อุทยานฯเปิดประชุมระดมแผนอนุรักษ์ ‘นกเงือก’ ต่างชาติห่วง ‘นกชนหิน’ เสี่ยงสูญพันธุ์ขั้นวิกฤต

©มูลนิธิศึกษาวิจัยนกเงือก

กรมอุทยานฯ ตัวกลางจัดประชุมระดมผู้เชี่ยวชาญหาแนวทางอนุรักษ์ “นกเงือก” กำหนดแผนปฏิบัติระยะ 10 ปี พุ่งเป้า “นกชนหิน” เสี่ยงสูญพันธุ์ขั้นวิกฤต

นายปิ่นสักก์ สุรัสวดี รองอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช เปิดเผยในการประชุมเชิงปฏิบัติการด้านการวางแผนอนุรักษ์นกเงือก เมื่อวันที่ 29 ส.ค. 2561 ตอนหนึ่งว่า แนวทางการอนุรักษ์นกเงือกได้ถูกยกเป็นระดับนานาชาติ เนื่องจากป่ามีความเชื่อมโยงกันในหลายประเทศ ซึ่งกรมอุทยานฯ ได้ตั้งศูนย์ฝึกอบรมเพิ่มศักยภาพการลาดตระเวนเชิงคุณภาพ แสวงหาข้อมูลภัยคุกคามที่ละเอียดมากยิ่งขึ้น ร่วมมือกับชุมชนโดยรอบในเรื่องของการข่าว รวมถึงดึงนานาชาติเข้ามาเชื่อมโยงเป็นเครือข่าย

“ทุกวันนี้สถานการณ์ดีขึ้น ถึงจุดที่เราสามารถเป็นแกนนำในการอนุรักษ์นกเงือกของภูมิภาคนี้ โดยกรมอุทยานฯ พร้อมนำแนวทางระดับนานาชาติมาขับเคลื่อน เป็นตัวกลางในการประสานนักวิจัยและชาวบ้าน ในส่วนของการอนุรักษ์นกเงือกที่มีอยู่ และอีกส่วนคือการเพาะพันธุ์และปล่อยสู่พื้นที่ที่นกเงือกได้หายไปแล้ว” นายปิ่นสักก์ กล่าว

สำหรับนกชนหิน (Helmeted Hornbill) หนึ่งในนกเงือกที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย ปัจจุบันพบในเขตป่าของบรูไน อินโดนีเซีย มาเลเซีย เมียนมา และไทย ซึ่งส่วนหัวที่มีความแข็งทำให้เป็นที่ต้องการในบางประเทศแถบเอเชีย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในจีนเพื่อนำไปทำเครื่องประดับ ทำให้นกชนหินเข้ามาอยู่ในบัญชีหมายเลข 1 ของอนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศซึ่งชนิดสัตว์ป่าและพืชป่าที่ใกล้สูญพันธุ์ (CITES) ตั้งแต่ปี 2518

ทั้งนี้ ด้วยความต้องการที่มากขึ้นนำไปสู่การลักลอบค้าที่มากขึ้น จึงได้มีการพยายามชี้ให้เห็นถึงภัยคุกคามของนกชนิดนี้ในการประชุม Wildlife Reserves Singapore (WRS) เมื่อปี 2558 นำไปสู่การยกระดับสถานภาพความเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ ตามบัญชีแดงของสหภาพระหว่างประเทศเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติและทรัพยากรธรรมชาติ (IUCN) จากสถานะเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ (Endangered) สู่สถานะเสี่ยงขั้นวิกฤตต่อการสูญพันธุ์ (Critically Endangered)

