คณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยความเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (IPCC) เปิดเผยรายงานชิ้นสำคัญภายหลังการประชุมที่เมืองอินชอน เกาหลีใต้ เมื่อวันที่ 8 ต.ค. 2561 ส่งสารถึงทั่วโลกว่า ผู้คนในทุกภาคส่วนทุกระดับกำลังจะต้องร่วมมือกัน “อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน” เพื่อเร่งมือในการจำกัดการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิโลกไม่ให้เกิน 1.5 องศาเซลเซียส อันเป็นเป้าหมายขั้นสูงตามความตกลงปารีส แทนที่จะเป็นเป้าหมาย 2 องศาฯตามเดิมที่ทุกรัฐบาลยอมรับ

ทั้งนี้ เป้าหมาย 1.5 องศาฯ นี้ จะเป็นหลักประกันที่ชัดเจนต่อความยั่งยืนของมนุษย์และระบบนิเวศมากกว่า ซึ่งข้อเท็จจริงนี้จะถูกนำไปเป็นส่วนประกอบสำคัญในการประชุมรัฐภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (UNFCCC) สมัยที่ 24 (COP 24) ในเดือนธันวาคมนี้ ณ เมืองคาโตวิเช่ สาธารณรัฐโปแลนด์ ที่รัฐบาลทั่วโลกจะมาร่วมยกระดับความก้าวหน้าของการแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

หนึ่งในใจความสำคัญของรายงานฉบับนี้ คือผลกระทบที่เราอาจหลีกเลี่ยงได้จากการควบคุมอุณหภูมิไว้ที่ 1.5 องศาฯ เมื่อเทียบกับ 2 องศาฯ เช่น น้ำทะเลภายในปี 2100 จะเพิ่มขึ้นน้อยลง 10 เซนติเมตร ช่วงหน้าร้อนที่ทะเลอาร์กติกปราศจากน้ำแข็ง จะเกิดขึ้นในรอบ 100 ปี แทนที่จะเป็นทุกๆ 10 ปี หรือการสูญเสียปะการังจากปรากฏการณ์ฟอกขาวจะอยู่ที่ 70-90% แทนที่จะมากกว่า 99%

Hans-Otto Pörtner ประธานร่วมของ IPCC Working Group II ระบุว่า ในทุกๆ ขั้นของอุณหภูมิที่เขยิบสูงขึ้น โดยเฉพาะเมื่อสูงเกินระดับ 1.5 องศาฯ จะเพิ่มโอกาสเสี่ยงของผลกระทบที่ถาวร หรือการเปลี่ยนแปลงที่ไม่อาจย้อนกลับ เช่น การสูญสิ้นระบบนิเวศบางส่วน ดังนั้นการควบคุมระดับอุณหภูมิจะเปิดโอกาสให้มนุษย์และระบบนิเวศสามารถปรับตัว และคงอยู่ในระดับที่ปลอดภัยได้

รายงานฉบับเดียวกันนี้ยังได้วิเคราะห์ถึงหนทาง ทางเลือกที่มีอยู่เพื่อคงระดับการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิไว้ไม่ให้เกิน 1.5 องศาฯ โดย Valerie Masson-Delmotte ประธานร่วมของ IPCC Working Group I ระบุว่า ข่าวดีคือขณะนี้มีบางหนทางที่กำลังถูกนำไปใช้แล้วทั่วโลก แต่อย่างไรก็ตามสิ่งเหล่านี้ยังคงต้องการแรงกระตุ้นที่เพิ่มมากขึ้น

สำหรับการรักษาอุณหภูมิไว้ไม่ให้เพิ่มเกิน 1.5 องศาฯ สิ่งสำคัญที่จำเป็นจะต้องดำเนินการคือ การปฏิวัติในภาคที่ดิน พลังงาน อุตสาหกรรม อาคาร การคมนาคม และเมือง ซึ่งการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่เกิดขึ้นจากมนุษย์ จำเป็นจะต้องลดลงให้ได้ 45% ภายในปี 2030 และกลายเป็นศูนย์ ภายในปี 2050 นั่นหมายถึงการปล่อยก๊าซที่มีอยู่ จะต้องถูกทดแทนด้วยการดูดกลับจากชั้นบรรยากาศ

Debra Roberts ประธานร่วมของ IPCC Working Group II ระบุว่า การตัดสินใจของเราในวันนี้จะมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการกำหนดอนาคตของโลก เพื่อโลกที่ปลอดภัยและยั่งยืนสำหรับทุกคน ซึ่งเนื้อหาในรายงานฉบับนี้จะให้ข้อมูลที่จำเป็นแก่ผู้กำหนดนโยบาย ตลอดจนผู้ปฏิบัติ เพื่อนำไปพิจารณาและออกแบบแผนรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่สอดคล้องกับบริบทของแต่ละประเทศ

“ระยะเวลาอีกไม่กี่ปีหลังจากนี้ อาจเป็นช่วงเวลาที่สำคัญที่สุดในประวัติศาสตร์” เธอ ระบุ

อย่างไรก็ตาม รายงานฉบับนี้ เป็นรายงานฉบับแรกในชุดรายงานพิเศษของ IPCC’s Sixth Assessment Cycle ภายใต้ความตกลงปารีส โดยมีการรวบรวมข้อมูลทางวิทยาศาสตร์มากกว่า 6,000 แหล่ง พร้อมความร่วมมือของผู้เชี่ยวชาญทั่วโลกอีกหลายหมื่นชีวิตที่ร่วมให้ความคิดเห็น เพื่อฉายภาพปรากฏการณ์โลกร้อนเมื่ออุณหภูมิโลกเพิ่มสูงขึ้น 1.5 องศาฯ จากระดับของยุคก่อนอุตสาหกรรม โดยใช้ชื่อว่า Global Warming of 1.5ºC (SR15) หรือมีชื่อเต็มว่า…

“Global Warming of 1.5°C, an IPCC special report on the impacts of global warming of 1.5°C above pre-industrial levels and related global greenhouse gas emission pathways, in the context of strengthening the global response to the threat of climate change, sustainable development, and efforts to eradicate poverty.”

ขณะเดียวกันในปีหน้า IPCC จะมีการเผยแพร่รายงานพิเศษฉบับถัดไป ที่พูดถึงการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งเกี่ยวข้องกับทะเล น้ำแข็งบนโลก (cryosphere) รวมถึงการเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดิน

อนึ่ง IPCC เป็นหนึ่งในหน่วยงานภายใต้องค์การสหประชาชาติ (UN) มีภารกิจในการวิเคราะห์ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ถูกก่อตั้งโดย โครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ (UNEP) และองค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (WMO) ในปี 1988

ที่มา: http://ipcc.ch/report/sr15/

- Advertisement -