Circular Economy บทบาทน่าท้าทาย…ช่วยลดปริมาณ ‘พลาสติก’ โลก?

มีการประเมินว่าในปี ค.ศ. 2030 ความต้องการใช้ทรัพยากรของโลกจะสูงถึง 300% ของปริมาณทรัพยากรที่มีอยู่ และจะสูงขึ้นอีกถึง 400% ในปี ค.ศ. 2050

เมื่ออัตราการใช้ทรัพยากรของเรามีมากกว่าที่โลกจะผลิตได้ ทางเลือกจึงมีสองทาง ทางแรกคือหาทรัพยากรเพิ่ม โดยการแสวงหาโลกใบใหม่ให้ได้อีก 4 ใบ ภายใน 30 ปีข้างหน้า

หากมองว่านั่นเป็นไปไม่ได้ แปลว่าทางเลือกเดียวที่เหลืออยู่ตอนนี้ คือลดความต้องการใช้ทรัพยากรลง หรืออย่างน้อยก็นำทรัพยากรที่ใช้ไปแล้วกลับมาใช้ใหม่

นั่นเป็นจุดที่ “Circular Economy” หรือ “แนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน” กำลังจะต้องก้าวเข้ามามีบทบาทในระบบอุตสาหกรรมและภาคการผลิตนับจากนี้

เดิมทีตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน เราอยู่ในระบบที่เรียกว่า “Linear Economy” หรือ “แนวคิดเศรษฐกิจเส้นตรง” ซึ่งให้ความสำคัญกับการเพิ่มกำไรของระบบเศรษฐกิจให้มากที่สุด โดยทรัพยากรที่นำมาใช้เพื่อผลิตและส่งมอบให้ผู้บริโภค เมื่อสิ้นอายุขัยก็จะถูกปล่อยทิ้งไป ไม่ได้นำมาหมุนเวียนใช้เป็นวัตถุดิบอีก

แต่ Circular Economy จะให้ความสำคัญกับการใช้ทรัพยากรอย่างเกิดประโยชน์สูงสุด เพิ่มประสิทธิภาพการจัดการของเสีย วัตถุดิบ และพลังงาน ให้ถูกนำกลับไปเป็นทรัพยากรที่หมุนเวียนอยู่ในระบบด้วยกระบวนการที่เหมาะสม โดยผลิตใหม่ (Re-process) ออกแบบใหม่ (Re-design) สร้างคุณค่าใหม่ (Added value) หรือสร้างนวัตกรรม (Innovation)

ท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนผ่านที่ภาคธุรกิจต่างจะต้องปรับตัวเข้าสู่ระบบใหม่ งานสัมมนาวิชาการว่าด้วยการพัฒนาอย่างยั่งยืน “SD Symposium 2018” ครั้งที่ 5 จัดโดยเอสซีจี ในหัวข้อ “Circular Economy: The future we create” ได้จุดประกายผลกระทบที่โลกกำลังเผชิญ ชี้ให้เห็นความสำคัญของแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน สนับสนุนให้เกิดการเปลี่ยนพฤติกรรมการผลิตและบริโภค

“พลาสติก” นับเป็นหนึ่งในประเด็นหลักที่ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดถึงโดยบ่อยครั้ง นั่นเพราะเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนสำคัญ และวัตถุดิบพื้นฐานในอุตสาหกรรมอีกนับไม่ถ้วน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “พลาสติกใช้ครั้งเดียวทิ้ง” หรือ “single-use plastic” ซึ่งนับเป็นสิ่งที่อยู่ตรงข้ามกับหลักการ Circular Economy อย่างสิ้นเชิง

ไม่น่าแปลก เพราะในภาพรวมทั่วโลกกว่า 90% ของพลาสติกที่หมุนเวียนในการบริโภคได้หายไป

ปีเตอร์ เบกเคอร์ ประธานกรรมการและประธานคณะผู้บริหาร สภาธุรกิจโลกเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน (WBCSD) ระบุว่า ปัจจัยสำคัญสำหรับธุรกิจที่จะเดินบนเส้นทางของเศรษฐกิจหมุนเวียน ซึ่งควรนำมาพิจารณา ได้แก่ สินค้าจะมีอายุยาวนานได้อย่างไร จะนำทรัพยากรมาหมุนเวียนใช้ได้อย่างไร หรือทำอย่างไรให้เกิด Circular supplies

