ไทยตั้งอนุกรรมการ ‘ขยะพลาสติก’ แก้ไขปัญหา รัฐ-เอกชนผนึกกำลัง ตั้งเป้าลด 50% ใน 10 ปี

ภาคธุรกิจจัดเสวนา ระดมแนวทางจัดการ “ขยะพลาสติก” หลังกรรมการสิ่งแวดล้อม ตั้งคณะอนุกรรมการฯเฉพาะ วางเป้าลดให้ได้ 50% ภายใน 10 ปี

นายณรงค์ บุณยสงวน ผู้อำนวยการบริหารองค์กรธุรกิจเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน (TBCSD) เปิดเผยในเวทีเสวนา “แนวทางการบริหารจัดการขยะพลาสติก เพื่อส่งเสริมการใช้พลาสติกอย่างยั่งยืนของประเทศไทยในอนาคต” เมื่อวันที่ 11 ก.ย. 2561 ตอนหนึ่งว่า เรื่องของขยะพลาสติกในประเทศไทย คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ (กก.วล.) ได้มีคำสั่งแต่งตั้ง คณะอนุกรรมการบริหารจัดการขยะพลาสติก ขึ้นเมื่อวันที่ 29 มิ.ย. 2561 เพื่อให้มีการป้องกันและแก้ไขปัญหาขยะพลาสติกของประเทศให้เกิดผลอย่างเป็นระบบ

ทั้งนี้ คณะอนุกรรมการฯ ดังกล่าว ซึ่งมีปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เป็นประธาน ได้มีคำสั่งแต่งตั้งคณะทำงานสนับสนุนการบริหารจัดการขยะพลาสติก ขึ้นอีก 3 คณะ เมื่อวันที่ 7 ส.ค. 2561 ประกอบด้วย 1.คณะทำงานด้านการพัฒนากลไกการจัดการพลาสติก 2.คณะทำงานด้านการส่งเสริมและรณรงค์ประชาสัมพันธ์ 3.คณะทำงานด้านการพัฒนาและการใช้ประโยชน์จากขยะพลาสติก โดยเป้าหมายหลักคือการลดขยะพลาสติกให้ได้ 50% ภายในปี 2570

นายวิจารย์ สิมาฉายา ปลัด ทส. กล่าวว่า ประเทศไทยสร้างขยะพลาสติกปีละกว่า 2 ล้านตัน นำกลับมารีไซเคิลได้เพียง 5 แสนตันเท่านั้น ส่วนที่เหลือถูกฝังกลบบ้างหรือเล็ดลอดลงสู่ทะเล ซึ่งเราต้องทางออกในการจัดการ ตัวอย่างหนึ่งคือการสร้างเตาเผาขยะ ซึ่งมักถูกต่อต้านเนื่องจากข้อกังวลถึงผลกระทบ อย่างไรก็ตามเราอาจนำเอาบทเรียนจากประเทศญี่่ปุ่น ซึ่งในอดีตเคยมีกระแสต่อต้านเช่นเดียวกันและผ่านมาได้ หรือในอีกหลายประเทศที่เคยทำสำเร็จ เป็นบทเรียนลัดให้เราศึกษาได้ว่าจะทำอย่างไรให้คนส่วนใหญ่ยอมรับ

นางสุณี ปิยะพันธุ์พงศ์ อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ (คพ.) กล่าวว่า ประเทศไทยมีการผลิตพลาสติกประมาณ 8.5 ล้านตันต่อปี โดยเป็นการส่งออก 5.2 ล้านตัน อีก 3.3 ล้านตันใช้เองในประเทศ ขณะเดียวกันก็มีบางส่วนที่นำเข้ามาด้วย ซึ่งในช่วงสองปีหลังมีมากถึง 1-2 แสนตันต่อปี จากแต่ก่อนที่มีไม่ถึง 6-7 หมื่นตันต่อปี ทั้งนี้พลาสติกที่ผลิตใช้ในประเทศจะถูกนำมาใช้เป็น บรรจุภัณฑ์ต่างๆ 45% เครื่องใช้ไฟฟ้า 15% งานก่อสร้าง 12% และที่เหลืออื่นๆ

นางสุณี กล่าวว่า ส่วนของพลาสติกที่ใช้แล้วจะถูกทิ้งออกมาเป็นขยะ 2 ล้านตันต่อปี ซึ่งพบว่ามีการแยกกลับไปใช้ประโยชน์เพียง 25% เท่านั้น โดยบรรจุภัณฑ์ต่างๆ ส่วนใหญ่ เช่น ขวดพลาสติก ไม่น่าเป็นห่วงมากนักเนื่องจากถูกนำกลับเข้าสู่กระบวนการผลิต 80-90% แต่ที่น่าเป็นห่วงคือส่วนที่เหลือ พวกที่ไม่มีมูลค่า เช่น ถุงพลาสติกบางเบา นำไปขายไม่มีใครเอา ซึ่งเฉพาะถุงพลาสติกเราใช้กันมากถึง 45,000 ล้านใบต่อปี

