‘ไบโอไทย’ โต้ ‘พาณิชย์’ ดันไทยเข้าร่วม CPTPP เอาใจทุนใหญ่-ทำเกษตรกรอ่วม-ผลกระทบอื้อ

ไบโอไทยแย้งพาณิชย์อย่าลักไก่เอาใจทุนใหญ่ผลักดันไทยเข้า CPTPP ชี้ผลกระทบเกินเยียวยา เอฟทีเอว็อทช์เตรียมยื่นหนังสือถามจุดยืนทุกพรรคการเมือง

นายวิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ ผู้อำนวยการมูลนิธิชีววิถี (BioThai) เปิดเผยว่า การที่กระทรวงพาณิชย์ จะเสนอนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ให้ประเทศไทยเข้าร่วมความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิค (CPTPP) โดยอ้างว่าจากการรับฟังความคิดเห็นมีความห่วงกังวลเรื่องผลกระทบการเข้าเป็นภาคีในอนุสัญญา UPOV1991 ซึ่งมีข้อคัดค้านจากหลายฝ่ายว่าจะทำให้เกิดผลกระทบต่อเกษตรกรรายย่อย และความมั่นคงทางอาหาร แต่ทางกระทรวงจะมีการหารือกับหน่วยงานที่ที่เกี่ยวข้องเพื่อให้มีการเยียวยาผลกระทบที่เกิดขึ้น ซึ่งข้ออ้างดังกล่าวเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ที่จะเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ

ทั้งนี้ เพราะจากการศึกษาการเข้าร่วมเป็นภาคีในอนุสัญญา UPOV1991 หรือการแก้กฎหมายคุ้มครองพันธุ์พืชของไทยเพื่อให้สอดคล้องกับอนุสัญญาฉบับดังกล่าว จะทำให้เกษตรกรต้องซื้อราคาเมล็ดพันธุ์มีราคาสูงขึ้นตั้งแต่ 2-6 เท่า ซึ่งเกิดจากการเพิ่มระยะเวลาการผูกขาดและการจำกัดสิทธิเกษตรกรในการเก็บรักษาและพัฒนาพันธุ์พืช ตลอดจนส่งผลกระทบต่อนักปรับปรุงพันธุ์รายย่อย

“จากการเปรียบเทียบกับประเทศที่มีการผูกขาดพันธุ์พืชโดยใช้กฎหมายสิทธิบัตรพันธุ์พืชหรือ UPOV1991 พบว่าราคาเมล็ดพันธุ์ที่เกษตรกรต้องจ่ายจะเพิ่มขึ้นจาก 28,500 ล้านบาท/ปี เป็น 80,700 ล้าน ถึง 142,900 ล้านบาท ซึ่งนี่เป็นตัวเลขงานวิจัยเมื่อปี 2559 ปัจจุบันตัวเลขผลกระทบจะยิ่งเพิ่มขึ้น ถามว่ารัฐบาลจะเอาเงินจากใครมาเยียวยาเกษตรกรที่จะได้รับผลกระทบเหล่านี้” นายวิฑูรย์ กล่าว

นอกจากนี้ ผู้ที่ได้ประโยชน์จากการแก้กฎหมายเพื่อให้เป็นไปตามอนุสัญญาดังกล่าวนอกจาก บริษัทซาคาตะ และตาคิอิ ของญี่ปุ่น ซึ่งเป็น 1 ใน 10 บริษัทเมล็ดพันธุ์ยักษ์ใหญ่ของโลกแล้ว บริษัทยักษ์ใหญ่ เช่น มอนซานโต้, ไบเออร์ ซินเจนทา, เคมไชน่า รวมทั้งบริษัทในเครือเจริญโภคภัณฑ์ ยักษ์ใหญ่ด้านเมล็ดพันธุ์และการเกษตรของไทยซึ่งเป็นพันธมิตรกับทั้งมอนซานโต้ ไบเออร์ และกับตาคิอิจะได้ประโยชน์ไปพร้อมๆ กันด้วย

“ผลกระทบที่ไม่อาจประเมินค่าและไม่อาจเยียวยาได้คือผลกระทบต่อความมั่นคงทางอาหารและทรัพยากรชีวภาพของประเทศซึ่งนักวิชาการจากหลายสถาบันได้เตือนเอาไว้ก่อนหน้านี้” ผู้อำนวยการมูลนิธิชีววิถี กล่าว

ด้าน น.ส.กรรณิการ์ กิจติเวชกุล รองประธานกลุ่มศึกษาข้อตกลงเขตการค้าเสรีภาคประชาชน (เอฟทีเอว็อทช์) กล่าวว่า การเดินหน้าเข้าร่วม CPTPP มีความพยายามเอาเรื่องการขยายตัวทางเศรษฐกิจมาบังหน้า แต่ที่จริงแล้วจะเอื้อประโยชน์ให้กับบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านการเกษตรซึ่งสนับสนุนรัฐบาล คสช.มากกว่าจะเป็นไปเพื่อประโยชน์ต่อเกษตรกรรายย่อย ซึ่งบริษัทเหล่านี้ได้ผลประโยชน์มหาศาลมากพอแล้วในช่วงรัฐบาลทหาร

“การเข้าร่วมใน CPTPP ทำให้ต้องแก้กฎหมายคุ้มครองพันธุ์พืช จะเป็นการสืบทอดผลประโยชน์มหาศาลแก่กลุ่มบริษัทเมล็ดพันธุ์และยักษ์ใหญ่การเกษตรดังกล่าว ไม่ว่ารัฐบาลคสช.จะประสบผลสำเร็จในการสืบทอดอำนาจหลังการเลือกตั้งหรือไม่ก็ตาม” น.ส.กรรณิการ์ กล่าว

อย่างไรก็ตาม เอฟทีเอ ว็อทช์ จะทำหนังสือถึงพรรคการเมืองทุกพรรคเพื่อถามถึงจุดยืนที่มีผลกระทบต่อเกษตรกร ประชาชน สังคม จากการเจรจาการค้าระหว่างประเทศ และนโยบายการจัดการปัญหาการผูกขาดทางเศรษฐกิจ รวมทั้งจะจัดเวทีดีเบตพรรคการเมืองเพื่อเป็นแนวทางให้ประชาชนใช้ตัดสินใจในการเลือกตั้ง

“เรายังหวังว่า รัฐบาล คสช.จะไม่ลักไก่ใช้ช่วงระยะเวลาเปลี่ยนผ่านที่ประเทศไทยจะมีการเลือกตั้ง นำประเทศไทยไปผูกพันกับเรื่องที่มีผลกระทบผูกพันชั่วลูกชั่วหลานโดยที่ประชาชนทั้งประเทศไม่มีโอกาสร่วมตัดสินใจอย่างแท้จริง” น.ส.กรรณิการ์ กล่าว

- Advertisement -