ที่ผ่านมาเราอาจจะไม่เคยตั้งคำถามถึงปัญหาขยะอิเล็กทรอนิกส์ต่อผลกระทบสิ่งแวดล้อม อาจเพราะขยะจำนวนมากเหล่านั้นไม่ได้เกลื่อนกลาดอยู่หน้าบ้าน กระทั่งภาพกองขยะจำนวนมหาศาลถูกฉายออกมาอย่างต่อเนื่อง ทำให้อดคิดไม่ได้ว่า หรือประเทศไทยกลายเป็น “ถังขยะโลก” ไปแล้ว

คำถามคือขยะอิเล็กทรอนิกส์กองเป็นภูเขาขนาดย่อม มันมาจากไหน ทำไมถึงมีการอนุญาตให้มีการนำเข้ากันอย่างเสรี ใช่…ก่อนที่พวกมันจะกลายเป็น “ขยะอิเล็กทรอนิกส์” ทั้งเครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องมือสื่อสาร อุปกรณ์ต่าง ๆ วัสดุอุปกรณ์เหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งจำเป็นและทำให้ชีวิตมนุษย์ดีขึ้น สะดวกสบายมากขึ้น

ข้อมูลรายงานเฝ้าระวังขยะอิเล็กทรอนิกส์ทั่วโลกประจำปี 2560 ระบุว่า ประชากรประเทศไทย 1 คน ผลิตขยะอิเล็กทรอนิกส์เฉลี่ย 7.4 กิโลกรัมต่อปี ขณะที่ข้อมูลจากกรมควบคุมมลพิษ ระบุว่า ปี 2559 มีขยะอันตรายจากซากเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ 393,070 ตัน ซึ่งคาดการณ์ว่าปัจจุบันจะมีซากขยะพิษเหล่านี้ทะลุ 4 แสนตันต่อปี กรมศุลกากรได้สรุปตัวเลขล่าสุดว่า จากข้อมูลสถิติตามใบขนที่มีการขออนุญาตจากกรมโรงงานอุตสาหกรรม พบว่าสถิติการนำเข้าเศษอิเล็กทรอนิกส์ ตลอดทั้งปี 2560 มีปริมาณการนำเข้า จำนวน 64,436.71 ตัน และในปี 2561 ตั้งแต่เดือน ม.ค.-พ.ค. พบว่า มีปริมาณการนำเข้า จำนวน 52,221.46 ตัน

ที่ผ่านมาเราอาจจะไม่เคยตั้งคำถามถึงปัญหาขยะอิเล็กทรอนิกส์ต่อผลกระทบสิ่งแวดล้อม อาจเพราะขยะจำนวนมากเหล่านั้นไม่ได้เกลื่อนกลาดอยู่หน้าบ้าน กระทั่งภาพกองขยะจำนวนมหาศาลถูกฉายออกมาอย่างต่อเนื่อง ทำให้อดคิดไม่ได้ว่า หรือประเทศไทยกลายเป็น “ถังขยะโลก” ไปแล้ว

น่าวิตกมากกว่านั้นหากเราได้รับรู้และเข้าใจมากขึ้นว่า ผลกระทบที่ซุกซ่อนอยู่ในขยะอิเล็กทรอนิกส์นั้นมีด้านใดบ้าง เป็นต้นว่าสารโลหะหนักเป็นอันตรายต่อคุณภาพชีวิต และสิ่งแวดล้อม อาทิ “ตะกั่ว” พบมากในแบตเตอร์รี่ ผสมในฉนวนสายไฟ แผ่นวงจรไฟฟ้า (ตะกั่วบัดกรี) ที่อันตรายของมันทำลายระบบประสาทส่วนกลาง ระบบโลหิต การทำงานของไต การสืบพันธุ์ และมีผลต่อการพัฒนาสมองของเด็ก ซึ่งสารพิษเหล่านี้ยังสะสมและตกค้างในสิ่งแวดล้อม ส่งผลกระทบต่อพืช และสัตว์

“แคดเมียม” มักพบในแผ่นวงจรพิมพ์ จอภาพ ซึ่งสารนี้จะสะสมในร่างกาย โดยเฉพาะที่ไต ทำลายระบบประสาท ส่งผลต่อพัฒนาการและการมีบุตร หรืออาจมีผลกระทบต่อพันธุกรรม “ปรอท” มักพบในตัวตัดความร้อน สวิตซ์ หลอดไฟ จะส่งผลในการทำลายอวัยวะต่าง ๆ รวมทั้งสมอง ไต และเด็กในครรภ์ได้ และถ้าลงสู่แหล่งน้ำและตกตะกอนยังจะไปสะสมในสิ่งมีชีวิตได้ง่าย
“โครเนียมเฮกซาวาแลนท์” ใช้ในการเคลือบสังกะสี โลหะ ซึ่งสามารถผ่านเข้าสู่ผนังเซลล์ได้ง่าย จะส่งผลในการทำลายดีเอ็นเอ และเป็นสารก่อมะเร็งสำหรับมนุษย์ “บริลเลียม” ใช้ในแผนวงจรหลัก เป็นการก่อมะเร็งโดยเฉพาะมะเร็งปอด โดยผู้ที่ได้รับสารนี้อย่างต่อเนื่องจากการสูดดมจะมีผลกับปอด “คลอโรฟลูออโรคาร์บอน” มักพบในสารทำความเย็นและเครื่องปรับอากาศ โฟมฉนวนกันความร้อนในตู้เย็น จะส่งผลต่อระบบหายใจ ทำลายโอโซนในชั้นบรรยากาศโลก“สารหนู” ใช้ในแผงวงจรไฟฟ้าของโทรศัพท์มือถือและคอมพิวเตอร์ จอ LCD จอพลาสม่า ซึ่งทำลายระบบประสาท ผิวหนังและระบบการย่อยอาหาร หากได้รับปริมาณมากอาจทำให้ถึงตายได้

