สำหรับกลุ่มจังหวัดชายฝั่งทะเลอันดามันแล้ว แน่นอนว่า “ภาคการท่องเที่ยว” เป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่สำคัญที่สุด โดยเฉพาะการท่องเที่ยวทางทะเล ซึ่งเป็นแหล่งที่มีชื่อเสียงที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ด้วยความอุดมสมบูรณ์และความสวยงามของทรัพยากร

นั่นทำให้มูลค่าการท่องเที่ยวในพื้นที่นี้เพิ่มสูงขึ้นทุกปี จากประมาณ 3.1 หมื่นล้านบาทในปี 2552 ขึ้นมาเป็น 1.3 แสนล้านบาทในปี 2558 และมีแนวโน้มเติบโตมากขึ้นเรื่อยๆ

ทว่าสิ่งต่างๆ เหล่านี้อาจกำลังจะถูกเปลี่ยนไป เมื่อปัจจัยหลักของการท่องเที่ยวทางทะเลนี้เชื่อมโยงกับสภาพภูมิอากาศ ซึ่งกำลังมีแนวโน้มแปรปรวนมากขึ้นเรื่อยๆ ด้วยเช่นกัน

การศึกษาภายใต้ โครงการสนับสนุนการจัดทำแผนการปรับตัวต่อผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในมิติการจัดการความเสี่ยง (Risk-NAP) ของสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) ซึ่งกำลังอยู่ระหว่างดำเนินการ ในพื้นที่จังหวัดระนอง พังงา กระบี่ ตรัง และสตูล ชี้ให้เห็นข้อมูลเบื้องต้นว่า ภาคการท่องเที่ยวจะมีความเสี่ยงจากรายได้ที่ลดลงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

“ฤดูการท่องเที่ยวจะเปลี่ยนแปลงจากลมมรสุมกำลังแรงและพายุที่รุนแรงขึ้น รวมถึงภาวะขาดแคลนน้ำจากปริมาณน้ำฝนที่เปลี่ยนแปลง เกิดการแย่งชิงน้ำกับภาคส่วนอื่น นอกจากนี้ยังอาจสูญเสียแหล่งท่องเที่ยว เนื่องจากน้ำทะเลสูงขึ้น ส่งผลต่อการกัดเซาะชายฝั่งในพื้นที่ท่องเที่ยว” ตอนหนึ่งของงานศึกษาระบุ

ในเบื้องต้นงานศึกษาชิ้นนี้สรุปว่า แนวทางปรับตัวอาจต้องมีการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของแหล่งท่องเที่ยวที่เหมาะสมเพื่อลดความเสี่ยงจากสภาพภูมิอากาศ พัฒนารูปแบบการท่องเที่ยวที่คำนึงถึงความสามารถในการรองรับของพื้นที่ โดยกำหนดรูปแบบและช่วงเวลาการให้บริการที่เหมาะสม

นอกจากนี้ยังต้องพัฒนาและส่งเสริมการท่องเที่ยวในรูปแบบที่หลากหลาย เพื่อเป็นทางเลือกที่กระจายความเสี่ยง ลดการพึ่งพาลักษณะเฉพาะของพื้นที่ อีกทั้งยึดหลักการท่องเที่ยวที่ยั่งยืนและการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ที่สร้างมูลค่าเพิ่มสูง

ไม่อาจปฏิเสธว่ามนุษย์เป็นหนึ่งในตัวการหลักที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ดังนั้นเรื่องนี้จึงอาจไม่ใช่เพียงการที่สภาวะโลกร้อนมาทำให้รายได้ของภาคการท่องเที่ยวลด แต่ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมที่ภาคท่องเที่ยวได้กระทำ กำลังจะย้อนกลับมาสร้างผลเสียหายให้กับภาคการท่องเที่ยวนั้นเอง

ดร.ทรงธรรม สุขสว่าง ผู้อำนวยการสำนักอุทยานแห่งชาติ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ให้ข้อมูลว่า ภาคการท่องเที่ยวนับเป็นส่วนสำคัญของอุทยานแห่งชาติ ให้ประโยชน์หลายประการ โดยเฉพาะรายได้สำคัญที่ในปัจจุบันมาจากการท่องเที่ยว อันดึงดูดผู้คนกว่า 8,000 ล้านคนจากทั่วโลกต่อปี

ทั้งนี้ อุทยานแห่งชาติทางทะเล นับเป็นที่นิยมเป็นพิเศษและสามารถสร้างรายได้จำนวนมากจากนักท่องเที่ยวต่างชาติ โดยการศึกษาในเชิงเศรษฐศาสตร์แสดงให้เห็นว่าสัตว์ที่เป็นสัญลักษณ์ในอุทยานแห่งชาติทางทะเล เช่น ฉลามวาฬ หมู่เกาะลันตา สามารถสร้างรายได้ถึงตัวละ 2.2 แสนดอลลาร์สหรัฐ หรือแนวปะการัง อุทยานแห่งชาติหาดนพรัตน์ธารา-หมู่เกาะพีพี สามารถสร้างรายได้จากนักท่องเที่ยวถึง 205 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี

