ปัจจุบันการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากภาคเกษตรกรรมคิดเป็น 24% ของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั่วโลก โดยมีการปล่อยจากการทำปศุสัตว์ (รวมถึงการเปลี่ยนแปลงการใช้ที่ดิน) เป็น 14% เทียบเท่ากับการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากภาคคมนาคมขนส่งทั้งภาค

การปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการทำปศุสัตว์ซึ่งมากพอๆ กับการใช้รถยนต์ รถบรรทุก เครื่องบิน รถไฟ เรือ รวมกัน จึงเป็นสาเหตุสำคัญของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หนึ่งในตัวการทำให้เกิดภาวะโลกร้อน

มีรายงานว่าถ้าต้องการบรรลุเป้าหมายตามข้อตกลงปารีส (Paris Agreement) ตามกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (UNFCCC) จากการประชุมภาคีสมาชิก ณ กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ที่ต้องการรักษาอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกให้ต่ำกว่า 2 องศาเซลเซียสเหนืออุณหภูมิในช่วงก่อนการพัฒนาอุตสาหกรรม และมีเป้าหมายสูงกว่านั้นคือจำกัดการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกให้ต่ำกว่า 1.5 องศาเซลเซียส ทุกภาคส่วนจำเป็นต้องลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างพร้อมเพรียงกัน

หนึ่งในนั้นคือภาคเกษตรกรรมที่มีการทำปศุสัตว์เป็นตัวการสำคัญในการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

ตามรายงาน “ลดเพื่อเพิ่ม ‘ลด’ เนื้อสัตว์และผลิตภัณฑ์นมเชิงอุตสาหกรรม ‘เพิ่ม’ สุขภาวะที่ดีของมนุษย์และโลก” ของกรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ระบุว่าช่วงปี พ.ศ.2533-2556 ค่าเฉลี่ยโดยประมาณของการบริโภค เนื้อวัว ทั่วโลกลดลง 10% ขณะที่ เนื้อแพะ และ เนื้อแกะ ค่อนข้างคงที่

ทว่าในส่วนของ เนื้อหมู กลับเพิ่มขึ้น 23% สัตว์ปีก เพิ่มขึ้น 96% นอกจากนี้นมและผลิตภัณฑ์นมยังมีอัตราส่วนเพิ่มขึ้นมากกว่า 1.8% ต่อปี ส่งผลให้อัตราการผลิตและบริโภคเนื้อสัตว์โดยเฉลี่ยเพิ่มขึ้นอย่างมาก

รายงานยังระบุอีกว่า ช่วงปี พ.ศ.2504-2552 จำนวนไก่ หมู และวัว ที่ถูกฆ่าเป็นอาหารต่อหัวเพิ่มขึ้น 3 เท่า ซึ่งถ้ายังปล่อยให้อัตราการผลิตและบริโภคเนื้อสัตว์เป็นเช่นนี้ต่อไป ในปี พ.ศ.2561 หรือปีนี้ น่าจะมีสัตว์ประมาณ 76,000 ล้านตัว ถูกฆ่าเพื่อตอบสนองการบริโภคเนื้อสัตว์และผลิตภัณฑ์นมของมนุษย์ คิดเป็นปริมาณมากกว่าจำนวนประชากรโลกที่มีอยู่ราว 7,600 ล้านคน ถึง 10 เท่า

อย่างไรก็ตาม หากเรายังคงเพิกเฉยต่อไป เมื่อถึงปี พ.ศ.2593 (หรือ ค.ศ.2050) ก๊าซเรือนกระจกที่ปล่อยจากระบบอาหาร รวมถึงการเปลี่ยนแปลงการใช้ที่ดิน ซึ่งมีการทำปศุสัตว์เป็นส่วนสำคัญ จะสูงถึง 20,200 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (CO²e) ต่อปี หรือเป็น 52% ของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากทุกภาคส่วน

“ลองจินตนาการถึงรถเมล์คันหนึ่ง ถ้าเรากำหนดเป้าหมายให้อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกเพิ่มขึ้นได้เพียง 1.5 องศาเซลเซียสในปี พ.ศ.2593 รถเมล์คันนี้จะมีที่นั่งว่างสำหรับก๊าซเรือนกระจก 20 ที่นั่ง ถ้าเรายังคงปล่อยให้อัตราการบริโภคเนื้อสัตว์เพิ่มขึ้น, 11 ที่นั่งจะตกเป็นของระบบอาหาร เหลืออีกเพียง 9 ที่นั่งไว้ให้ภาคส่วนอื่นๆ ที่มีความสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจ เช่น ภาคพลังงาน ภาคอุตสาหกรรม ภาคคมนาคมขนส่ง และภาคอื่นๆ รถเมล์คันนี้จะต้องบรรทุกผู้โดยสารแน่นจนล้น ไม่มีที่นั่งว่าง ซึ่งอาจก่อให้เกิดอันตรายในการเดินทาง” วัชรพล แดงสุภา ผู้ประสานงานด้านอาหารและเกษตรกรรมเชิงนิเวศ กรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อธิบายให้เห็นภาพ

เมื่อเล็งเห็นความเชื่อมโยงของการทำปศุสัตว์กับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ กรีนพีชจึงมีข้อเสนอให้หาทางจัดการระบบอาหาร วิสัยทัศน์ของกรีนพีซคือรณรงค์ให้ลดการผลิตและบริโภคเนื้อสัตว์ และผลิตภัณฑ์นมเชิงอุตสาหกรรมทั้งโลกลง 50% ในปี พ.ศ.2593 ซึ่งจะมีผลทำให้การปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากภาคเกษตรกรรมลดลงถึง 64%
เมื่อเทียบกับสถานการณ์ปกติที่เราไม่เข้าไปปรับแต่งอะไร ข้อเสนอนี้จะสร้างสภาพการณ์เชิงบวกที่เอื้อให้ภาคส่วนอื่นๆ และสังคม กำหนดขอบเขตของสภาวะโลกร้อนที่อยู่ในระดับปลอดภัยของมนุษย์ชาติ

วัชรพล ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า หากเราช่วยกันก้าวไปข้างหน้า สู่สังคมลดการกินอาหารจากเนื้อสัตว์ หันไปกินอาหารที่อุดมด้วยพืชผัก บนรถเมล์ของเราจะมีที่นั่งว่างเพิ่มขึ้นจากเดิมอีกถึง 7 ที่นั่ง แล้วเราก็จะมีโอกาสเดินทางถึงที่หมายในปี พ.ศ.2593 ได้อย่างปลอดภัย

เขาอธิบายอีกว่า การปล่อยให้มีที่นั่งบนรถเมล์ว่าง ยังเป็นหลักประกันว่ามนุษย์จะมีสุขภาพที่ดีจากการปรับเปลี่ยนอาหารการกิน รวมถึงมีโอกาสปกป้องธรรมชาติ โดยการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากระบบอาหารในตัวอย่างรถเมล์นี้ ยังไม่ได้นำการเปลี่ยนแปลงการใช้ที่ดินมาคำนวณแต่อย่างใด

เมื่อการทำปศุสัตว์เป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และมีแนวโน้มว่าจะส่งผลมากขึ้นในอนาคต คงถึงเวลาแล้วที่เราจะหันกลับมาพิจารณาพฤติกรรมการกินอาหารอย่างจริงจัง ลดกินเนื้อสัตว์ลงเสียบ้างตั้งแต่วันนี้

บางที เมื่อเราข้ามไปยังปี พ.ศ.2593 อาจจะพบว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในโลกไม่ได้เลวร้ายอย่างที่คิดก็เป็นได้

- Advertisement -