เชื่อมั่น ‘มติ คทช.’ รื้อปัญหาที่ดิน-คนอยู่กับป่า เดินหน้าแก้ปมถือครองที่เป็นธรรม-หยุดบุกรุก

วงเสวนามติ คทช. 2/2561 เชื่อช่วยคลี่คลายปัญหาที่ดิน-คนกับป่า เปรียบจิ๊กซอในระบบ จับตาดูรายละเอียดมาตรการ ตัวชี้วัดสำเร็จหรือล้มเหลว

นายบัณฑูร เศรษฐศิโรตม์ ผู้อำนวยการสถาบันธรรมรัฐเพื่อการพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม (GSEI) เปิดเผยในเวทีเสวนา “มาตรการแก้ปัญหาหรือเสียป่าอีกครั้งหนึ่ง” จัดโดยมูลนิธิสืบนาคะเสถียร และชมรมนักข่าวสิ่งแวดล้อม เมื่อวันที่ 2 ก.ค. 2561 ว่า มติคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (คทช.) ครั้งที่ 2/2561 ซึ่งเห็นชอบพื้นที่เป้าหมาย และร่างกรอบมาตรการแก้ไขปัญหาการอยู่อาศัยและทำกินในพื้นที่ป่าไม้ (ทุกประเภท) นั้นไม่ใช่เครื่องมือเดียวที่จะตอบได้ทุกโจทย์ของปัญหาป่าในประเทศไทย แต่มีอีกหลายเครื่องมือที่ต้องสร้างขึ้นมา รายละเอียดต่อจากนี้จึงจะเป็นตัวตอบโจทย์ของคำถามว่าจะล้มเหลวหรือสำเร็จ

ทั้งนี้ มติ คทช.ดังกล่าวมองได้ 5 ประเด็นสำคัญ คือ 1.การอยู่บนฐานความคิดและตอบเป้าหมายของแต่ละมิติในด้านที่ดิน คือกระจายการถือครองอย่างเป็นธรรม ด้านป่าไม้ คือหยุดยั้งการบุกรุกป่า ฟื้นฟูป่า เพิ่มพื้นที่ป่าเศรษฐกิจ และลดความขัดแย้งที่ดินในพื้นที่ป่า ให้คนอยู่ร่วมกับป่าตามกรอบกติกาที่เป็นธรรม 2.เป็นสัญญาณการเปลี่ยนนโยบายครั้งสำคัญ จากการลองผิดลองถูก และบทเรียนในอดีต สร้างนวัตกรรมที่สามารถเปลี่ยนแปลงแนวคิดและการทำงานให้สามารถเดินได้ 3.เป็นหนึ่งในจิ๊กซอของระบบทั้งหมด ซึ่งมีหลายส่วนที่ต้องประกอบกัน 4.เครื่องมืออื่นๆ เช่น กฎหมายป่าชุมชน พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ พ.ร.บ.สิทธิชุมชน หรือเครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์ เป็นต้น 5.รายละเอียดแผนงบประมาณและการขับเคลื่อน

“ถ้าบอกว่ามีมติ คทช.แบบนี้แล้วทุกอย่างจบ ไม่ใช่ มีอีกหลายเครื่องมือต้องสร้างขึ้นมา หากเปรียบเทียบ คทช.เป็นจิ๊กซอ มีการวางโครงสร้างเพื่อบอกว่าบ้านจะมีกี่ชั้นกี่ห้อง แต่ดีเทลในบ้านไม่ได้ถูกเขียน การมีระบบแผนงบประมาณและการขับเคลื่อน เกณฑ์การพิจารณาที่ไม่มีส่วนแบ่งชัดเจนระหว่างเวลา พื้นที่ ชั้นลุ่มน้ำ การมีส่วนร่วม โครงสร้างองค์กรที่ไปทำงาน พวกนี้คือรายละเอียดเพื่อเป็นดีไซน์ของบ้าน ตัวนี้จะไปตอบโจทย์ของคำถามว่าจะล้มเหลวหรือสำเร็จ” นายบัณฑูร กล่าว

นายเดโช ไชยทัพ ผู้อำนวยการมูลนิธิเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ภาคเหนือ กล่าวว่า มาตรการ คทช.เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในประวัติศาสตร์ของการแก้ไขปัญหาที่ดิน มีการผสมผสานหลายอย่างเพื่อนำไปสู่การคลี่คลายปัญหาได้ในระดับหนึ่ง อย่างไรก็ตามแม้จะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี หากการปฏิบัติอาจจะได้ผลลัพธ์ที่ดีกับบางชุมชน หรือบางชุมชนอาจจะล้มเหลว ควรเก็บเป็นบทเรียนเพื่อนำมาปรับปรุงให้ดีขึ้น ใจกว้างในการทดลองเพื่อนำข้อเสนอดีๆ จากชาวบ้านและผู้ปฏิบัติงาน เสนอต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) เป็นมติเพื่อให้เกิดกฎหมายใหม่ในอนาคต

