สภาวะโลกร้อน และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ตลอดจนภัยพิบัติที่ถาโถมจนส่งผลต่อสภาพแวดล้อมที่แปรเปลี่ยนไป ล้วนเป็นปัจจัยและแรงผลักดัน (แกมบังคับ) ให้ทุกสังคมต้องปรับเปลี่ยนวิถีการใช้ชีวิตไปในทางเดียวกัน นั่นคือลดผลกระทบจากพฤติกรรมอันคุ้นเคยลงให้ได้โดยเร็วที่สุด

เป้าหมายหนึ่งนั้นคือการที่่สังคมต้องรีบก้าวเข้าสู่การเป็น “เมืองคาร์บอนต่ำ” ลดตัวการโลกร้อนที่สำคัญ อย่างก๊าซเรือนกระจก ที่เป็นผลพวงมาจากวิถีชีวิตอันไม่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมของเรา

สำหรับการผลักดันประเด็น “เมืองคาร์บอนต่ำ” ในบ้านเราเริ่มเป็นรูปร่างมากยิ่งขึ้น เมื่อกองทุนสิ่งแวดล้อมโลก (GEF) รอบที่ 5 ได้อนุมัติการสนับสนุนงบประมาณแบบให้เปล่า จำนวน 3.15 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือราว 97.65 ล้านบาท เพื่อดำเนินโครงการพัฒนาเมืองคาร์บอนต่ำผ่านระบบการจัดการเมืองอย่างยั่งยืน ระหว่างปี 2560-2564 ใน 4 เมืองนำร่องของประเทศไทย

โครงการดังกล่าวพุ่งเป้าไปที่การเสริมสร้างขีดความสามารถ และพัฒนาโครงการลดก๊าซเรือนกระจกของเมือง โดยเน้นที่การจัดการขยะ น้ำเสีย การขนส่งที่ยั่งยืน พลังงานทดแทน และการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน โดยคาดหวังให้มี “บทเรียน ประสบการณ์ และความสำเร็จ” จากเมืองนำร่องทั้ง 4 แห่ง อันได้แก่ เทศบาลนครเชียงใหม่ จ.เชียงใหม่ เทศบาลนครขอนแก่น จ.ขอนแก่น เทศบาลนครนครราชสีมา จ.นครราชสีมา และเทศบาลนครเกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี มาต่อยอดการดำเนินงานของเทศบาลให้เกิดความยั่งยืน และต่อยอดสู่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอื่นๆ ในประเทศต่อไป

โครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP) และองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ อบก. สองหน่วยงานผู้พัฒนาโครงการ ตั้งเป้าหมายในเบื้องต้นว่ากิจกรรมจากทั้ง 4 เทศบาลนี้ จะช่วยลดก๊าซเรือนกระจกลงได้ 177,708 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ภายใน 4 ปี

ณัฐริกา วายุภาพ นิติพน รองผู้อำนวยการ อบก. เปิดเผยว่า การมุ่งสู่สังคมเมืองคาร์บอนต่ำไม่ใช่สิ่งใหม่ และเป็นสิ่งที่หลายเมืองกำลังพยายามทำอยู่ ซึ่งในประเทศไทยเองมีการพูดถึงเรื่องดังกล่าวมานับตั้งแต่แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 11 เมื่อปี 2555-2559 จวบจนถึงปัจจุบันที่ยังได้รับการบรรจุในแผนยุทธศาสตร์ชาติ ไปจนถึงแผนในระดับท้องถิ่น ที่กำลังนำเรื่องของคาร์บอนต่ำเข้ามาสู่การพัฒนานโยบายเมืองที่ยั่งยืน

ในบรรดา 4 เมืองนำร่องนั้น อาจกล่าวได้ว่าเมืองที่น่าจับตามองและมีความโดดเด่นอย่างมาก นั่นคือ “ขอนแก่น” ที่มีเส้นทางการพัฒนามาในทิศทางดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง

