ตั้งแต่ช่วงสายของวันที่ 6 ก.ค.จนถึง 8 ก.ค. ที่ผ่านมา กรมอุตุนิยมวิทยาและรัฐบาลญี่ปุ่น ได้ประกาศเรื่องพายุฝนที่จะทำให้เกิดน้ำท่วมและดินสไลด์ในพื้นที่ 11 เมือง บริเวณตะวันตกของประเทศ

รายงานล่าสุด เมื่อวันที่ 11 ก.ค. พบผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ดังกล่าวแล้วอย่างน้อย 170 คน ผู้สูญหายกว่า 90 คน และมีประชาชนอีกกว่า 1,000 คน ยังคงติดอยู่บนหลังคาเพราะเส้นทางอพยพถูกตัดขาด การอพยพผู้คนออกมาต้องใช้เฮลิคอปเตอร์และเรือ

นอกจากนี้ ยังพบปัญหาใหม่คือ ประชาชนที่อยู่ในศูนย์อพยพเป็นโรคลมร้อนและอาหารเป็นพิษเนื่องจากอากาศที่ร้อนขึ้นอย่างต่อเนื่อง 30-35 องศาเซลเซียสทั่วประเทศ ซึ่งกรมอุตุนิยมวิทยาคาดว่าอุณหภูมิในประเทศจะสูงระดับนี้ไปอีกอย่างน้อย 7 วัน

อย่างไรก็ตาม ในหลายพื้นที่ เช่น ฮิโรชิมา สถานการณ์กลับสู่สภาวะปกติเนื่องจากไม่มีฝนตกซ้ำลงมาต่อเนื่อง ทำให้หลายพื้นที่เริ่มเข้าสู่กระบวนฟื้นฟู เช่น การจัดการบ้านเรือนที่เสียหาย การตามหาผู้สูญหาย การจัดการผู้คนในพื้นที่อพยพ ประเมินวงเงินประกันที่ผู้ประสบภัยจะได้รับจากบริษัทเอกชนและรัฐ ขณะที่หลายโรงเรียนยังต้องปิดเพราะถูกทำลายจากพายุ

ความรุนแรงและความเสียหายต่อภัยพิบัตินี้ ถูกระบุว่าเป็นภัยพิบัติใหญ่ที่สุดในรอบ 10 ปี ทั้งเป็นครั้งที่มีคำแนะนำเรื่องการให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ประสบอุทกภัยมากที่สุดตั้งแต่ระบบเตือนภัยถูกติดตั้งเมื่อ 5 ปีก่อน โดยขณะนี้ยังไม่มีหน่วยงานใดออกมาประเมินความเสียหายทางธุรกิจ แต่คาดว่ากระบวนการบูรณะจะใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 1 ปี

ทั้งหมดนี้นำไปสู่การวิเคราะห์และตั้งคำถามจากรายงานข่าวในประเทศจำนวนหนึ่ง ว่าเหตุใดญี่ปุ่นที่ได้ชื่อว่าเป็นประเทศที่ตั้งรับกับภัยพิบัติทางธรรมชาติดีที่สุดแห่งหนึ่งของโลก แต่เหตุการณ์นี้กลับสร้างความเสียหาย และมีผู้เสียชีวิตมากกว่า 170 คน

การเตือนภัยที่ล่าช้า?

วิเคราะห์ข่าวจาก Japantimes* ระบุว่า การที่อุทกภัยครั้งนี้รุนแรงจนมีผู้เสียชีวิตและสูญหายจำนวนมากเกิดขึ้นจากหลายสาเหตุ ตั้งแต่พายุไต้ฝุ่นที่รุนแรงและมีฝนตกลงมาต่อเนื่องตั้งแต่วันที่ 6-8 ก.ค. โครงสร้างบ้านเรือนในพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นไม้และตั้งอยู่บริเวณภูเขา ซึ่งเสี่ยงต่อการทรุดตัวเพราะดินสไลด์และน้ำท่วมเป็นทุนเดิม

