รัฐเดินหน้าลุยวิจัย ‘กัญชา’ ผลิตยารักษาโรค เตรียมผุดเกณฑ์ใช้ประโยชน์ทางการแพทย์ปีนี้

รัฐเร่งออกมาตรการใช้ประโยชน์ “กัญชา” ทางการแพทย์ภายใน ธ.ค.นี้ เตรียมตั้งกรรมการ 2 ชุด วิจัยระหว่างประเทศ-แก้ไขกม.ที่จำเป็น ย้ำไม่อนุญาตให้เสพสันทนาการ

พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.ยุติธรรม เปิดเผยว่า สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) และกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ได้จัดทำเอกสารสรุปแนวคิดและงานวิจัยผลิตกัญชาเพื่อใช้ประโยชน์ทางการแพทย์ทั้งของไทยและต่างประเทศ ซึ่งมีทั้งข้อดีข้อเสียเสนอให้นายกรัฐมนตรี จากนั้นจะมีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมา 2 ชุด เพื่อทำหน้าที่วิจัยและประสานงานระหว่างประเทศ และแก้ไขข้อกฎหมายที่จำเป็นก่อนจะเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณา เช่น การแก้ไขกฎกระทรวงสาธารณสุข, ระเบียบกระทรวงสาธารณสุข, การออกพระราชกำหนด หรือกฤษฎีกาเพิ่มเติม และต้องเดินหน้าควบคู่ไปกับการพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.)

พล.อ.อ.ประจิน กล่าวอีกว่า นายกรัฐมนตรีได้สั่งการให้นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี และกระทรวงยุติธรรม เร่งรัดการนำพืชกัญชามาใช้ประโยชน์ในทางการแพทย์ ทั้งนี้ คาดว่ามาตรการระยะสั้นนี้จะออกมาใช้ภายในเดือน ธ.ค. ที่จะถึง ก่อนจะดำเนินการตามแผนระยะกลาง แต่มาตรการสำคัญคือเรื่องการควบคุม ตั้งแต่การเลือกสายพันธ์ การปลูก การสกัด การผสมสูตร จะต้องผ่านมาตรฐานขององค์การอาหารและยา (อย.) และการลดความเสี่ยงผลกระทบที่จะเกิดกับผู้ป่วย

“ขณะนี้มีการสกัดพืชกัญชาแล้ว แต่ยังไม่สมบูรณ์ 100% ต้องดูเรื่องผลสัมฤทธิ์การวิจัยทางคลินิก ตัวยาต้องผ่านการวิจัยกับคนและสัตว์ก่อน และต้องได้รับความร่วมมือกับผู้ประกอบการผลิตด้วย หากเปิดช่องโดยไม่มีผู้ประกอบการ จะเป็นการเปิดโอกาสให้ต่างชาตินำเข้า ดังนั้นต้องให้ผู้ประกอบการของเรามีโอกาสแข่งขันได้” พล.อ.อ.ประจิน กล่าว

ด้าน นายนิยม เติมศรีสุข เลขาธิการ ป.ป.ส. กล่าวว่า คณะกรรมการที่ตั้งขึ้นโดย สธ. พิจารณาตั้งแต่สายพันธุ์กัญชา ที่มีส่วนประกอบปริมาณสาร THC ที่นำมาสกัดเป็นยามีปริมาณแตกต่างกัน ดังนั้นจึงต้องมีการควบคุมพื้นที่ปลูกอย่างเข้มงวดยิ่งกว่าการขออนุญาตปลูกกัญชงเพื่อเป็นพืชเศรษฐกิจ โดยแปลงปลูกกัญชาจะต้องถูกควบคุมให้เป็นโรงเรือนแบบปิด ป้องกันไม่ให้ผลผลิตถูกนำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์อื่น และต้องควบคุมไม่ให้มีสารเคมี และยาฆ่าแมลงปนเปื้อน

“การสกัดน้ำมันกัญชาต้องมุ่งไปสู่การผลิตยารักษาโรคเท่านั้น ดังนั้นผลผลิตของกัญชาจะออกมาในรูปแบบอื่นไม่ได้เลยนอกจากผลิตเป็นยา และต้องมีการควบคุมยาให้ถึงมือผู้ป่วยโดยไม่หลุดรอดไปยังบุคคลทั่วไป ลักษณะอาจเทียบเคียงได้กับยาที่เป็นวัตถุออกฤทธิ์บางประเภทที่แพทย์สั่งจ่ายให้เฉพาะผู้ป่วย และการซื้อขายโดยไม่มีใบสั่งยาถือว่ามีความผิดตามกฎหมาย” นายนิยม ระบุ

นายนิยม กล่าวว่า ขณะนี้ ป.ป.ส.ได้รวบรวมผลการศึกษาจากต่างประเทศ พบว่ามีทั้งข้อดีที่เป็นประโยชน์ต่อการรักษาโรคบางชนิด ขณะเดียวกันก็มีผลเสียในเมืองโคโรราโด สหรัฐอเมริกา ซึ่งพบว่า ผู้ใช้กัญชามีความต้องการเสพมากขึ้น มีอุบัติเหตุจากการใช้กัญชา และพบว่ามีกัญชาจากตลาดมืดแทรกเข้ามาปะปนกับกัญชาถูกกฎหมาย ส่งผลให้ตัวยาที่สกัดจากกัญชามีสารเคมีปนเปื้อนเป็นอันตรายกับผู้ป่วย ดังนั้นมุมมองของกัญชาจึงมีทั้งแง่บวกและแง่ลบ

“ไม่มีใครปฎิเสธการนำกัญชามารักษาโรค แต่ข้อห่วงใยที่ผู้ปกครองวิตกว่าหากไม่มีการควบคุมที่ดีจะทำให้เยาวชนหันไปใช้กัญชา จึงอยากให้มั่นใจว่ากฎหมายจะไม่อนุญาตให้เสพเพื่อสันทนาการ บันเทิง หรือคลายเครียดแน่นอน การใช้ประโยชน์จากพืชเสพติดไม่ว่าจะเป็นกัญชาหรือกระท่อมทำได้เฉพาะเพื่อประโยชน์ทางการวิจัยและทางการแพทย์เท่านั้น” นายนิยม กล่าว

เลขาธิการ ป.ป.ส. กล่าวอีกว่า สำหรับการปลอดล็อคโดยประกาศใช้กัญชา และกระท่อมเป็นพืชเพื่อรักษาโรค ขณะนี้ สธ.อยู่ระหว่างการพิจารณา ทั้งพื้นที่ปลูก การแก้กฎหมาย และการควบคุมเพื่อให้ผู้ป่วยเข้าถึงยา เป็นความรับผิดชอบของ สธ. ส่วน อย.จะเข้ามาควบคุมทุกขั้นตอนการผลิตเพื่อให้ตัวยาที่ผลิตได้มีคุณสมบัติและมาตรฐานใช้ในการรักษาโรคได้จริง

- Advertisement -