นี่คือมหันตภัยจากขยะอิเล็กทรอนิกส์

เมื่อปี 2549 สหภาพยุโรปตื่นตัวกับปัญหาดังกล่าวจึงได้ออกระเบียบร่วมกันว่าด้วยเรื่อง “เศษซากผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์” (Waste Electrical and Electronic Equipment: WEEE) และระเบียบว่าด้วยการจำกัดการใช้สารอันตรายบางชนิดในผลิตภัณฑ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ (The Restriction of the use of certain Hazardous Substance in electrical and electronic equipment: RoHS) ใช้บังคับกับผู้นำเข้าสินค้าดังกล่าว โดยกำหนดให้ผู้ผลิตอุปกรณ์ต้องรับภาระค่าใช้จ่ายในการเก็บรวบรวม กู้คืนและกำจัดอุปกรณ์ที่ผู้บริโภคไม่ใช้งานแล้ว เพื่อรณรงค์ให้ผู้บริโภคตระหนักถึงผลกระทบจากการทิ้งอุปกรณ์ที่ยังสามารถใช้งานได้ต่อไป หรืออุปกรณ์ที่ไม่สามารถใช้งานได้แล้วให้นำอุปกรณ์เหล่านี้กลับไปใช้ใหม่ หรือนำไปรีไซเคิลอย่างถูกวิธี รวมทั้งรณรงค์ให้เกิดการพัฒนานวัตกรรมให้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น

หัวใจของการแก้ปัญหาไม่ได้อยู่ที่การหยุดใช้ หรือย้อนเวลากลับไปสู่ยุคโลกล้านปีก่อน แต่คือการรณรงค์ลดปัญหาขยะอิเล็กทรอนิกส์โดยการจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์เหล่านี้อย่างไรให้ถูกวิธีและได้ผลสูงสุด “Reuse” และ ”Recycle” จึงเป็นการแก้ปัญหาที่ดี ณ เวลานี้ “Reuse” เป็นการนำอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ใช้แล้ว และที่ไม่ต้องการใช้กลับมาใช้ใหม่อีกครั้ง อาจจะนำมาซ่อมแซม หรือนำไปบริจาคให้กับผู้ที่ขาดแคลน ซึ่งเป็นวิธีที่ใช้กันอย่างแพร่หลาย ส่วน “Recycle” เป็นการนำส่วนที่ยังเป็นประโยชน์ของอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์เหล่านั้นกลับมาใช้ใหม่ โดยแยกส่วนประกอบและวัตถุที่มีค่าภายในออกมา อาทิ โลหะมีค่า เงิน ทองคำขาว และทองแดง เป็นต้น

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย รายงานว่า ในปี 2559 ตลาดรีไซเคิลขยะอิเล็กทรอนิกส์ของไทยมีมูลค่าสูงถึงประมาณ 4,770 ล้านบาท และในปี 2560 มีมูลค่าอยู่ที่ 4,920-5,000 ล้านบาท หรือประมาณ 3.1-4.8% สอดคล้องกับการขยายตัวของปริมาณขยะอิเล็กทรอนิกส์จากชุมชนในไทย

อย่างไรก็ดี การยกระดับการบริหารจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์ให้มีประสิทธิภาพสามารถจัดเก็บและรวบรวมขยะจากชุมชนเพื่อนำเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลได้ราว 20% ของปริมาณขยะอิเล็กทรอนิกส์ที่เกิดจากชุมชนทั้งหมด ในระยะ 4 ปีข้างหน้า และการใช้เทคโนโลยีขั้นสูงในการสกัดโลหะมีค่า น่าจะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ทำให้ตลาดรีไซเคิลขยะอิเล็กทรอนิกส์ในไทยสามารถขยายตัวได้อย่างมีศักยภาพ โดยเชื่อว่าในปี 2564 ตลาดรีไซเคิลขยะอิเล็กทรอนิกส์ไทยน่าจะมีมูลค่าเพิ่มขึ้นเป็น 10,290-11,420 ล้านบาท ขยายตัวกว่า 109.1-128.3% จากปี 2560

หากเราพลิกวิกฤตจากปัญหาขยะพิษที่ถาโถมเข้าสู่ประเทศด้วยการปลูกจิตสำนึกเรื่องการคัดแยก หรือการใช้สินค้าอิเล็กทรอนิกส์ให้เกิดประโยชน์สูงสุด รวมทั้งการ Recycle อย่างชาญฉลาด และมีนวัตกรรมสะอาดที่เป็นมิตรต่อมนุษย์และสิ่งแวดล้อมแล้ว นอกจากประเทศไทยจะเป็นเมืองน่าอยู่อย่างยั่งยืนแล้ว เรายังสามารถเพิ่มรายได้ให้กับประเทศอีกทางหนึ่งด้วย

ภาพ: Thai News Pix

- Advertisement -