สาธารณรัฐไอร์แลนด์ กำลังจะเป็นประเทศแรกของโลกที่ออกกฏหมายบังคับให้กองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติ (sovereign wealth fund) ยุติการลงทุนในธุรกิจเชื้อเพลิงฟอสซิลทุกประเภท เพื่อแสดงถึงความเอาจริงเอาจังในการแก้ไขปัญหาภาวะโลกร้อนตามกรอบข้อตกลงปารีสที่ตนเองได้ให้สัตยาบันไว้

สภาล่าง (Lower house of Parliament ) ของไอร์แลนด์ เมื่อวันพฤหัสที่ผ่านมา (12 ก.ค.) ได้มีมติเสียงส่วนใหญ่สนับสนุนร่างกฏหมายซึ่งมีเนื้อหาระบุให้กองทุนความมั่งคั่งของประเทศซึ่งมีมูลค่าเกือบ 9 พันล้านยูโร หรือราว 3.5 แสนล้านบาท ต้องถอนการลงทุนในธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับเชื้อเพลิงฟอสซิส เช่น อุตสาหกรรมถ่านหิน ก๊าซธรรมชาติ รวมถึงบริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่ต่างๆ ทั้งหมด “ให้เร็วที่สุดเท่าที่สามารถทำได้”

ข้อมูลจากสื่อดัง เดอะการ์เดียน ระบุว่า ปัจจุบันกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติของประเทศไอร์แลนด์ มีเม็ดเงินลงทุนอยู่ในบริษัทเชื้อเพลิงฟอสซิลทั่วโลก 150 บริษัท คิดเป็นมูลค่าไม่น้อยกว่า 300 ล้านยูโร หรือราว 1.17 หมื่นล้านบาท

โธมัส พริงเคิล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของไอร์แลนด์ ผู้เสนอร่างกฏหมายฉบับนี้ กล่าวว่า ร่างกฏหมายนี้ได้รับการสนับสนุนจากเสียงส่วนมากในสภา รวมถึง นายลีโอ วาลัดการ์ นายกรัฐมนตรีที่เพิ่งเข้ารับตำแหน่งเมื่อเดือนที่ผ่านมาด้วย

โดยขั้นตอนหลังจากนี้ ร่างกฏหมายจะถูกส่งต่อไปให้สภาสูง (Upper house of Parliament) พิจารณา เพื่อผ่านออกมาเป็นกฏหมายอย่างสมบูรณ์ภายในสิ้นปีนี้ และเมื่อกฏหมายมีผลบังคับใช้แล้ว ไอร์แลนด์จะเป็นประเทศแรกของโลกที่มีกฏหมายในลักษณะนี้อย่างเป็นทางการ

“การถอนทุนของไอร์แลนด์เป็นการส่งข้อความว่า ไอร์แลนด์และสังคมนานาชาติพร้อมแล้วที่จะคิดและลงมือทำ มากไปกว่าการลงทุนเพื่อให้ผลตอบแทนระยะสั้น” นายพริงเคิล กล่าว

สำหรับนิยามของบริษัทเชื้อเพลิงฟอสซิลในร่างกฏหมายฉบับนี้ ครอบคลุมถึงบริษัทที่มีรายได้มากกว่า 20% จากการสำรวจ สกัด และกลั่นเชื้อเพลิงฟอสซิล

นายพริงเคิล บอกด้วยว่า เดิมทีร่างแรกของกฏหมายได้ระบุว่าการถอนหุ้นและการลงทุนในบริษัทเหล่านี้ จะต้องเกิดขึ้นภายใน 5 ปีหลังจากกฏหมายมีผลบังคับใช้ แต่ภายหลังได้มีการแก้ไขเนื้อหาให้มีความยืดหยุ่นมากขึ้น โดยเปลี่ยนจากกรอบ 5 ปีเป็น “ให้เร็วที่สุดเท่าที่สามารถทำได้” พร้อมเพิ่มข้อยกเว้นไว้ว่า การลงทุนในบริษัทเชื้อเพลิงฟอสซิลอาจเกิดขึ้นได้ ถ้ากองทุนนั้นๆ ให้เงินทุนเพื่อส่งเสริมการยกเลิกเชื้อเพลิงฟอสซิล

