แม้เส้นกราฟความต้องการสินค้า และอาหารทะเลจากทั่วโลก โดยเฉพาะประเทศร่ำรวยจะทะยานสูงขึ้นอย่างมาก และไม่หยุดยั้ง แต่เม็ดเงินตอบแทนสำหรับธุรกิจประมงไม่ได้คืนกลับสู่ครอบครัวชาวประมงในปริมาณที่เป็นธรรม ซ้ำร้ายกลับสร้างความต้องการ (demand) ที่เร่งเร้าให้ธุรกิจประมงเข้มข้นมากยิ่งขึ้น ใช้วิธีการทำประมงที่ผิดกฎหมายมากขึ้น เดินเรือไกลออกจากชายฝั่งทะเลบ้านตัวเองมากขึ้น เพียงเพื่อหวังว่า ‘อย่างน้อยที่สุด’ จะได้ปลาในปริมาณเท่าเดิม

“มันยากมากที่จะทำงานเพื่อให้พอเลี้ยงลูกและเมีย” คือเสียงของ ราอูล โกเมซ (Raul Gomez) ชาวประมงชาวฟิลิปปินส์ ในบทความสารคดี ‘They are taking out a generation of tuna’: overfishing causes crisis in Philippines[1] (‘พวกเขากำลังทำให้การแพร่พันธุ์ทูน่าสูญหาย’: วิกฤตประมงในฟิลิปปินส์) โดยโจนาทาน วัตส์ (Jonathan Watts) บรรณาธิการข่าวสิ่งแวดล้อมโลก สำนักข่าว The Guardian

บทความสารคดีชิ้นนี้ วัตส์ต้องการฉายภาพธุรกิจประมงผิดกฎหมายสีเทา ทั้งประเด็นจำนวนประชากร และสายพันธุ์ของปลาทูน่าในประเทศฟิลิปปินส์ที่ลดลงอย่างน่าใจหาย ประเทศที่ส่งออกทูน่าอันดับสองของโลก การบังคับใช้กฎหมายสากลโลก และในประเทศ สภาพชีวิตแรงงานทาสเบื้องหลังมันช่างตลกร้ายเกินบรรยาย

สถานการณ์วิกฤตทูน่าในฟิลิปปินส์

ในรายงาน From Sea to Can: 2016 Southeast Asia Canned Tuna Ranking[2] (จากทะเลสู่อาหารกระป๋อง: อันดับธุรกิจทูน่ากระป๋องในเอเชียอาคเนย์ปี 2016) โดย Greenpeace องค์กรไม่แสวงกำไรด้านสิ่งแวดล้อมนานาชาติ ตอนหนึ่งกล่าวถึงความสำคัญของธุรกิจประมง และอุตสาหกรรมอาหารกระป๋องทูน่าว่า เป็นกลุ่มธุรกิจสำคัญในประเทศอาเซียน เพราะเป็นปลาที่มีราคา มีความต้องการของตลาดสูง ส่งผลให้ประเทศแถบบริเวณเอเชียแปซิฟิกเฉียงใต้สร้างมูลค่าจากธุรกิจทูน่าต่อปีราว 42 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะเดียวกันก็เป็นที่น่ากังวลเรื่องความยั่งยืนทางอาหารโลกว่า น่านน้ำแห่งนี้จะยังเป็นตลาดอาหารโลกไปได้อีกนานเท่าไร

อันดับการส่งออก มูลค่าการส่งออก และจุดหมายปลายทางของทูน่ากระป๋อง ปี 2015

  1. ไทย : มูลค่าการส่งออก 1,970,543,000 ดอลลาร์สหรัฐ ส่งออกประเทศสหรัฐ, อียิปต์, ซาอุดิอาราเบีย, สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์, สหราชอาราชอาณาจักร และเปรู
  2. ฟิลิปปินส์ : มูลค่าการส่งออก 229,495,000 ดอลลาร์สหรัฐ ส่งออกประเทศสหรัฐ, เยอรมนี, ญี่ปุ่น, สหราชอาราชอาณาจักร, เนเธอร์แลนด์, เบลเยียม, อิตาลี, กรีซ, เปรู และแคนาดา
  3. อินโดนีเซีย : มูลค่าการส่งออก 294,984,000 ดอลลาร์สหรัฐ ส่งออกประเทศซาอุริอาราเบีย, สหรัฐ, ญี่ปุ่น, อิตาลี, ออสเตรเลีย,สหราชอาราชอาณาจักร, ไทย, ลิเบีย, แม็กซิโก และเยอรมนี

