ครม.เพิกถอนพื้นที่บางส่วน 4 อุทยานแห่งชาติ กรมชลประทานขอใช้ก่อสร้าง ‘อ่างเก็บน้ำ’ เพิ่ม

ครม.เห็นชอบเพิกถอนพื้นที่บางส่วนของอุทยานแห่งชาติ 4 แห่ง ก่อสร้างอ่างเก็บน้ำในโครงการของกรมชลประทาน ตั้งเป้าเพิ่มการกักเก็บน้ำได้ 105.17 ล้านลูกบาศก์เมตร สามารถเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนได้ประมาณปีละ 160 ล้านลูกบาศก์เมตร

การประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 7 ส.ค. ที่ผ่านมา ได้มีมติเห็นชอบในหลักการเพิกถอนพื้นที่อุทยานแห่งชาติ เพื่อก่อสร้างโครงการของกรมชลประทาน รวม 4 โครงการ ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เสนอรวมพื้นที่ทั้งสิ้นกว่า 1,540 ไร่ ประกอบด้วยดังนี้

1.เพิกถอนพื้นที่อุทยานแห่งชาติน้ำตกพลิ้วบางส่วน เนื้อที่ประมาณ 85-2-06.4 ไร่ เพื่อก่อสร้างโครงการอ่างเก็บน้ำคลองขลุง จ.จันทบุรี 2.เพิกถอนพื้นที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจานบางส่วน เนื้อที่ประมาณ 49 ไร่ เพื่อก่อสร้างโครงการอ่างเก็บน้ำบ้านป่าละอู อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จ.ประจวบคีรีขันธ์ 3.เพิกถอนพื้นที่อุทยานแห่งชาติศรีลานนาบางส่วน เนื้อที่ประมาณ 229 ไร่ เพื่อก่อสร้างโครงการเพิ่มปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำเขื่อนแม่กวงอุดมธารา จ.เชียงใหม่ และ 4.เพิกถอนพื้นที่อุทยานแห่งชาติดอยภูนางบางส่วน เนื้อที่ประมาณ 1,380 ไร่ เพื่อก่อสร้างโครงการอ่างเก็บน้ำน้ำปี้ อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จ.พะเยา

ทั้งนี้ ให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมาย รวมถึงมติคณะรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง และความเห็นของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างเคร่งครัดโดยให้เร่งการดำเนินโครงการดังกล่าวให้เป็นไปตามระยะเวลาที่กำหนดไว้ด้วย

สำหรับโครงการอ่างเก็บน้ำของกรมชลประทานทั้ง 4 โครงการ เป็นโครงการที่คณะรัฐมนตรีเคยมีมติอนุมัติหลักการโครงการแล้ว และสอดคล้องกับแผนยุทธศาสตร์การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ (ปี 2558-2569) ในยุทธศาสตร์ที่ 2 การสร้างความมั่นคงของน้ำภาคการผลิต (เกษตรและอุตสาหกรรม) และยุทธศาสตร์ที่ 3 การจัดการน้ำท่วมและอุทกภัย โดยจะสามารถเพิ่มการกักเก็บน้ำได้จำนวน 105.17 ล้านลูกบาศก์เมตร และสามารถเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนได้ประมาณปีละ 160 ล้านลูกบาศก์เมตร

อย่างไรก็ตาม ตามมติ ครม.ดังกล่าวสืบเนื่องจากพื้นที่ดำเนินโครงการสร้างอ่างเก็บน้ำบางส่วนเป็นพื้นที่อุทยานแห่งชาติ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จึงเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาให้ความเห็นชอบในหลักการเพิกถอนพื้นที่อุทยานแห่งชาติเพื่อก่อสร้างโครงการ ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 22 ส.ค. 2532 โดยคณะกรรมการอุทยานแห่งชาติ และกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ได้เห็นชอบด้วยแล้ว

- Advertisement -