เขาระบุว่า แม้ทั่วโลกมีความพยายามหลายอย่างที่จะทำให้เกิดการเลิกใช้พลาสติก แต่ความจริงแล้วพลาสติกเป็นวัสดุที่มีคุณสมบัติที่ดี จึงควรเปลี่ยนวิธีให้สามารถใช้ได้มากกว่าครั้งเดียวจะดีกว่า ซึ่งขณะนี้นโยบายของโลกก็กำลังถูกเขียนขึ้นและจะนำมาใช้ในเร็ววันนี้ แต่หลายธุรกิจก็ได้เริ่มดำเนินการเพื่อแก้ปัญหาพลาสติกกันไปแล้ว

ตัวอย่างหนึ่งถูกฉายภาพผ่าน รุ่งโรจน์ รังสิโยภาส กรรมการผู้จัดการใหญ่ เอสซีจี ซึ่งระบุว่า การนำแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียนมาประยุกต์ใช้ในเอสซีจี มีการขับเคลื่อนผ่านกลยุทธ์หลัก เช่น ลดการผลิตและการขาย single-use plastic ของเอสซีจี จาก 46% เหลือ 23% ในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา ขณะเดียวกันยังพัฒนานวัตกรรมเม็ดพลาสติกพอลิเอทิลีนจากเทคโนโลยีใหม่ ที่สามารถนำพลาสติกรีไซเคิลมาผสมได้เพิ่มขึ้นถึง 2 เท่า

นอกจากนี้ ยังมีในส่วนการเพิ่มความสามารถในการหมุนเวียนสินค้าที่ใช้งานแล้วกลับมาใช้ใหม่ เช่น การพัฒนา CIERRATM ซึ่งเป็นวัตถุดิบที่ช่วยปรับคุณสมบัติพลาสติก ให้สามารถใช้พลาสติกเพียงชนิดเดียว (Single Material) แต่ให้คุณสมบัติที่หลากหลายกับบรรจุภัณฑ์ แทนการใช้วัสดุหลายชนิด (Multi Material) ซึ่งยากต่อการนำไปรีไซเคิล

ตัวอย่างถัดมาคือโครงการ “ความร่วมมือทางด้านเทคโนโลยีสำหรับถนนจากพลาสติกรีไซเคิล” ซึ่งกลุ่มบริษัท ดาว ประเทศไทย และเอสซีจี จะร่วมมือกันเพื่อเปลี่ยนขยะพลาสติกให้เป็นส่วนประกอบในการทำถนนยางมะตอย ซึ่งนอกจากจะช่วยลดปัญหาขยะพลาสติกแล้ว คุณสมบัติของพลาสติกยังจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของถนน พร้อมลดการเกิดก๊าซเรือนกระจกจากการทำถนนได้อีกด้วย

เจฟ วูสเตอร์ ผู้อำนวยการด้านความยั่งยืน ดาว เคมิคอล เล่าว่า ก่อนหน้านี้ ดาว ได้ร่วมกับประเทศอินเดียและอินโดนีเซีย จัดทำโครงการนำพลาสติกรีไซเคิลมาใช้ทำถนนยางมะตอย โดยในอินเดียได้ใช้ขยะพลาสติกจำนวนกว่า 100 ตัน สร้างถนนยางมะตอยจากพลาสติกรีไซเคิลรวมความยาว 40 กิโลเมตร ในเมืองบังคาลอร์ และเมืองปูเณ่

ขณะที่อินโดนีเซียได้เริ่มสร้างถนนจากพลาสติกรีไซเคิลในเมืองเดป๊อคความยาวกว่า 2 กิโลเมตร ครอบคลุมพื้นที่ 9,781 ตารางเมตร จากขยะพลาสติกจำนวนกว่า 3.5 ตัน ซึ่งนับเป็นการเพิ่มมูลค่าให้แก่พลาสติกที่จะถูกนำไปฝังกลบและลดการเล็ดลอดออกสู่ทะเล