แต่สิ่งที่ Japantimes รวมถึงบทวิเคราะห์ใน NHK World-Japan เรื่อง Emergency Response Questioned in Western Japan’s Rain Disaster (คำถามต่อการรับมือภัยพิบัติน้ำท่วมในภาคตะวันตกของประเทศ) มองตรงกันคือประเด็นเรื่อง ‘การเตือนภัยที่ล่าช้า’ โดยแบ่งเป็น 2 กรณีใหญ่ตามพื้นที่เสียหายและมีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก นั่นคือเขตเมืองคุระชิกิ ในโอคายามา และ เอฮิเมะ

คุระชิกิ – ประกาศอพยพขณะที่น้ำเอ่อล้ำแม่น้ำแล้ว

วันที่ 6 ก.ค. เวลา 23.45 น. (11:45pm) ทันทีที่มีการยืนยันว่าน้ำในแม่น้ำ Oda เอ่อล้น เป็นเหตุให้เขื่อนเก็บน้ำในบริเวณใกล้เคียงใกล้พังทลาย เมืองคุระชิกิ (Kurashiki) ในโอคายามา (Okayama) มีประกาศให้ผู้ที่อาศัยทางตอนใต้ของแม่น้ำ Oda อพยพทันที ขณะที่พื้นที่ทางตอนเหนือของแม่น้ำ Oda ยังถูกประกาศว่าเป็นพื้นที่ปลอดภัย แต่เพียงสองชั่วโมงต่อมา พื้นที่ทางตอนเหนือของแม่น้ำถูกประกาศให้อพยพเช่นกัน

แม้ประกาศอพยพจะห่างกันเพียง 2 ชั่วโมง และเจ้าหน้าที่อธิบายว่าเป็นการประเมินตามสถานการณ์ แต่ผู้เชี่ยวชาญด้านภัยพิบัติ (ไม่ระบุนาม) อธิบายว่าการประกาศให้ผู้คนอพยพ ‘ภายหลัง’ หรือ ‘ในขณะที่’ น้ำในเขื่อนเอ่อล้นแล้ว เป็นเรื่องไม่สมจริง ซึ่งเพียงประเมินว่าเขื่อนจะแตก เห็นน้ำเอ่อล้น การเคลื่อนย้ายประชาชนก็เป็นไปได้ยากแล้ว

เอฮิเมะ – เกิดดินสไลด์และน้ำท่วมก่อนประกาศเป็นพื้นที่เสี่ยงภัย

วันที่ 7 ก.ค. มีคำเตือนในพื้นที่ 3 ครั้งว่าขณะนั้นวัดปริมาณน้ำฝนในได้ 100 มิลลิเมตร ในเมืองอุวาจิมะ (Uwajima) และเมืองเซโย (Seiyo) ขณะที่น้ำในแม่น้ำฮิจิ (Hiji) ซึ่งพาดผ่านเมืองโอซุ (Ozu) ก็ปริ่มเกือบเต็มเขื่อนแล้ว แต่ประกาศระวังภัยอย่างเป็นทางการถูกประกาศในวันที่ 8 ก.ค. เวลา 5.50 น. ซึ่งขณะนั้นมีผู้เสียชีวิตจากอุทกภัยดังกล่าวแล้วจำนวน 18 ราย

มหันตภัยครั้งนี้จุดประกายคำถามต่อหน่วยงานรัฐ เรื่องการประกาศเตือนภัย รวมทั้งการปฏิบัติตามของผู้คนหลังประกาศ ที่จะต้องถูกตรวจสอบทั้งหมด

อย่างไรก็ตาม การบริหารจัดการต่อภัยพิบัติยังคงดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่กองกำลังป้องกันตัวเองญี่ปุ่น (Self-Defense Forces) หน่วยดับเพลิงและการจัดการภัยพิบัติ (Fire and Disaster Management Agency) การทำงานทางข้อมูลของกรมอุตุนิยมวิทยา รวมถึงงานภาคเอกชนต่างๆ เช่น บริษัทประกันยักษ์ใหญ่ในประเทศ ที่กำลังเร่งหารือเพื่อรับมือกับสถานการณ์ดังกล่าว โดยเบื้องต้นจะเลื่อนการชำระหนี้ เช่น ค่าประกันอัคคีภัย ไฟไหม้ หรือบริการต่างๆ จากบริษัทไปจนถึงเดือนมกราคมปีหน้า