ขณะเดียวกัน IUCN ได้มีการตั้งกลุ่มผู้เชี่ยวชาญด้านนกเงือก Hornbill Specialist Group ภายใต้ Species Survival Commission (SSC) เพื่อใช้องค์ความรู้และข้อมูลทางวิชาการชี้แนะแนวทางเพื่อการอนุรักษ์นกเงือกที่ถูกคุกคาม โดยเฉพาะนกเงือกที่ถูกคุกคามอย่างรุนแรงและเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์อย่างมาก จึงได้มีการประชุมตัวแทนจากหน่วยงานที่้เกี่ยวข้อง เพื่อพัฒนายุทธศาสตร์การอนุรักษ์นกชนหิน ในแผนอนุรักษ์และแผนปฏิบัติการระยะ 10 ปี

ภายใต้แผนดังกล่าว ได้วางไว้ให้มีการทำงานร่วมกันระหว่างประเทศ เพิ่มกองทุนเพื่อเพิ่มความสนใจในด้านการอนุรักษ์ให้มากขึ้น โดยมีจุดมุ่งหมายในการฟื้นฟูจำนวนประชากร และที่สำคัญคือกำจัดการค้านกชนหิน โดยทำให้มั่นใจว่าการค้าขายของบัญชี CITES หมายเลข 1 นั้นได้มีการบังคับใช้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยคณะทำงานภายใต้ IUCN-SSC Hornbill Specialist Group จะแบ่งการทำงานเป็น 4 กลุ่ม มุ่งเน้นที่การค้าผิดกฎหมาย การปกป้องแหล่งที่อยู่อาศัย การค้นคว้าวิจัย และการเสริมสร้างประสิทธิภาพ

Dr.Aparajita Datta ประธานร่วม IUCN-SSC Hornbill Specialist Group (Asia) กล่าวว่า นกเงือกทั่วโลกมีจำนวน 62 สายพันธุ์ โดยในแผนระยะ 3 ปีนี้ จะจัดลำดับความสำคัญของสายพันธุ์ โดยเฉพาะสายพันธุ์ที่มีสถานะเสี่ยงขั้นวิกฤตต่อการสูญพันธุ์ และสายพันธุ์ที่มีข้อมูลอยู่อย่างจำกัด ชนิดใดที่ต้องมีแผนการอนุรักษ์อย่างเป็นทางการ โดยจะทบทวนความรู้ จัดการประชุมเชิงปฏิบัติการ ควบคู่กับการตรวจสอบติดตามผล รวมถึงเสริมสร้างศักยภาพและจัดอบรมแก่เจ้าหน้าที่ทั้งในส่วนของการวิจัยและการอนุรักษ์

ศ.เกียรติคุณ พิไล พูลสวัสดิ์ ผู้ก่อตั้งมูลนิธิศึกษาวิจัยนกเงือก กล่าวว่า ในประเทศไทยมีนกเงือกทั้งหมด 13 ชนิด โดยจัดอยู่ในสถานะเสี่ยงขั้นวิกฤตต่อการสูญพันธุ์ 3 สายพันธุ์ ได้แก่ นกชนหิน นกเงือกดำ และนกเงือกปากย่น อยู่ในสถานะเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ 4 สายพันธุ์ ได้แก่ นกเงือกคอแดง นกเงือกหัวแรด นกเงือกหัวหงอก และนกเงือกกรามช้างปากเรียบ โดยปัจจุบันไทยมีข้อมูลเกี่ยวกับนกเงือกเยอะ จึงสามารถช่วยประเทศอื่นในการอนุรักษ์ได้

สำหรับพื้นที่ที่มีสถานการณ์นกเงือกดีขึ้นแล้ว เช่น อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ พบลูกนกเกิดใหม่ประมาณ 100 ตัวต่อปี เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง พบลูกนกเกิดใหม่มากกว่า 80 ตัวต่อปี และ อุทยานแห่งชาติบูโด-สุไหงปาดี พบลูกนกเกิดใหม่ราว 30 ตัวต่อปี อย่างไรก็ตามพบว่ายังมีการตัดไม้ทำลายป่าอยู่มาก ซึ่งเป็นภัยคุกคามถิ่นที่อยู่อาศัยของนกเงือก

- Advertisement -