แต่สิ่งที่ตามมาด้วยคือปัญหาอันมากมายจากกิจกรรมการท่องเที่ยวที่ไม่เหมาะสม ความไม่ยั่งยืนด้านการท่องเที่ยว จากปริมาณนักท่องเที่ยวที่เกินขีดความสามารถในการรองรับ รวมถึงความไม่ยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม จากขยะและน้ำเสีย ซึ่งต้องมีการควบคุมและจำกัดที่เหมาะสม

นั่นทำให้ล่าสุด อุทยานแห่งชาติหาดนพรัตน์ธารา-หมู่เกาะพีพี ต้องดำเนินโครงการฟื้นฟูอ่าวมาหยาในช่วงฤดูมรสุม ตั้งแต่วันที่ 1 มิ.ย. – 30 ก.ย.2561 โดยปิดการท่องเที่ยวเป็นครั้งแรกในรอบ 18 ปี หลังจากทรัพยากรเสื่อมโทรม ด้วยสาเหตุปริมาณนักท่องเที่ยวที่มีมากเกินขีดความสามารถของพื้นที่ การไม่ปฏิบัติตามกฎระเบียบของนักท่องเที่ยว รวมถึงระบบสาธารณูปโภคที่ไม่เพียงพอ

สำหรับโครงการปัจจุบันอยู่ระหว่างการฟื้นฟูระบบนิเวศบริเวณอ่าวมาหยา ซึ่งมีแนวโน้มดีขึ้นเป็นลำดับ ขณะเดียวกันจะมีการปรับปรุงเส้นทางการเข้าออกของเรือ ท่าเทียบเรือ และภูมิทัศน์พัฒนาสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ อย่างไรก็ตามในแผนระยะยาวหลังจากนี้ จะต้องมีการนำหลักวิชาการด้านการจัดการอุทยานแห่งชาติทางทะเล มาใช้ในการบริหารจัดการ

แล้วการจัดการหลังจากนี้ควรจะเป็นอย่างไร?

ดร.ทรงธรรม เล่าว่า หนึ่งในกิจกรรมท่องเที่ยวทางทะเลที่สร้างผลกระทบมาก เช่น การดำน้ำตื้น (Snorkeling) เนื่องจากเป็นกิจกรรมที่ทุกคนสามารถร่วมได้ เมื่อมีคนลงไปเยอะ จึงสร้างผลกระทบสูงต่อทั้งปะการังและสัตว์น้ำ

“สิ่งที่ควรลดคือปริมาณนักท่องเที่ยว กลุ่มที่สร้างรายได้ต่ำ แต่มาพร้อมผลกระทบสูง ซึ่งเป็นปัญหาเดียวกับที่หมู่เกาะกาลาปากอสเคยเผชิญ แต่วิธีการที่เขาใช้แก้ปัญหาง่ายมาก แค่ขึ้นราคา 2-3 เท่า” เขาระบุ

ขณะเดียวกัน การเปิดโอกาสให้การเข้าเยี่ยมอุทยานแห่งชาติ กลายเป็น “การท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์” ออกแบบให้นักท่องเที่ยวมีส่วนช่วยในการพัฒนาอุทยานฯ ช่วยกันอนุรักษ์ธรรมชาติและชนิดพันธุ์ต่างๆ ซึ่งตลาดการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์เช่นนี้ จะเติบโตขึ้นเร็วกว่าอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวทั่วโลกโดยรวมถึง 3 เท่า

เขายังรวบรวมตัวอย่างการจัดการพื้นที่คุ้มครองหลากหลายรูปแบบจากทั่วโลก อันประกอบไปด้วย

คิดค่าบริการใช้ทรัพยากร (resource use charges) ใน มาซิโดเนีย นำรายได้จากการจัดการท่องเที่ยวและการป่าไม้ มากกว่า 90% มาเป็นค่าใช้จ่ายในการบริหารจัดการพื้นที่อนุรักษ์ Jasen Multipurpose Protected Area ทั้งหมด

การท่องเที่ยวกับธุรกิจรักษ์โลก (tourism and eco-business) ใน สาธารณรัฐแอฟริกาใต้ ผู้ประกอบการท่องเที่ยวและการค้าในอุทยานแห่งชาติ ดำเนินการโดยภาคเอกชนด้วยระบบสัมปทาน ซึ่งสามารถสร้างรายได้ที่เป็นงบลงทุน 35 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และเป็นรายได้แก่ระบบอุทยานแห่งชาติปีละ 5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