ทัศนัย ประจวบมอญ ผู้อำนวยการส่วนส่งเสริมสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม เทศบาลนครขอนแก่น ระบุว่า แนวคิดการเป็นเมืองคาร์บอนต่ำถูกดึงเข้ามาใน จ.ขอนแก่น ตั้งแต่ 5-6 ปีที่แล้ว ผ่านความร่วมมือกับหลายหน่วยงานที่เข้ามาช่วยสนับสนุน ผนวกกับความใส่ใจในเรื่องสิ่งแวดล้อมที่ดำเนินมาอยู่แล้วก่อนหน้า โดยมี 4 ยุทธศาสตร์หลัก ซึ่งประกอบด้วย สังคมแห่งต้นไม้ เมืองไร้มลพิษ เมืองพิชิตพลังงาน และสังคมการบริโภคอย่างยั่งยืน พร้อมกับอีกยุทธศาสตร์สำคัญที่เพิ่มเข้ามาคือ คนรุ่นใหม่หัวใจสีเขียว

สำหรับโครงการพัฒนาเมืองคาร์บอนต่ำของเทศบาลนครขอนแก่น จะประกอบด้วยกิจกรรมหลักๆ เช่น โครงการจัดการขยะอินทรีย์ ปรับปรุงระบบการบริหารจัดการขยะของเทศบาล โครงการเปลี่ยนขยะเป็นพลังงาน ศึกษาการเพิ่มประสิทธิภาพโรงเผาขยะที่เทศบาลดำเนินการอยู่ให้สามารถผลิตพลังงานได้มากขึ้น หรือโครงการหลังคาพลังงานแสงอาทิตย์ในตลาดสด เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ถูกจัดได้ว่าเป็นไฮไลท์และถูกจับตามองมากที่สุดนั่นคือ โครงการก่อสร้างระบบขนส่งมวลชนรางเบา (LRT) สายเหนือ-ใต้ ระยะทาง 26 กิโลเมตร ที่ไม่ได้เป็นเพียงการลดปริมาณก๊าซเรือนกระจก แต่ยังเป็นการยกระดับชีวิตของคนในเมือง แก้ปัญหาการจราจรของเมืองขอนแก่นได้ในระยะยาว และโครงการที่มีมูลค่าลงทุนรวมหลักหมื่นล้านบาทนี้ ยังจะเป็นต้นแบบระบบขนส่งในเมืองภูมิภาค

ตลอดเส้นทางที่ประกอบด้วย 21 สถานี ตามถนนมิตรภาพ จาก ต.สำราญ ถึง ต.ท่าพระ ยังจะมีการพัฒนาพื้นที่แนวสายรถไฟฟ้าเป็นสวนสาธารณะ และบึงขนาดใหญ่ เพื่อจัดสรรให้เป็นพื้นที่สีเขียว โดยมีสิ่งอำนวยความสะดวก และมีพื้นที่ส่วนกลางให้คนในจังหวัดสามารถกิจกรรมร่วมกัน รวมทั้งมีอาคารที่เป็นแหล่งเรียนรู้ เช่น พิพิทธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ หรือพื้นที่ทำกิจกรรมกลางแจ้ง

ธวัชชัย วนาพิทักษ์กุล ผู้อำนวยการส่วนการโยธา เทศบาลนครขอนแก่น ให้ข้อมูลว่า เส้นทางรถไฟรางเบานี้ครอบคลุมผ่านพื้นที่สำคัญ เช่น สถานีขนส่ง มหาวิทยาลัย โรงพยาบาล หรือย่านการค้าต่างๆ ขณะเดียวกันยังอยู่ห่างจากเส้นทางรถไฟรางคู่ความเร็วสูง เพียง 200-300 เมตร จึงมีโอกาสที่จะทำทางเชื่อมต่อกันได้

เขาเล่าว่า ปัญหาหนึ่งที่เกิดขึ้นในช่วงเริ่มแรก คือเสียงคัดค้านจากผู้ประกอบการรถสองแถว ซึ่งมองว่าการมีรถไฟรางเบานี้จะเข้ามาเบียดบังกิจการรถสองแถวเดิม แต่จากการศึกษาและเรียนรู้ร่วมกันมากว่า 10 ปี จนในวันนี้ผู้ประกอบการสองแถวต่างรู้แล้วว่ารถไฟรางเบานั้นไม่ใช่คู่แข่ง และจะยังเป็นประโยชน์ในการช่วยเสริมฐานผู้ใช้บริการขนส่งมวลชนให้มีมากยิ่งขึ้น

