สังคมไทยแสวงหา ‘แพะ-ฮีโร่’ เชื่อ ‘ไสยศาสตร์’ ข่าวด่วนพบทีมหมูป่ายอดรับรู้พุ่ง 165 ล้าน

นักวิชาการจุฬาฯ วิเคราะห์การนำเสนอข่าว “ทีมหมูป่า” ติดในถ้ำหลวงฯ ของสื่อไทย ยอดการมีส่วนร่วมผ่านโซเชียลมีเดียทะลักเป็นปรากฎการณ์ แนะข่าวที่เร็วที่สุดไม่ได้เป็นผู้ชนะในเหตุการณ์นี้

นางพิจิตรา สึคาโมโต้ หัวหน้าภาควิชาวารสารสนเทศ คณะนิเทศศาสตร์ จุฬามหาวิทยาลัย กล่าวระหว่างเวทีจุฬาฯ เสวนาครั้งที่ 14 เรื่อง “วิเคราะห์ปรากฏการณ์ถ้ำหลวง จากหลากมิติ” ว่า จากการวิเคราะห์การนำเสนอข่าวทีมฟุตบอลเยาวชน 13 คน หรือทีมหมูป่า ติดอยู่ในถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอน อ.แม่สาย จ.เชียงราย ของสื่อในไทยระหว่างวันที่ 24 มิ.ย.- 6 ก.ค. 2561 พบข้อความการนำเสนอข่าวเกี่ยวกับทีมหมู่ป่ารวม 559,810 ข้อความ

ทั้งนี้ มี Engagement (การมีส่วนร่วมหรือรับรู้) รวม 165 ล้านเอ็นเกจเมนท์ มีกระแสสูงสุดเมื่อวันที่ 2-3 ก.ค. คือวันที่ค้นพบทีมหมูป่าทั้ง 13 คน และทวิตเตอร์ มีจำนวนข้อมูลสูงสุด 266,875 ข้อความ โดยวันที่ 3 ก.ค. เป็นวันที่มีเอ็นเกจเมนท์สูงสุดถึง 23 ล้านเอ็นเกจเมนท์ ตามด้วยเฟสบุ๊ค จำนวน 181,299 ข้อความ ส่วนเว็บข่าวมีข้อมูล 7,800 ข้อความ โดยข่าวที่ได้การแชร์ในเฟสบุ๊คมากที่สุด คือ การเสียสละของโค้ช ข่าวพระครูบาบุญชุ่ม เด็กเขียนพื้นที่ละเอียด ฝรั่งที่เข้าไปช่วยชีวิต การพบตัวเด็ก และข่าวดีคนไทยมีน้ำใจ

“อีกด้านหนึ่งสื่อต่างประเทศได้หยิบยกไปนำเสนอตามรูปแบบวัฒนธรรมของการเสพข่าวในประเทศของตน ซึ่งนำมาถูกเปรียบเทียบระหว่างการทำข่าวของนักข่าวไทยที่มุ่งเน้นไปด้านการแสวงหาแพะ, ฮีโร่ และเรื่องทางไสยศาสตร์ สิ่งศักดิ์สิทธิ์เหนือธรรมชาติต่างๆ ซึ่งแตกต่างกับนักข่าวต่างประเทศที่ไม่เน้นการทำข่าวร้อน เน้นเป็นการเล่าเรื่องและคลี่คลายสถานการณ์และเก็บข้อมูลครบถ้วน เพื่อสร้างความเข้าใจให้กับคนในประเทศเขาได้ครบถ้วนมากขึ้น

“ตอนนี้อยู่ในช่วงที่ต้องให้กำลังใจซึ่งกันและกัน รวมถึงพิบัติภัยในครั้งนี้ หลายประเทศต่างให้ความสนใจและได้ให้กำลังใจเจ้าหน้าที่มาอย่างล้นหลาม หากพูดในฐานะสื่อ คิดว่าอยากให้ดูสื่อญี่ปุ่นเป็นตัวอย่าง ประชาชนล้วนแต่อยากได้ข่าวที่ครบและเข้าใจง่าย เพราะฉะนั้นเรื่องนี้อยากบอกว่า ข่าวที่เร็วที่สุดไม่ได้เป็นผู้ชนะในเหตุการณ์นี้ การนำเสนอข่าวของสื่อไทย ไม่จำเป็นต้องด่วน และเร็วที่สุด” ผศ.พิจิตรา กล่าว

ผศ.พิจิตรา กล่าวย้ำว่า สังคมเป็นอย่างไรสื่อเป็นอย่างนั้น และสื่อเป็นอย่างไรสังคมเป็นอย่างนั้น โดยจากการวิเคราะห์การนำเสนอข่าวของสื่อไทยสะท้อนให้เห็นว่าสังคมไทยแสวงหาฮีโร่ การหาแพะ หรือการหาคนผิดและมีความเชื่อเรื่องไสยศาสตร์ ส่วนตัวจึงมีคำถามว่า สื่อจะเป็นกระจกที่สะท้อนสังคม หรือเป็นตะเกียงที่ส่องทางให้แก่สังคม ทั้งที่ในช่วงวิกฤตสื่อต้องทำหน้าที่ในการสร้างความเข้าใจแก่สังคม ไม่ใช่เป็นเพียงการเล่าเรื่อง