อีกหนึ่งมุมมองจาก เคส พิเทอร์ ราเดอ (Kees Pieter Rade) เอกอัครราชทูตราชอาณาจักรเนเธอร์แลนด์ประจำประเทศไทย ระบุว่า การเปลี่ยนรูปแบบจากเศรษฐกิจเส้นตรงให้กลายเป็นเศรษฐกิจหมุนเวียน “ของเหลือใช้” คือวัตถุตั้งต้นคุณภาพเยี่ยมที่เราไม่ควรมองข้าม ซึ่งรัฐบาลเนเธอร์แลนด์เองได้มีการใช้โปรแกรมมากมายที่จะทำให้ระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนเกิดขึ้นได้จริง

ทั้งนี้ เนเธอร์แลนด์ได้ตั้งเป้าหมายระยะยาวในการลดปริมาณวัตถุดิบบริสุทธิ์ให้ได้ 50% ในปี ค.ศ. 2030 และนำวัตถุดิบกลับมาใช้ทั้งหมดในปี ค.ศ. 2050 โดยปัจจัยหลักที่จะผลักดันให้เกิดขึ้นได้ คือ การออกแบบสินค้าอย่างฉลาด เพิ่มอายุการใช้งานที่ยืนยาว และสินค้าที่ใช้งานแล้วต้องนำกลับมาใช้ได้อีก หรือต้องสามารถรีไซเคิลได้

“มีการคาดการณ์ว่าภายในปี ค.ศ. 2023 เศรษฐกิจหมุนเวียนในเนเธอร์แลนด์ จะสร้างตลาดที่มีมูลค่ามากกว่า 7,300 ล้านดอลล่าร์ และสร้างงานกว่า 54,000 ตำแหน่ง ผู้คนจะเริ่มตั้งราคาสินค้าเป็น true price คือสินค้าและบริการต้องคิดราคาต้นทุนที่แท้จริง และต้องคิดต้นทุนของการใช้ทรัพยากรธรรมชาติ ที่ Circular Economy สามารถระบุต้นทุนแฝงเหล่านี้ได้” เอกอัครราชทูตดัชต์ กล่าว

อย่างไรก็ตาม เขาเชื่อว่าบทบาทของภาครัฐเองก็สำคัญ โดยต้องบังคับใช้กฎกติกาให้จริงจัง และต้องมีสิทธิประโยชน์ทางภาษีให้กับภาคเอกชน เพื่อจูงใจให้ทุกคนก้าวเข้ามาอยู่ในระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน รวมทั้งส่งเสริมให้มีนวัตกรรมในการผลิต และสุดท้ายต้องมีความร่วมมือกันในระดับนานาชาติ ต้องอาศัยบทบาทของทุกคนร่วมมือกันทำ

สำหรับประเทศไทย สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจ เห็นว่า แม้เรื่อง Circular Economy จะไม่ใช่แนวคิดใหม่ เพราะได้ใช้มาแล้วในบางประเทศ แต่ยังมีเหตุผลหลายอย่างที่ทำให้เป็นข้อจำกัด ประการแรก คือการสร้างความตระหนักรู้ เพราะคนส่วนใหญ่ไม่คิดว่าสิ่งนี้เป็นสิ่งสำคัญและเป็นไปได้ ประการถัดมาคือหลายประเทศยังคงดิ้นรนให้พลเมืองมีอันจะกิน ให้คนอยู่รอดได้ เมื่อการเติบโตทางเศรษฐกิจเป็นเป้าหมายสำคัญ เรื่องอื่นก็เป็นรองไป และประเทศไทยเองก็เป็นหนึ่งในนั้น

“ประเทศไทยต้องยอมรับว่าเราเป็นหนึ่งในประเทศที่ช้าในเรื่องนี้ จนเราเห็นปลาวาฬเกยตื้นตายและพบพลาสติกเต็มไปหมด ถ้าไม่เห็นกับตาก็คงไม่เชื่อ แต่เห็นแล้วจะมีอะไรเกิดขึ้นนั่นคือสิ่งสำคัญ ประเทศเราดิ้นรนมาตลอด 20 ปี ตั้งแต่วิกฤตต้มยำกุ้งที่ผ่านมา ไม่มีใครมีเวลาไปคิดเรื่อง circular economy แต่วันนี้เราดีขึ้นแล้ว จึงเป็นจังหวะที่ดีที่จะได้คิดอะไรไปข้างหน้า” เขา ระบุ