ศาลปกครองสูงสุดยกฟ้องคดีชาวบ้านแม่เมาะ ยัน กฟผ.ทำเหมืองนอกพื้นที่แหล่งซากหอยขม

ภาพ: มูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม

ศาลปกครองสูงสุดยกฟ้อง ปมชาวบ้านแม่เมาะขอเพิกถอนมติ ครม.กำหนดพื้นที่แหล่งซากหอยขมดึกดำบรรพ์ ชี้ กฟผ.ทำเหมืองนอกสถานที่

ศาลปกครองสูงสุด มีคำพิพากษายกฟ้องในคดีที่นายเฉลียว ทิสาระ กับพวกรวม 18 ราย ซึ่งเป็นประชาชนที่มีภูมิลำเนารอบเหมืองลิกไนต์แม่เมาะ ยื่นฟ้องคณะรัฐมนตรี (ครม.) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ (กพร.) การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เพื่อขอให้เพิกถอนมติ ครม. กรณีกำหนดพื้นที่แหล่งซากหอยขมดึกดำบรรพ์ในพื้นที่เหมืองแม่เมาะ จ.ลำปาง

ทั้งนี้ ศาลปกครองสูงสุดมีความเห็นว่า มติ ครม. ลงวันที่ 21 ธ.ค. 2547 ที่กำหนดพื้นที่ซากหอยขมดึกดำบรรพ์แม่เมาะเป็นพื้นที่อนุรักษ์เนื้อที่ 52 ไร่ โดยเป็นพื้นที่แหล่งหอยขมดึกดำบรรพ์ 18 ไร่ รวมพื้นที่อื่นอีก 34 ไร่ ซึ่งมีผลเป็นการเพิกถอนมติของ ครม. เมื่อวันที่ 17 ก.พ. 2547 ที่กำหนดพื้นที่ซากหอยขมดึกดำบรรพ์แม่เมาะเป็นพื้นที่ 43 ไร่ เป็นมติที่ชอบด้วยกฎหมาย และ กพร. ก็ได้ตรวจสอบและทำการรังวัดกันเขตพื้นที่ประทานบัตรเลขที่ 24349/15341 ของ กฟผ. ออกจากพื้นที่อนุรักษ์ซากหอยขมดึกดำบรรพ์ดังกล่าวแล้ว

“ดังนั้นการทำเหมืองของ กฟผ. จึงเป็นการกระทำนอกพื้นที่อนุรักษ์แหล่งซากหอยขมดึกดำบรรพ์ตามมติของ ครม.ดังกล่าว นอกจากนี้ยังปรากฏข้อเท็จจริงว่า ซากหอยขมดึกดำบรรพ์ส่วนที่เหลือเนื้อที่ 18 ไร่ในพื้นที่อนุรักษ์ยังคงตั้งอยู่ได้ จึงยังไม่มีเหตุที่ศาลจะกำหนดคำบังคับให้ กฟผ.ดำเนินการจัดทำสิ่งป้องกันมิให้เกิดการพังทลายของซากหอยขมดึกดำบรรพ์อันเกิดจากการทำเหมือง ซึ่งหากมีเหตุการณ์พังทลายเช่นว่านั้นเกิดขึ้นจริง ผู้ฟ้องคดีก็ชอบที่จะฟ้องคดีต่อศาลเป็นอีกเรื่องหนึ่งได้ต่อไป” คำสั่งศาล ระบุ

สำหรับคดีดังกล่าวนายเฉลียว ทิสาระ กับพวกรวม 18 ราย ยื่นฟ้องศาลปกครองว่าหน่วยงานทางปกครองและเจ้าหน้าที่ของรัฐ ออกคำสั่งทางปกครองโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายและละเลยต่อหน้าที่ โดยมติ ครม.วันที่ 21 ธันวาคม 2547 ได้อนุมัติให้อนุรักษ์แหล่งซากหอยขมน้ำจืดดึกดำบรรพ์เหมืองแม่เมาะ จ.ลำปาง น้อยกว่าจำนวนที่ควรจะอนุรักษ์ และละเลยปล่อยให้มีการไถทำลายซากหอยดังกล่าวที่อยู่นอกเขตมติ ครม. ตามประทานบัตรเลขที่ 24349/16341 เป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมาย เป็นเหตุให้เกิดความเสียหายแก่พื้นที่

คดีนี้ศาลปกครองกลางมีคำพิพากษาให้เพิกถอนมติของ ครม.เมื่อวันที่ 21 ธ.ค. 2547 และให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 เพิกถอนประทานบัตรเลขที่ 24349/15341 ในส่วนที่เป็นพื้นที่แหล่งซากฟอสซิลหอยขมดึกดำบรรพ์จำนวนเนื้อที่ 43 ไร่ โดยให้ดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 30 วัน และให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 และที่ 3 ควบคุมและสั่งการให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 4 ปฏิบัติตามมาตรการป้องกันและแก้ไขผลกระทบสิ่งแวดล้อมตามเงื่อนไขผลกระทบสิ่งแวดล้อมตามเงื่อนไขแนบท้ายประทานบัตรเลขที่ 24349/15341 โดยจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) กรณีแหล่งซากฟอสซิล หอยขมดึกดำบรรพ์เพิ่มเติมเพื่อขอรับความเห็นชอบจากคณะกรรมการผู้ชำนาญการ

นอกจากนี้ กำหนดให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 4 ดำเนินการจัดทำสิ่งป้องกันมิให้เกิดการพังทลายของซากฟอสซิลอันเกิดจากการทำเหมืองหินลิกไนต์และภัยธรรมชาติ และให้ ครม.สั่งการให้กรมศิลปากรขึ้นทะเบียนแหล่งซากฟอสซิลหอยขมดึกดำบรรพ์เป็นเขตโบราณสถาน โดยให้ดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 180 วันนับแต่วันที่คดีถึงที่สุด

- Advertisement -