กลับมาที่ธุรกิจทูน่าในประเทศฟิลิปปินส์ ฟิลิปินส์เริ่มเป็นที่รู้จักในฐานะตลาดทูน่าโลกราว 1950-1970 เมื่อญี่ปุ่นต้องการหาผู้ผลิตทูน่าครีบเหลืองแห่งใหม่รองรับการเติบโตของการบริโภคซาชิมิในประเทศ[3] โดยเมืองที่ขึ้นชื่อว่าเป็น “อาณาจักรทูน่าของฟิลิปปินส์” คือเมืองเจเนอรัลซานโตส จากนั้นประเทศจึงเริ่มมีชื่อจากธุรกิจนี้ โดยเฉพาะคุณภาพของทูน่าครีบเหลือง ทูน่าท้องแถบ และทูน่าพันธุ์ตาโต

ด้วยเพราะความต้องการใช้งานทูน่าทั้งแบบสดใหม่ และอุตสาหกรรมกระป๋องทั่วโลก การจับปลาที่เข้มข้นทั้งถูกและผิดกฎหมายตลอดจนการแข่งขันที่สูงขึ้น ทำให้ปริมาณปลาบริเวณที่เคยหาเดิมลดจำนวนลง อย่างคำอธิบายของโกเมซในบทความสารคดี วิกฤตประมงในฟิลิปปินส์ อธิบายว่า ทุกวันนี้เขา และเพื่อนชาวประมงต้องออกจากบ้านไกล และนานกว่ามากขึ้นเพื่อจะได้ทูน่าเพียงพอต่อความต้องการตลาด แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้ชีวิตเขาหลุดพ้นจากปลักความยากจนแต่อย่างใด

เขาเล่าว่าในวัย 14 ปี เขา และพ่อออกเรือจากท่าเจเนอรัลซานโตสไปที่ท่าซารังกานีเบย์ เกาะมินดาเนา (ตะวันออกสุดของประเทศ) แค่คืนเดียวก็ได้ปลาเพียงพอจะหมุนเรือกลับบ้าน ตอนนั้นทูน่าเพียง 10 ตัวหนักรวมกันกว่า 100 กิโลกรัม เขาต้องเดินเรือไกลขึ้น ไม่ใช่แค่ยาวนานเป็นเดือน แต่เป็นปี เพราะต้องข้ามเขตไปหาปลายังประเทศเพื่อนบ้านอย่างอินโดนีเซีย ซึ่งทูน่ายังคงชุกชุมกว่า แต่การอยู่ในทะเลนานๆ และได้กลับบ้าน 2-3 ครั้งต่อปี ไม่ได้ทำให้เขาได้ค่าแรงเพิ่มขึ้น หรือกระทั่งจะได้เท่าเดิม แต่คือค่าตอบแทน 4,000 เปโซ/วัน หรือคิดเป็น 1 ดอลลาร์/วัน ไม่รวมถึงข้อเท็จจริงเรื่อง ‘แรงงานทาส’ ที่เขา และเพื่อนชาวประมงอีกหลายหมื่นชีวิตต้องพบเจอ

“เหมือนทาส ผมเคยออกทะเลเป็นปีๆ โดยไม่ได้ค่าจ้างใด” โกเมซ เล่า

โกเมซเคยถูกจับ 3 ครั้ง เพราะทำประมงผิดกฎหมายในอินโดนีเซีย นายจ้างของโกเมซชาวฟิลิปปินส์สั่งให้เขาและพวกข้ามไปจับปลานอกประเทศ แต่เมื่อถูกจับก็ไม่ได้ให้ความช่วยเหลือใดๆ เขา และเพื่อนต้องหาทางจัดการปัญหาทางคดี และหาเรือกลับบ้านเอง

