ภาคปชช.เตือน ‘บิ๊กตู่’ ก่อนประชุมญี่ปุ่น 8 ต.ค. ร่วม CPTPP ทำทรัพยากรชีวภาพไทยล่มสลาย

กลุ่มเอฟทีเอ ว็อทช์ส่งสารถึง “บิ๊กตู่” ควรศึกษาข้อมูลให้ชัดเจนก่อนเข้าร่วมความตกลง CPTPP ระหว่างการเยือนญี่ปุ่น 8 ต.ค.นี้ ทำภาคเกษตรล่มสลาย-ทรัพยากรชีวภาพถูกขโมยเรียบ ชี้บทเรียน JTEPA ช่วง 10 ปีทำไทยกลายเป็นถังขยะโลก

กลุ่มศึกษาข้อตกลงเขตการค้าเสรีภาคประชาชน (เอฟทีเอ ว็อทช์) ได้เปิดแถลงเพื่อ “ส่งสารถึงหัวหน้า คสช.ก่อนเยือนญี่ปุ่น: 10 ปีบทเรียน JTEPA ก่อนตัดสินใจเข้าร่วมความตกลง CPTPP” ก่อนที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จะเดินไปประชุมความร่วมมือแม่น้ำโขงกับญี่ปุ่น ณ กรุงโตเกียว ระหว่างวันที่ 8-9 ต.ค.นี้

น.ส.กรรณิการ์ กิจติเวชกุล รองประธานกลุ่มเอฟทีเอ ว็อทช์ เปิดเผยว่า การเดินทางไปประชุมความร่วมมือแม่น้ำโขงกับประเทศญี่ปุ่น ระหว่างวันที่ 8-9 ต.ค.นี้ ของ พล.อ.ประยุทธ์ หนึ่งในวัตถุประสงค์ของรัฐบาลคือจะมีการเดินหน้าเข้าร่วมความตกลงที่ครอบคลุมและก้าวหน้าของหุ้นส่วนเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิค (CPTPP) ซึ่งญี่ปุ่นให้การสนับสนุนและเร่งเร้ามาโดยตลอด ซึ่งทางกลุ่มเอฟทีเอ ว็อทช์เห็นว่าควรศึกษาข้อมูลและบทเรียนที่เกิดขึ้นในสังคมไทยให้ถี่ถ้วน

นอกจากนี้ หากไทยเข้าร่วม CPTPP จะทำให้ญี่ปุ่นสามารถยึดกุมทรัพยากรชีวภาพของไทย เช่นที่ทำมาแล้วกับ พืชกัญชา พืชกระท่อม และยังขัดขวางไม่ให้เกษตรกรไทยเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ปลูกได้อีก แต่ที่ผ่านมากระทรวงพาณิชย์กลับโฆษณาประชาสัมพันธ์เพียงข้อดีของการเข้าความตกลง CPTPP อย่างบิดเบือน ไม่ได้วิเคราะห์ถึงความเสี่ยงที่ไทยจะถูกเรียกร้องให้ต้องแลกเปลี่ยนหรือผูกพันมากกว่าความตกลงฯ จากสมาชิก 11 ชาติก่อนหน้าเพื่อให้ยอมรับไทย

“ไม่มีทางที่หัวหน้า คสช.จะได้ข้อมูลที่ถูกต้องมากพอสำหรับการตัดสินใจในอนาคตของชาติกับเรื่องใหญ่ขนาดนี้ เอฟทีเอ ว็อทช์จึงต้องออกมาส่งสารถึงพวกท่าน ก่อนที่นายกฯ จะดำเนินการเช่นนั้นว่าขอให้ศึกษาข้อมูลและบทเรียนที่เกิดขึ้นในสังคมไทยอย่างถี่ถ้วน โดยเฉพาะผลที่เกิดขึ้นหลังการจัดทำความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจไทย-ญี่ปุ่น (JTEPA) ซึ่งส่งผลให้ไทยกลายเป็นถังขยะโลก และการเข้า CPTPP จะทำให้ทรัพยากรชีวภาพและพันธุ์พืชไทยถูกยึดครองโดยบรรษัทข้ามชาติ บรรษัทญี่ปุ่น และทุนเกษตรยักษ์ใหญ่ของไทย” น.ส.กรรณิการ์ กล่าว

นายวิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ ผู้อำนวยการมูลนิธิบูรณะนิเวศ (BIOTHAI) กล่าวว่า สาระใน CPTPP ที่กระทรวงพาณิชย์ประชาสัมพันธ์ว่าไม่มีปัญหาและไทยจะได้ประโยชน์นั้น มีการกำหนดเรื่องที่เกี่ยวกับทรัพยากรชีวภาพไว้คือ ให้รับอนุสัญญาบูดาเปสต์ที่ปิดช่องทางในการออกกฎหมายและระเบียบปฏิบัติในการคุ้มครองทรัพยากรจุลินทรีย์ของประเทศในอนาคต อีกทั้งส่งผลกระทบต่อการวิจัยและพัฒนาภายในประเทศ ซึ่งญี่ปุ่นมีบทบาทมากในอุตสาหกรรมชีวภาพ มูลค่าเกือบ 2 ล้านล้านบาท ขณะที่เกษตรกรไทยกว่า 2 ล้านครอบครัวจะได้รับผลกระทบโดยตรงหากถูกผูกขาด

