนับตั้งแต่การก่อตั้งคณะกรรมการบริหารกองทุนรีไซเคิลเมื่อปี 1998 ในขณะนั้นไต้หวันมีอัตราการรีไซเคิลทรัพยากรอยู่ที่ 5.8% มาในปี 2017 ตัวเลขนี้เพิ่มขึ้นมาเป็น 52.5% โตขึ้นเกือบ 9 เท่า ซึ่งยังมีผลพลอยได้ในการลดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ 1.86 ล้านตัน โดยมีอัตราการดูดกลับอยู่ที่ 86.55% ทั้งนี้รัฐบาลยังคงมุ่งมั่นส่งเสริมเศรษฐกิจหมุนเวียน พร้อมกับการสร้างไต้หวันให้เป็นเจ้าแห่งการรีไซเคิล ให้มีขยะเป็นศูนย์ มลพิษเป็นศูนย์ และมีการหมุนเวียนทรัพยากรอย่างยั่งยืน

ปัจจุบันทรัพยากรที่ถูกรับรองว่านำไปรีไซเคิลแล้วในไต้หวัน ขณะนี้มีอยู่ 67 ประเภท 33 รายการ ใน 13 หมวดหมู่หลัก ที่ประกอบด้วย 1.บรรจุภัณฑ์โลหะ เช่น กระปุกนมผง 2.บรรจุภัณฑ์อะลูมิเนียม เช่น กระป๋องเครื่องดื่ม 3.บรรจุภัณฑ์แก้ว เช่น ขวดบรรจุเครื่องดื่ม 4.บรรจุภัณฑ์กระดาษ รวมไปถึงที่มีการเคลือบด้วยอลูมิเนียมฟอยล์ 5.บรรจุภัณฑ์พลาสติก เช่น PET, PVC, PP, PE

6.บรรจุภัณฑ์สารเคมี เช่น ขวดยาฆ่าแมลง 7.แบตเตอรี่แห้ง เช่น ถ่านไฟฉาย 8.ยานพาหนะ เช่น รถยนต์ มอเตอร์ไซค์ 9.ยางรถยนต์ 10.แบตเตอรี่แบบตะกั่ว-กรด 11.อุปกรณ์สารสนเทศ เช่น คอมพิวเตอร์พกพา ฮาร์ดดิสก์ เมนบอร์ด จอ ปริ้นเตอร์ คีย์บอร์ด 12.เครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้าน เช่น แอร์ โทรทัศน์ เครื่องซักผ้า ตู้เย็น พัดลม 13.อุปกรณ์ให้แสงสว่าง เช่น หลอดไฟต่างๆ

ไม่เพียงความมุ่งมั่นที่จะเป็นผู้นำด้านเศรษฐกิจหมุนเวียนเพียงเท่านั้น แต่สิ่งที่ปรากฏยังตอกย้ำความเป็นไปได้ของเกาะแห่งนี้ ที่จะมีส่วนสำคัญในการกำหนดบทบาทความยั่งยืนของโลกต่อไปในอนาคต

- Advertisement -