ความคืบหน้าล่าสุด ธวัชชัย ระบุว่า ปัจจุบันอยู่ระหว่างการวางแผนเรื่องของสัญญาจัดซื้อจัดจ้าง ทั้งในส่วนของการออกแบบก่อสร้าง การบริหารจัดการ หรือโมเดลการเงิน การเก็บค่าโดยสารต่างๆ ตลอดจนการพัฒนาพื้นที่โดยรอบสถานี สร้างศักยภาพให้เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจ โดยโครงการมีแผนวางศิลาฤกษ์ปลายปี 2561 นี้

ด้าน กังวาล เหล่าวิโรจนกุล ผู้ร่วมก่อตั้งและกรรมการผู้จัดการ บริษัท ขอนแก่นพัฒนาเมือง จำกัด (KKTT) กล่าวว่า แม้ที่ผ่านทุกภาคส่วนจะมีความร่วมมือที่ดีอย่างต่อเนื่อง แต่ถ้าการพัฒนาเมืองทำเพียงตามขั้นตอนปกติ รอรับงบประมาณสนับสนุนจากภาครัฐ อาจไม่เพียงพอที่จะทำให้บ้านเมืองเป็นอย่างที่เราอยากให้เป็น จึงเป็นจุดสำคัญที่ก่อให้เกิดการรวมตัวกัน

ทั้งนี้ KKTT เกิดจากการรวมตัวกันของบริษัทเอกชนกว่า 20 แห่งในจังหวัดจากธุรกิจที่ไม่เหมือนกัน แต่มีพันธกิจเดียวกันคือพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของเมือง ด้วยแนวคิดที่ไม่ได้ทำธุรกิจแข่งกับคนเมือง ทำในสิ่งที่ช่วยพัฒนาบ้านเมืองเป็นหลัก โดยที่ไม่หวังผลทางด้านการเมือง เพราะไม่ว่าใครจะเป็นรัฐบาลแต่ทิศทางการพัฒนาเมืองเหล่านี้ยังคงอยู่ ซึ่งจากการพิสูจน์มากว่า 3 ปี ปัจจุบันไม่มีใครข้องใจในเรื่องนี้

เขาระบุว่า ในบรรดาหลายเรื่อง สิ่งที่เห็นว่าสำคัญที่สุดคือระบบขนส่งมวลชน จากบทเรียนในหลายเมืองใหญ่ไม่ว่ากรุงเทพมหานคร เชียงใหม่ หรือภูเก็ต ที่มีรถติดมาก ก่อให้เกิดปัญหามากมายที่ตามมานอกจากเรื่องของคาร์บอนเพียงอย่างเดียว จึงเกิดการรวมตัวกันด้วยจุดประสงค์นี้เป็นหลัก คือผลักดันโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญของเมือง

“เราเป็นเหมือนตัวแทนของคนเมืองกลุ่มหนึ่ง มีการประชุมร่วมกันกับทุกภาคส่วนมาตลอด ส่วนไหนที่ใครสะดวกทำได้ก็ลุยเลย ทำให้การขับเคลื่อนเมืองเป็นไปอย่างต่อเนื่อง เช่น ระบบสมาร์ทบัส ที่ให้บริการอยู่ จะเพิ่มจำนวนความถี่ให้ครอบคลุมมากขึ้น ซึ่งเป็นการลงทุนไม่สูง และเอกชนสามารถทำได้ทำเลย เป็นต้น” เขาระบุ

นี่จึงเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของการขับเคลื่อนสังคมเมืองคาร์บอนต่ำ จากแรงผลักดันและการมีส่วนร่วมของคนในสังคม และที่สุดประโยชน์นั้นก็จะตกอยู่กับคนในสังคมนั่นเอง

- Advertisement -