ครม.อนุมัติโครงการปลูกต้นไม้มีค่า 26 ล้านไร่ ตั้งเป้าสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ 1 ล้านล้านบาท

ที่ประชุม ครม.สัญจร จ.เพชรบูรณ์ เห็นชอบในหลักการโครงการชุมชนไม้มีค่า สนับสนุนชุมชน 2 หมื่นแห่ง ปลูกไม้มีค่าบนพื้นที่ 26 ล้านไร่ สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ 1.04 ล้านล้านบาท ช่วยลดก๊าซเรือนกระจก 6.76 แสนตัน/ปี

นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) สัญจรนอกสถานที่ จ.เพชรบูรณ์ เมื่อวันที่ 18 ก.ย.ที่ผ่านมา ได้อนุมัติในหลักการให้จัดทำโครงการชุมชนไม้มีค่า โดยสนับสนุนให้เกษตรกรปลูกไม้มีค่า และสามารถใช้เป็นหลักทรัพย์ในการค้ำประกันได้ หรือเป็นทรัพย์สินส่วนตัว ที่สามารถปลูกและตัดขายได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย

ทั้งนี้ รัฐบาลมีเป้าหมายให้มีชุมชนไม้มีค่า 20,000 แห่งทั่วประเทศ บนพื้นที่ 26 ล้านไร่ ภายในระยะเวลา 10 ปี ซึ่งจะช่วยให้ 2.6 ล้านครัวเรือน มีความมั่นคงในอาชีพ เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจอย่างน้อย 1.04 ล้านล้านบาท และช่วยลดก๊าซเรือนกระจกได้ราว 6.76 แสนตัน/ปี ซึ่งมีราคาตันละ 800 บาท

“นายกฯ ได้ลงไปดูพื้นที่สวนป่าต้นแบบพบว่าที่ดินหนึ่งแปลงมีต้นไม้มูลค่า 15 ล้านบาท ต้นสักราคาเพิ่มขึ้นวันละ 3.70 บาท, ต้นประดู่เพิ่มขึ้นวันละ 2.40 บาท, ต้นตะแบกเพิ่มขึ้นวันละ 2 บาท มะค่าเพิ่มขึ้นวันละ 1.30 บาท ถ้าปลูกได้ 1,000 ล้านต้น มูลค่าสินทรัพย์ที่ประเทศไทยจะได้จากต้นไม้เพิ่มขึ้นถึงวันละ 1,000-3,000 ล้านบาทต่อวัน เมื่อมีลูกก็ปลูกต้นไม้เลย ลูกเรียนหนังสือก็ตัดต้นไม้ ลูกบวชก็ตัดต้นไม้ ลูกแต่งก็ตัดต้นไม้ เวลาเกษียณอายุก็ตัดต้นไม้ขายได้” นายกอบศักดิ์ กล่าว

ทั้งนี้ จะมีหน่วยงานราชการ 16 แห่งเข้ามาร่วมดำเนินโครงการนี้ อาทิ กรมป่าไม้จะเป็นผู้จัดหากล้าไม้ให้กับประชาชนและชุมชน ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) จะดูแลเรื่องทุนและโรงเพาะชำ เป็นต้น ซึ่งโครงการสนับสนุนส่งเสริมการปลูกและการแปรรูปไม้มีค่าจะช่วยสร้างการออมในระยะยาว สามารถใช้เป็นหลักทรัพย์ค้ำประกัน เพิ่มพื้นที่ป่า สร้างรายได้ และดูแลสิ่งแวดล้อมอีกด้วย

อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ ครม.ได้อนุมัติหลักการให้ประชาชนสามารถนำต้นไม้ 58 อย่างในที่ดินของตนเองมาใช้เป็นหลักค้ำประกัน ซึ่ง ธ.ก.ส. มีชุมชนที่ทำเรื่องธนาคารต้นไม้แล้ว 6,800 ชุมชน มีต้นไม้ 11 ล้านต้น ตลอดจนมีการแก้ไขมาตรา 7 ของ พ.ร.บ.ป่าไม้ ที่อนุญาตให้ประชาชนปลูกไม้มีค่าในที่ดินกรรมสิทธิ์ของตนเองและสามารถตัดได้ ซึ่งกฎหมายดังกล่าวจะช่วยให้ประชาชนที่ปลูกต้นไม้ไว้ในที่ดินกรรมสิทธิ์ของตนเองกลายเป็นสินทรัพย์ที่มีค่าที่แท้จริง

- Advertisement -