ขณะที่นายกรัฐมนตรี ชินโซ อาเบะ มีคำสั่งในวันที่ 9 ก.ค. ยกเลิกการเดินทางไปยุโรปและตะวันออกกลาง โดยจะประจำการในประเทศ พร้อมลงพื้นที่ประสบภัยอย่างช้าที่สุดในที่ 12 ก.ค. นี้ อีกทั้งมีคำสั่งเพิ่มกำลังเจ้าหน้าที่ (personal helping) เป็น 73,000 คน และขอให้ “ใช้ความพยายามอย่างสูงที่สุดเพื่อช่วยผู้ประสบภัย” (putting in utmost efforts to save lives.)

รายงานล่าสุดจนถึงวันที่ 11 ก.ค. ทั้งใน Japantimes และ NHK World-Japan หรือที่อื่นๆ ยังคงรายงานตัวเลขผู้เสียชีวิต, การอพยพผู้คนที่ยังติดอยู่ในพื้นที่ภัยพิบัติ, การนำส่งผู้บาดเจ็บระหว่างเมืองเนื่องจากโรงพยาบาลในพื้นที่ปลอดภัยถูกน้ำท่วม รวมถึงเรื่องโรคลมร้อนและอาหารเป็นพิษในพื้นที่อพยพทั้ง 15 จังหวัด ยังคงเป็นไปอย่างต่อเนื่อง

***อัพเดทสถานการณ์***

รายงานล่าสุดเมื่อวันที่ 12 ก.ค. ระบุว่าผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์น้ำท่วมทางตะวันตกของประเทศญี่ปุ่น ขึ้นไปอยู่ที่ 200 ราย และมีผู้สูญหายอยู่ที่ราว 60 คน

ขณะเดียวกันมีคำยืนยันจากกระทรวงคมนาคมว่า บริษัทการทางรถไฟญี่ปุ่นตะวันตก (West Japan Railway Co.) และบริษัทร่วมที่ดูแลทางรถไฟกว่า 27 เส้นทาง ระบุว่ามีทางรถไฟกว่า 100 แห่งถูกตัดขาด ในจำนวนนั้นกว่า 60 แห่งถูกตัดขาดเพราะดินสไลด์ ทำให้การให้บริการจะติดขัด ตั้งแต่การให้บริการปกติ ไปจนถึงการลำเลียงสินค้าเข้าไปในเขตพื้นที่ประสบภัยและพื้นที่อื่นๆ ทางตะวันของประเทศ ซึ่งเป็นไปได้อย่างยากลำบาก

ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่กว่า 70,000 คน และอาสาสมัครจำนวนหนึ่ง กำลังเร่งเข้าช่วยเหลือและค้นหาผู้สูญหายในพื้นที่ประสบภัย โดยเฉพาะพื้นที่เสียหายหนักคือฮิโรชิมะ โอกายามะ และเอฮิมะ

“ตั้งแต่ความช่วยเหลือและเสบียงถูกส่งตรงมาจากหลายพื้นที่ เราก็กำลังเร่งขนถ่ายเสบียงเหล่านั้นในพื้นที่ประสบภัย” เจ้าหน้าที่ระบุ

อย่างไรก็ตาม นอกจากปัญหาเรื่องเส้นทางการเข้าสู่พื้นที่ประสบภัยถูกตัดขาด ปัญหาเรื่องอากาศร้อนตั้งแต่ 30-35 องศาเซลเซียส ยังคงเป็นที่กังวลว่าผู้ที่อยู่ในพื้นที่อพยพจะเป็นโรคลมแดด และอาหารในพื้นที่อาจปนเปื้อนและเสียจากอากาศร้อน

https://www.japantimes.co.jp/news/2018/07/12/national/death-toll-climbs-200-torrential-rains-pound-western-japan

อ้างอิง
* https://bit.ly/2uaVlBb
** https://bit.ly/2zuWZCY
https://bit.ly/2NHtT69
https://bit.ly/2um0NjV
https://bit.ly/2KRkQCc

- Advertisement -