นายวิฑูรย์ กล่าวว่า อีกเรื่องคือการผูกขาดพันธุ์พืชที่ญี่ปุ่นโน้มน้าวให้ไทยปรับปรุงกฎหมายให้เป็นมาตรฐาน โดยพยายามให้รับข้อตกลง UPOV 1991 เพื่อให้เกิดการคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่และให้สิทธินักปรับปรุงพันธุ์ ความตกลงนี้จะขยายสิทธิผูกขาดให้บริษัทมีสิทธิผูกพันคล้ายกับกฎหมายสิทธิบัตร สนับสนุนให้บริษัทครอบครองเมล็ดพันธุ์อย่างถูกกฎหมาย โดยไม่แบ่งปันผลประโยชน์ให้กับชุมชนเจ้าของเมล็ดพันธุ์ อุตสาหกรรมเกษตรยักษ์ใหญ่ในประเทศจะได้ประโยชน์ เชื่อมโยงกับบริษัทเมล็ดพันธุ์ยักษ์ใหญ่ที่สมาชิกคือบรรษัทข้ามชาติด้านเมล็ดพันธุ์ทั้งสิ้น

“การยอมรับข้อตกลงดังกล่าว จะส่งผลต่อการเก็บพันธุ์ปลูกต่อทำไม่ได้อีกต่อไป ทำให้บริษัทสามารถตั้งราคาเมล็ดพันธุ์สูงขึ้นอันเกิดมาจากที่บริษัทได้สิทธิผูกขาดครอบครอง และขยายความคุ้มครองจากเมล็ดพันธุ์ไปยังผลิตผลและผลิตภัณฑ์ ให้อำนาจกับบริษัทเอกชนมากขึ้น จากงานวิจัยของมูลนิธิชีววิถีพบว่าราคาเมล็ดพันธุ์ โดยเฉพาะพืชที่ได้รับการคุ้มครองตาม UPOV 1991 จะแพงขึ้น 4 เท่า ต่างชาติเข้าถึงฐานทรัพยากรโดยไม่แบ่งปันผลประโยชน์ ดังนั้นการที่ พล.อ.ประยุทธ์ จะเดินทางไปญี่ปุ่นครั้งนี้ ต้องไม่ไปรับปากโง่ๆ เพราะการรับข้อตกลงจะนำมาซึ่งผลกระทบต่อสังคมอย่างรุนแรง” นายวิฑูรย์ กล่าว

ด้าน น.ส.เพ็ญโฉม แซ่ตั้ง ผู้อำนวยการมูลนิธิบูรณะนิเวศ กล่าวว่า เมื่อ 11 ปีที่แล้ว องค์กรพัฒนาเอกชนที่รวมกันในนามเอฟทีเอ ว็อทช์ ออกมาแสดงความกังวลที่รัฐบาลไทยไปทำความตกลง JTEPA ขณะนั้นว่าจะทำให้ไทยกลายเป็นถังขยะโลก ซึ่งคำเตือนครั้งนั้นไม่ได้เป็นการพูดเกินจริง เพราะ 11 ปีที่ผ่านมา JTEPA มีจุดมุ่งหมายให้เปิดการเคลื่อนที่ของขยะที่ประเทศร่ำรวยไม่สามารถกำจัดเองได้ ถูกส่งออกไปกำจัดที่ประเทศยากจนกว่า โดยสาระสำคัญของความตกลงดังกล่าวคือการทำให้ขยะเป็นสินค้า และสามารถค้าขายได้ ซึ่งสถานการณ์ย่ำแย่มากขึ้นหลังรัฐประหาร

น.ส.เพ็ญโฉม กล่าวว่า การใช้มาตรา 44 ออกคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 4/2559 เรื่องการยกเว้นผังเมือง ให้โรงแยกขยะ โรงไฟฟ้าขยะ สามารถตั้งที่ไหนก็ได้ และยังมีกฎหมายอำนวยความสะดวกที่นักลงทุนให้กดดันเมื่อถูกเจ้าหน้าที่ตรวจสอบเข้มงวดเกินไป ทำให้ธุรกิจกำจัดของเสียให้เกิดเพิ่มขึ้นทุกปี ไฟเขียวตั้งโรงงานให้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อจีนเลิกรับขยะเข้าประเทศ จึงกลายเป็นปลายทางขยะอิเล็กทรอนิกส์ ขยะพลาสติก ดังนั้นขยะพิษทั่วโลกที่พบในไทยไม่ใช่เรื่องปัญหาการบังคับใช้กฎหมาย แต่เป็นผลการเปิดทางของความตกลง JTEPA

“ในอนาคตไทยมีความสามารถเป็นพื้นที่รองรับขยะที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียได้หรือไม่ หลายสิบปีก่อนประเทศจีนเป็นจุดหมายปลายทางของขยะหมุนเวียนจากประเทศต่างๆ แต่ปัจจุบันจีนยกเลิกการนำเข้าขยะเนื่องจากปัญหาผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม และต้องการฟื้นฟูประเทศ จึงเกิดคำถามว่าประเทศไทยมีศักยภาพรองรับขยะได้เหมือนจีนหรือไม่ และจะเกิดผลกระทบอะไรหากประเทศไทยนำเข้าขยะมากที่สุดในภูมิภาค ซึ่งตัวเลขจากนักวิชาการสหรัฐอเมริกาชี้ว่าในช่วงครึ่งปี 2561 มีขยะ 8 หมวดส่งมาที่ไทยมากกว่าเดิม 2,000-7,000% จากเดิมที่ถูกส่งไปจีน” น.ส.เพ็ญโฉม กล่าว

- Advertisement -