และนี่ไม่ใช่สถานการณ์ที่เกิดกับคนบางกลุ่ม มีรายงานด้วยว่าชาวประมงสัญชาติฟิลิปปินส์มากกว่า 600 คน ถูกจับในอินโดนีเซีย เนื่องจากเข้าไปทำประมงผิดกฎหมาย

“ยังไงมันก็คือการทำผิดกฎหมาย แต่ชาวประมงไม่มีตัวเลือก ถ้าพวกเขาไม่ข้ามไปจับปลานอกประเทศ พวกเขาก็จะไม่ถูกจ้างหรือเซ็นสัญญาธุรกิจต่อ” Benjamin Sumog-oy เจ้าหน้าที่ SENTRO องค์กรแรงงานฟิลิปปินส์ กล่าวและว่า “ความสัมพันธ์ของพวกเขาเป็นแบบพ่อปกครองลูก หรือแบบศักดินา แรงงานไม่ได้ถูกมองในฐานะลูกจ้าง หรือคนทำงาน พวกเขาไม่สามารถลงชื่อเข้าสหภาพได้ ไม่มีสิทธิ ไม่มีเงินเดือน มันเหมือนเป็นครึ่งแรงงานครึ่งทาส”

กฎหมายควบคุมธุรกิจประมงผิดกฎหมายสากล

4 ปีก่อน ฟิลิปปินส์ได้รับใบเหลืองจากสหภาพยุโรป (EU) เตือนให้ฟิลิปปินส์ออกกฎหมายควบคุมธุรกิจประมงให้เข้มงวด แต่ปัจจุบันยังไม่มีการหารือในทางกฎหมาย ประมงผิดกฎหมายยังคงมีอยู่ในพื้นที่ โดยเฉพาะการจับปลาเพื่อบริโภคในประเทศเป็นการจับปลาโดยใช้ตาข่ายตาถี่ ทูน่าที่ได้คือปลาตัวเล็ก ซึ่งนับเป็นการจับปลาที่ผิดกฎหมายรุนแรง

ไม่รวมว่าเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา มีงานศึกษาใหญ่จากนักวิทยาศาสตร์[4] กว่า 550 คน จากกว่า 100 ประเทศทั่วโลก ที่ชี้ว่า ธุรกิจทางทะเลกำลังทำลายระบบนิเวศ และความยั่งยืนทางอาหาร และขีดเส้นตายว่า ประมงผิดกฎหมายต้องหมดไปภายในปี 2048 ก่อนที่จะไม่มีปลาให้จับอีกต่อไป

สุดท้าย ผู้เขียนบทความอย่างวัตส์ กล่าวว่า การจำกัดปริมาณปลาที่จับได้, การตรวจสอบที่เข้มงวด และมีมาตรฐาน ไม่ใช่แค่สร้างความยั่งยืนทางอาหาร แต่คือหนทางรอดที่จะช่วยชีวิตชาวประมงอย่างโกเมซและแรงงานทาสคนอื่น ซึ่งได้รับผลกระทบจากปริมาณปลาที่ลดลงอย่างน่าใจหายสวนทางกับความต้องการทางตลาดที่นับวันจะเพิ่มขึ้น

[1] https://www.theguardian.com/environment/2018/aug/23/they-are-taking-out-a-generation-of-tuna-overfishing-causes-crisis-in-philippines
[2] https://www.greenpeace.org/seasia/PageFiles/742678/Greenpeace-Canned%20Tuna%20Report%202016%20online.pdf
[3] http://www.fao.org/family-farming/detail/en/c/1025978/
[4] https://www.theguardian.com/environment/2018/mar/23/destruction-of-nature-as-dangerous-as-climate-change-scientists-warn

- Advertisement -