เครือข่ายคนอีสานต้านรัฐผุด 27 โรงงานน้ำตาล วอนทบทวนแผน ‘ไบโอฮับ’ ปั๊มอ้อยอีก 5 ล้านไร่

เครือข่ายคนอีสานเรียกร้องรัฐทบทวนแผนอ้อย-น้ำตาล ผุดรวด 27 โรงงาน-พ่วงโรงไฟฟ้าชีวมวล เพิ่มพื้นที่ปลูกอีกกว่า 5 ล้านไร่ จี้ศึกษา-รับฟังความคิดเห็นก่อนพิจารณา

เครือข่ายประชาชนภาคอีสาน รวม 6 องค์กร ร่วมกันอ่านแถลงการณ์เรื่อง “ผลกระทบจากอุตสาหกรรมอ้อยพ่วงโรงไฟฟ้าชีวมวลในภาคอีสาน” เมื่อวันที่ 27 ส.ค. 2561 เรียกร้องให้มีการทบทวนแผนยุทธศาสตร์อ้อยและน้ำตาลทราย พ.ศ.2558-2569 รวมถึงแผนการพัฒนาไบโอฮับ โดยให้ยุติการดำเนินการอนุมัติอนุญาตใดๆ ต่อโครงการทั้งหมด จนกว่าจะมีการศึกษาและประเมินผลกระทบต่อคุณภาพสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ พร้อมทั้งจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นของผู้มีส่วนได้เสีย เพื่อให้ประชาชนมีความเข้าใจเพียงพอที่จะนำมาประกอบการพิจารณาความเหมาะสมของแต่ละโครงการ

แถลงการณ์ดังกล่าว ระบุว่า สืบเนื่องจากสำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย ได้ออกใบอนุญาตให้ผู้ประกอบการโรงงานน้ำตาลซึ่งผูกขาดด้วยผู้ประกอบการรายใหญ่ 6 กลุ่ม สามารถตั้งโรงงานน้ำตาลใหม่ หรือย้าย-ขยายกำลังผลิตไปตั้งยังที่แห่งใหม่ บวกกับโรงงานที่ได้รับอนุญาตตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ปี 2554 รวมแล้วในภาคอีสานจะมีไบโอฮับเป็นศูนย์กลางในพื้นที่ฐานการผลิต และจะมีโรงงานน้ำตาลพ่วงโรงไฟฟ้าชีวมวลเพิ่มขึ้น 29 โรงงาน โดยในแผนยุทธศาสตร์ฯ ได้วางเป้าหมายเพิ่มพื้นที่ปลูกอ้อย 5.47 ล้านไร่ เพิ่มผลผลิตเอทานอล 2.88 ล้านลิตร/วัน เพิ่มผลิตไฟฟ้าชีวมวล 2,458 เมกะวัตต์

ขณะเดียวกัน ยังได้มีการจัดทำแผนแม่บทการพัฒนาศูนย์กลางอุตสาหกรรมชีวภาพ หรือ ไบโอฮับ เสนอให้คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ใช้มาตรา 44 เรื่องการยกเว้นบังคับใช้กฎกระทรวงตาม พ.ร.บ. การผังเมือง พ.ศ.2518 ในโรงงานน้ำตาลทราย และโรงงานผลิตผลิตภัณฑ์อื่นที่ใช้อ้อยเป็นวัตถุดิบที่ตั้งควบคู่กับโรงงานน้ำตาล ให้สามารถก่อสร้างได้ในพื้นที่การเกษตร นอกจากนี้้ยังได้มีการศึกษาและจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ให้กลุ่มโรงงานเพื่อใช้ในการขออนุญาต และมีการปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้องให้เอื้อต่อการลงทุนในอุตสาหกรรมจากอ้อยและน้ำตาลทรายมาอย่างต่อเนื่อง

ตอนหนึ่งของแถลงการณ์ ระบุด้วยว่า การออกใบอนุญาตให้โรงงานน้ำตาลพ่วงโรงไฟฟ้าชีวมวลในคราวเดียวกัน 27 โรงงาน และแผนพัฒนาไบโอฮับ จะต้องมีผลผลิตจากการปลูกอ้อยหลายล้านไร่ในพื้นที่ 50 กิโลเมตรของแต่ละโรงงาน ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงพื้นที่ขนาดใหญ่จากนโยบายรัฐโดยยังไม่ได้ศึกษาอย่างรอบคอบว่าโรงงานแต่ละแห่งนั้นควรตั้งอยู่ห่างจากชุมชน พื้นที่แหล่งอาหาร แหล่งที่มีระบบนิเวศสมบูรณ์ หรือเป็นพื้นที่มีความเหมาะสมในการปลูกอ้อยหรือไม่ รวมทั้งยังไม่ได้เปิดเผยข้อมูลข่าวสารผลดีผลเสียอย่างรอบด้านให้แก่ประชาชนในแต่ละพื้นที่ได้ทำความเข้าใจอย่างเพียงพอ

“ขอให้มีการทบทวนแผนยุทธศาสตร์อ้อยและน้ำตาลทราย พ.ศ.2558-2569 และแผนการพัฒนาไบโอฮับ ซึ่งเอื้อประโยชน์ให้กับกลุ่มทุนบางกลุ่ม มีการวางเป้าหมายที่ไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริง และไม่สอดคล้องกับนิเวศวัฒนธรรมอีสานทีไม่สามารถรองรับอุตสาหกรรมพืชเชิงเดี่ยว และอุตสาหกรรมพลังงานที่ต้องใช้วัตถุดิบจากพืชเชิงเดี่ยวได้อีกต่อไป” ตอนหนึ่งของแถลงการณ์ ระบุ

นายอกนิษฐ์ ป้องภัย คณะกรรมการเครือข่ายทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมภาคอีสาน กล่าวว่า โรงไฟฟ้าชีวมวลที่นำวัตถุดิบชานอ้อยมาผลิตกระแสไฟฟ้า คงไม่เพียงพอต่ออุตสาหกรรมที่จะเกิดขึ้นในพื้นที่ภาคอีสาน แน่นอนว่าต้องมีการนำเข้าถ่านหินลิกไนต์ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม จึงเสนอให้รัฐได้จัดเวทีให้ข้อมูลกับประชาชนก่อนที่กลุ่มโรงงานจะจัดรับฟังความคิดเห็น

“จริงๆ ฝ่ายโรงงานยังไม่ควรทำ เพราะประชาชนยังไม่รู้ว่าจะมีโรงงานดังกล่าว ดังนั้นหน่วยงานของรัฐต้องจัดเวทีให้ความรู้กับคนในพื้นที่ ในรัศมี 5 กิโลเมตรก่อน อีกทั้งเสนอให้พื้นที่ที่จะก่อสร้างในจังหวัดอื่นๆ ในอีสานด้วย” นายอกนิษฐ์ กล่าว

อนึ่ง เครือข่ายประชาชนอีสาน รวม 6 องค์กร ประกอบด้วย เครือข่ายประชาชนอีสานติดตามนโยบายส่งเสริมการอุตสาหกรรมอ้อยพ่วงโรงไฟฟ้าชีวมวล, คณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน (กป.อพช) ภาคอีสาน, กลุ่มนักวิชาการเพื่อประชาชนภาคอีสาน, เครือข่ายสภาองค์กรชุมชนภาคอีสาน, เครือข่ายสภาองค์กรจังหวัดขอนแก่น และเครือข่ายองค์กรผู้บริโภคภาคอีสาน

- Advertisement -