ด้าน นายเจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ อาจารย์คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า จากเหตุการณ์ทีมฟุตบอลเยาวชนหมูป่า อะคาเดมี ติดอยู่ในถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอน สามารถถอดบทเรียนได้ 4 เรื่องสำคัญ คือ 1.เรื่องความเชื่อของสังคมไทย โดยเฉพาะในเรื่องไสยศาสตร์ ซึ่งถ้าไสยศาสตร์ หรือร่างทรงมาให้กำลังใจก็จะทำให้ทุกคนรู้สึกดี แต่ในความจริงร่างทรงเข้ามาในพื้นที่และมาพูดจาว่าเด็กแย่ก็จะเกิดผลเสีย

2.การเข้าใจเรื่องเทคโนโลยี ขณะนี้ทุกคนนำเสนอข่าวโดยรอเทคโนโลยีมาแก้ปัญหา และก่อนที่จะนำเสนอข่าวต้องมีความเข้าใจที่ถูกต้องและชัดเจน ไม่อย่างนั้นจะเกิดผลกระทบ เช่น มีการนำเสนอข่าว ดาวเทียมบนฟ้าที่ช่วยค้นหาเด็กในพื้นที่ลึกๆ ได้ ซึ่งในความเป็นจริงไม่มีเทคโนโลยีนี้ โดยเทคโนโลยีที่ดี น่าเชื่อถือ และสำคัญมากที่สุด คือเทคโนโลยีพญานาค หรือเครื่องสูบน้ำ อย่าคาดหวังกับเทคโนโลยีไฮเทค ควรวางแผนในสิ่งที่มีอยู่และใช้ให้เกิดประโยชน์มากที่สุด

3.การให้ข้อมูลในการช่วยเหลือเด็ก ซึ่งสื่อไทยควรจะต้องนำเสนอในเรื่องการช่วยเหลือเด็กที่ถูกต้อง เพราะหลังจากที่ทุกคนรู้ว่าพบเด็กก็พร้อมที่จะส่งอาหารไปให้ ทั้งที่ร่างกายของคนเรา หากขาดสารอาหาร 4-5 วัน การจะให้อาหารปกติ ไม่สามารถรับประทานได้ เพราะอาจจะทำให้เสียชีวิต

ประการที่ 4.การให้ข้อมูลในการเข้าถ้ำ ซึ่งขณะนี้มีการแชร์ป้ายหน้าถ้ำ มีการกำหนดชัดเจนว่าห้ามเข้า แต่เด็กกลับไปเข้าไปจนทำให้หลายคนกล่าวว่าเด็กจะเข้าไปทำไมทั้งที่มีป้ายห้ามเข้า แต่ในความเป็นจริง ป้ายดังกล่าวที่แชร์กันในโซเซียล เป็นป้ายใหม่ที่ทำขึ้นหลังจากเกิดเหตุการณ์ โดยป้ายเดิมนั้นเล็ก และมีการห้ามเข้าเดือน ก.ค.-พ.ย. ซึ่งช่วงที่เด็กเข้าไปก่อนที่ห้ามเข้า ดังนั้นเด็กกลุ่มนี้เป็นนักท่องเที่ยวผู้ประสบภัย ไม่ใช่เป็นเด็กที่เขาห้ามแล้วยังเข้าไปอีก ดังนั้นข้อมูลที่นำมาแจ้งเป็นข้อมูลเก่าที่ไม่เคยศึกษาถึงสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไป

ขณะที่ ผศ.ดร.สมบัติ อยู่เมือง ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยภูมิสารนสนเทศเพื่อประเทศไทย ภาควิชาธรณีวิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาฯ กล่ววว่า กล่าวว่า แนวทางการบริหารจัดการธรณีพิบัติภัยจากกรณีศึกษา ถ้ำขุนหลวง-ขุนน้ำนางนอน จำเป็นต้องคำนึงปัจจัยหลัก 3 ประการ คือ 1.องค์ความรู้ของสาเหตุของการเกิดพิบัติภัยธรรมชาติ 2.หลักการและแนวทางในการสร้างระบบเฝ้าระวังและเตือนภัย 3.การกำหนดมาตราการที่เหมาะสมลักษณะรูปแบบและผลกระทบจากประเภทของพิบัติภัยธรรมชาติที่เกิดขึ้น

“ทางเรามีหน้าที่เพียงช่วยกันระดมความคิด และหาทางช่วยเหลือเพื่อส่งข้อมูลไปให้กับทางผู้ว่าฯ แต่สิ่งที่เราอยากแนะนำคืออยากให้หน่วยซีลที่อยู่ด้านในถ้ำช่วยเดินสำรวจถ้ำบริเวณนั้นอีกสักหน่อย เพราะเราไม่สามารถรู้ได้เลยว่าบริเวณนั้นอาจจะมีพื้นที่กว้างกว่าที่เป็นอยู่รึเปล่า อยากให้ช่วยผ่อนคลายอารมณ์ของผู้ประสบภัยทั้ง 13 คน ให้ได้มากที่สุด หากเป็นอย่างที่คาดไว้ อยากให้ส่งลูกฟุตบอลเข้าไป เพื่อให้พวกเขาได้มีกิจกรรมทำ ซึ่งการที่ผมคิดแบบนั้น เพราะพวกเขาอาจต้องติดอยู่ในนั้นอีกเป็นเดือนก็ได้” ผศ.ดร.สมบัติ กล่าว

- Advertisement -