อันที่จริงไอร์แลนด์ไม่ใช่ประเทศแรกและประเทศเดียวที่มีความพยายามผลักดันกฏหมายเพื่อต่อสู้กับภาวะโลกร้อน ช่วงปลายปีที่ผ่านมาธนาคารกลางของนอร์เวย์ ก็เคยเสนอให้รัฐบาลนอร์เวย์ยุติการลงทุนในบริษัทน้ำมันต่างๆ ผ่านกองทุนความมั่งคั่งของประเทศซึ่งมีขนาดใหญ่มาก มีเม็ดเงินลงทุนสูงถึง 1 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ หรือราว 33 ล้านล้านบาท เช่นกัน อย่างไรก็ดีนอร์เวย์ซึ่งเป็นประเทศผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ที่สุดในยุโรปยังไม่ยอมตัดสินใจในประเด็นดังกล่าว

ช่วงต้นเดือนที่ผ่านมา คริสตจักรแห่งอังกฤษได้มีการขายสินทรัพย์ของตัวเองที่ลงทุนอยู่ในบริษัทพลังงานฟอสซิล ที่ไม่ดำเนินนโยบายสอดคล้องกับข้อตกลงปารีสเพื่อลดผลกระทบจากภาวะโลกร้อน และเมื่อไม่กี่วันก่อนหน้านี้ พระสันตะปาปาก็ได้เรียกผู้บริหารระดับสูงของบริษัทน้ำมันขนาดใหญ่หลายแห่งเข้าพบ เพื่อโน้มน้าวให้พวกเขาแสดงความจริงจังในการแก้ไขปัญหาโลกร้อนมากขึ้น

ทั้งนี้ ปัจจุบันกองทุนต่างๆ ทั่วโลก ได้ถอนเงินลงทุนออกจากบริษัทพลังงานฟอสซิลเป็นมูลค่ารวมกันแล้วกว่า 1 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ โดยกองทุนขนาดใหญ่ที่ถอนทุนออกไปเหล่านี้ มีทั้งกองทุนบำนาญและกองทุนประกันภัย กองทุนของคริสตจักรและมหาวิทยาลัยต่างๆ โดยเม็ดเงินเหล่านี้จะไหลไปลงทุนในธุรกิจพลังงานทางเลือกและพลังงานสะอาดแทน

กลุ่มผู้สนับสนุนการถอนเงินลงทุนในธุรกิจเชื้อเพลิงฟอสซิล กล่าวว่า เป็นเรื่องยากที่เชื้อเพลิงฟอสซิลจะเผาไหม้โดยไม่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และเชื่อว่าถ้ารัฐบาลและกองทุนขนาดใหญ่ยังเป็นผู้ถือหุ้นอยู่ จะไม่เกิดการชักจูงให้บริษัทฟอสซิลเปลี่ยนแปลงตัวเอง คิดค้นนวัตกรรมด้านพลังงานใหม่เพื่อแก้ไขปัญหาสภาวะโลกร้อน

เอมอนน์ มีฮัน ผู้อำนวยการกองทุนการกุศลนานาชาติ Trócaire ซึ่งสนับสนุนการผ่านกฏหมายของไอร์แลนด์ เชื่อว่า สภาไอร์แลนด์ได้ส่งสัญญาณที่ทรงพลังไปยังชุมชนนานาชาติถึงความจำเป็นที่จะต้องเร่งให้พลังงานฟอสซิลหมดไป

“ก่อนหน้านี้ไอร์แลนด์ถูกจัดอันดับว่าเป็นประเทศที่แย่ที่สุดเป็นอันดับที่สองในยุโรป รองจากโปแลนด์ ในการแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงทางภูมิอากาศของโลก ดังนั้นการผ่านกฎหมายนี้จึงเป็นข่าวดี” นายมีฮัน กล่าว

เช่นเดียวกับ แกร์รี่ ลิสตัน จากองค์กร Global Legal Action Network เรียกร้องว่า รัฐบาลจะไม่สามารถปฏิบัติตามข้อตกลงปารีสว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศได้ ถ้าพวกเขายังคงสนับสนุนทางการเงินแก่อุตสาหกรรมเชื้อเพลิงฟอสซิล หลายประเทศทั่วโลกจึงควรเดินตามรอยไอร์แลนด์อย่างเร่งด่วน

ที่มา:
https://www.nytimes.com/2018/07/12/climate/ireland-fossil-fuels-divestment.html
https://www.commondreams.org/news/2018/07/12/global-climate-movement-celebrates-ireland-set-become-first-country-fully-divest
https://www.theguardian.com/environment/2018/jul/12/ireland-becomes-worlds-first-country-to-divest-from-fossil-fuels

- Advertisement -