ระบบสัมปทานในท้องถิ่นและการใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน (local concessions & sustainable use) ใน สาธารณรัฐอิสลามปากีสถาน มีโปรแกรมการล่าเพื่อเขาสัตว์ของ Torghar Community-Based ที่สร้างและแบ่งปันรายได้ให้แก่จังหวัดและชุมชนในท้องถิ่นอย่างเป็นระบบ

การชดเชยความหลากหลายทางชีวภาพ (biodiversity offsets) ใน สาธารณรัฐอาเซอร์ไบจาน จอร์เจีย และสาธารณรัฐตุรกี มีระบบท่อส่งน้ำมัน Baku-Tbilisi-Ceyhan (BTC) ซึ่งนำรายได้ประมาณ 2.5 ล้านเหรียญสหรัฐ มาชดเชยให้แก่การจัดการอุทยานแห่งชาติ ป่าไม้ และพื้นที่สงวน ของทั้ง 3 ประเทศ

การสนับสนุนโดยองค์กร (corporate sponsorship) ใน รัฐฟูไจราห์ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ได้รับทุนจากธนาคารฮ่องกงและเซี่ยงไฮ้แบงกิ้งคอร์ปอเรชั่น (HSBC Bank) ในการสร้างและจัดการพื้นที่คุ้มครอง Wadi Wurayah Mountain สำรวจความหลากหลายทางชีวภาพ และจัดตั้งคณะเจ้าหน้าที่พิทักษ์ทรัพยากร

เครื่องมือทางการเงิน (fiscal instruments) ใน สหพันธ์สาธารณรัฐบราซิล มีโปรแกรมการอนุรักษ์พื้นที่สงวนของภาคเอกชน Brazil’s Programme for Private Reserves of Natural Heritage (RPPN) สนับสนุนให้เอกชนสรรหาพื้นที่เพื่อการอนุรักษ์ โดยให้การยกเว้นภาษีที่ดินในชนบท อันเป็นประโยชน์ต่อเจ้าของที่ดิน

การถ่ายโอนทางการเงิน (fiscal transfers) ใน สหรัฐอเมริกา นำอากรสินค้า 10-11% ของอุปกรณ์ล่าสัตว์และตกปลา และ 3% ของอะไหล่อุปกรณ์ตกปลา ไปจัดสรรให้เป็นกองทุนการฟื้นฟูสัตว์ป่าแห่งรัฐ

ระบบการเงินคาร์บอน (carbon finance) ใน สาธารณรัฐประชาชนจีน พื้นที่กันชน Gaoligongshan Nature Reserve ได้รับการฟื้นฟูด้วยป่าธรรมชาติ และขายคาร์บอนเครติดในตลาดอาสา (voluntary market) โดยนำรายได้ส่งให้หน่วยงานดูแลป่าและเกษตรกร

แลกหนี้สินกับธรรมชาติ (debt for nature swap) ใน จาเมกา ได้รับการปรับลดหนี้ ยืดเวลาชำระ รวมถึงลดดอกเบี้ย จากสหรัฐอเมริกา เพื่อนำไปเป็นงบประมาณในการจัดตั้งระบบพื้นที่คุ้มครอง และเป็นงบประมาณในการจัดการอุทยานแห่งชาติ 2 แห่ง

กองทุนทรัสต์ (trust funds) ใน เบลีซ มีกองทุนอนุรักษ์พื้นที่คุ้มครอง Belize Protected Areas Conservation Trust (PACT) ซึ่งมีรายได้จากค่าธรรมเนียมการอนุรักษ์ ในอัตรา 3.75 ดอลลาร์สหรัฐต่อนักท่องเที่ยวต่างชาติ และอัตรา 20% จากค่าธรรมเนียมการเข้าอุทยานแห่งชาติ ค่าธรรมเนียมและใบอนุญาตสัมปทาน รวมถึงค่าธรรมเนียมของนักท่องเที่ยวเรือสำราญ

ดร.ทรงธรรม ทิ้งท้ายว่า เมื่อดูจากต่างประเทศจะเห็นได้ว่ามีการเก็บค่าการใช้ทรัพยากรเป็นจำนวนมาก เพื่อนำไปใช้เป็นกองทุน ฟื้นฟู หรือเพื่อการอนุรักษ์ต่างๆ แต่ในประเทศไทยยังทำลักษณะนี้น้อย ผู้ประกอบการท่องเที่ยวได้กำไรไปมาก แต่กำไรเหล่านั้นกลับไม่ได้เข้ามาดูแลทรัพยากรของประเทศ

หลังจากนี้จึงอาจถึงเวลาที่เราต้องพิจารณาเรื่องนี้อย่างจริงจัง

- Advertisement -