นางสุทธิยา จันทวางกูร Programme Officer คณะผู้แทนสหภาพยุโรป (EU) ประจำประเทศไทย กล่าวว่า เรื่องของ Circular Economy หรือเศรษฐกิจหมุนเวียน คือสิ่งที่ประเทศยุโรปมองว่าเป็นปัจจัยหลักในการดำเนินธุรกิจต่อไปในอนาคต เพราะในขณะที่ประชากรโลกเพิ่มขึ้นทุกวัน แต่ทรัพยากรโลกกำลังมีน้อยลง ประกอบกับขยะที่มีมากขึ้น ดังนั้นในกระบวนการผลิตจะต้องใช้ทรัพยากรให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น และภายหลังบริโภคแล้วต้องนำกลับเข้ามาสู่วงจรได้มากขึ้น โดยกำจัดอย่างมีประสิทธิภาพหรือนำกลับมาสร้างมูลค่า

“สำคัญที่สุดคือผู้บริโภคซึ่งจะมีพลังมากที่สุดในการเปลี่ยนแปลง เช่นเมื่อปี 2016 ได้มีการศึกษาของ EU พบว่าหลอดพลาสติกเป็นหนึ่งในขยะที่เจอตามชายทะเลมากที่สุด หลังจากนั้นปรากฏว่าร้านค้าหลายแห่งในยุโรป ต่างร่วมจับมือกันไม่เสิร์ฟหลอดพลาสติก หรือถ้ามีก็ใช้เป็นหลอดกระดาษแทน อย่างไรก็ตามราคาหลอดกระดาษสูงเป็น 3-4 เท่าของหลอดพลาสติก เราจะทำอย่างไรเพื่อให้ราคาสามารถเข้าถึงได้มากขึ้น หรือถ้าไม่ใช้เลยเราจะยอมรับได้ไหม” นางสุทธิยา กล่าว

นายประทรรศน์ สูตะบุตร รองผู้อำนวยการฝ่ายธุรกิจ กลุ่มบริษัท ดาว ประเทศไทย กล่าวว่า อันที่จริงพลาสติกไม่ใช่ตัวร้าย ในทางกลับกันยังช่วยประหยัดพลังงาน และลดก๊าซเรือนกระจก เพราะหากเปรียบเทียบกับวัสดุอื่นแล้ว การผลิตบรรจุภัณฑ์พลาสติกทั้งในส่วนของการผลิตและขนส่ง ใช้พลังงานน้อยกว่าถึง 80% และปล่อยก๊าซเรือนกระจกน้อยกว่าถึง 130% แต่ปัญหาหลักคือพฤติกรรมผู้บริโภคที่แยกทิ้งไม่ถูกทาง ดังนั้นวิธีแก้ไขปัญหาดีที่สุดคือต้องทำให้เกิดระบบหมุนเวียนอย่างสมบูรณ์

นายอิสระ วังกานนท์ Vice President R&D Customer Solution บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า สำหรับพลาสติกเกรดย่อยสลายได้ หรือ Biodegradable Plastics เป็นทางออกหนึ่งที่จะช่วยลดปริมาณพลาสติกที่ตกค้างในสิ่งแวดล้อม แต่อาจไม่ใช่ทุกอย่างที่จะทำได้เพราะยังมีต้นทุนที่สูง จึงอาจเริ่มต้นกับพวกสินค้าประเภทใช้ครั้งเดียวทิ้งก่อน โดยการมีมาตรการสนับสนุนต่างๆ ส่วนถัดไปคือการทำให้พลาสติกมีคุณภาพสูงขึ้น แข็งแรงขึ้น จะช่วยให้การใช้ลดลง หรือทำให้รีไซเคิลได้ง่ายมากขึ้น

นายกิตติพงศ์ ลิ่มสุวรรณโรจน์ Vice President – Downstream Market Development บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GC กล่าวว่า โดยทั่วไปแล้วการรีไซเคิลพลาสติกมีมายาวนาน แต่ส่วนใหญ่เป็นเพียงกระบวนการแปรรูปใหม่และเอากลับไปใช้ทดแทนวัตถุดิบเดิมเพื่อลดต้นทุน แต่สิ่งที่ GC พยายามทำคือการเปลี่ยนแปลงวัตถุดิบ โดยรีไซเคิลให้เป็นสินค้าที่มีมูลค่ามากกว่าเดิม หรือที่เรียกว่า Upcycling เช่น นำไปผลิตเป็นเสื้อผ้า เป็นต้น

นายสุรชา อุดมศักดิ์ R&D Director and Emerging Businesses Director บริษัท เอสซีจี เคมิคอลส์ จำกัด กล่าวว่า ในแง่นวัตกรรมเม็ดพลาสติกที่กำลังทำอยู่ คือความพยายามผสมพลาสติกรีไซเคิลเข้ามาในสัดส่วนที่มากขึ้น โดยจะเริ่มมีผลิตภัณฑ์ออกสู่ท้องตลาดในปีหน้า อีกส่วนหนึ่งคือการใช้วัตถุดิบชนิดเดียว จะทำให้ผลิตภัณฑ์นำกลับมารีไซเคิลได้ง่ายขึ้น

- Advertisement -