นายประทีป มีคติธรรม เลขานุการกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) กล่าวว่า มาตรการ คทช.เป็นเพียงกรอบกว้างๆ จำเป็นจะต้องลงรายละเอียดในระดับปฏิบัติการ ซึ่งมาตรการ คทช.จะนำไปสู่การเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชนให้มากขึ้นได้อย่างไร เพราะการจัดการที่ดินอาจจะไม่เพียงพอ จำเป็นจะต้องทำหลายๆ มาตรการควบคู่ไปด้วย ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาคุณภาพชีวิต เศรษฐกิจ เป็นต้น รวมถึงมาตรการของ คทช.ที่มีหลายโครงสร้างไม่เหมาะสม เช่น การมีส่วนร่วมในที่ดินทำกิน จำเป็นต้องมีนโยบายว่าทำอย่างไรควบคู่ไปให้เกิดรูปธรรมมากยิ่งขึ้น

นายสมปอง ทองสีเข้ม ผู้อำนวยการส่วนจัดการพื้นที่อนุรักษ์สัตว์ป่า สำนักอนุรักษ์สัตว์ป่า กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช กล่าวว่า ในส่วนของกรมอุทยานฯ คทช.ได้วางหลักเกณฑ์ไว้ 2 ข้อ คือ เรื่องหลักการจัดการพื้นที่อนุรักษ์ เนื่องจากประกาศเป็นกฎหมายไปแล้ว พื้นที่อนุรักษ์ไม่สามารถเพิกถอนได้ และถัดมาคือ ชุมชนดั้งเดิมที่อยู่ในพื้นที่ ไม่อนุญาตให้บุคคลภายนอกเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการจัดการ มีการกำหนดขอบเขตร่วมกันอย่างชัดเจน ให้สิทธิในการอยู่อาศัย มีข้อตกลงต่างๆ ระหว่างชุมชนกับหน่วยงานภาครัฐถึงการอยู่อาศัยร่วมกันโดยไม่ทำผิดกฎหมาย และพื้นที่ป่าไม่ถูกบุกรุก

“สิ่งต่างๆ ที่กรมอุทยานฯ ทำคือรูปแบบที่ คทช.กำหนดเป็นนโยบายออกไป เราคิดว่าในส่วนของกรมฯ สอดรับกับทุกมาตรา ทุกหลักการตรงนั้น และในอนาคตหากกรมฯ ดำเนินการได้อย่างเข้มข้นจะสามารถประกาศได้เลยว่าการบุกรุกป่าในพื้นที่อุทยานเป็นศูนย์ ถ้าทำตรงนี้อย่างจริงจัง และสามารถใช้เทคโนโลยีในการตรวจสอบ ติดตาม ประเมินผลได้ เพราะเราทำงานบนพื้นฐานการมีส่วนร่วมของชุมชนและทุกภาคส่วน” นายสมปอง กล่าว

นายภาณุเดช เกิดมะลิ เลขาธิการมูลนิธิสืบนาคะเสถียร กล่าวว่า ส่วนตัวเชื่อในกลไกของรัฐที่จะเป็นเจ้าภาพสำคัญในการปรับแก้ปัญหา ซึ่งจะช่วยอำนวยการสร้างกระบวนให้เกิดขึ้นในพื้นที่ได้เป็นอย่างดี หากรัฐมีระเบียบการสร้างคนทำงานที่อยู่ในพื้นที่ และผู้กำกับในการติดตามประเมินการทำงานที่ชัดเจน อีกส่วนคือการปรับมิติการทำงานร่วมกับหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่ากระทรวงมหาดไทย กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่จะต้องช่วยกันฟื้นฟูดูแลชุมชนที่เข้าไปร่วมทำงานด้วย

“สิ่งที่เสนอข้างต้นคิดว่าเป็นสิ่งที่ทำได้ แต่หากไม่ทำก็อาจจะมีปัญหา หรือทำให้ปัญหาที่พยายามจะแก้กลับผูกมัดแน่นกว่าเดิม เพราะฉะนั้นยังเชื่ออยู่ว่ากลไกของรัฐที่ออกมาในครั้งนี้สามารถจะนำไปสู่การแก้ปัญหาได้ แต่ในการดำเนินการต้องมองกลไกอื่นในระดับปฏิบัติต่อไปด้วยว่าจะมีการดำเนินการให้สอดรับกับสิ่งที่ทำร่วมกัน รวมถึงทัศนคติการที่จะทำงานร่วมกับชุมชน คนในพื้นที่ มองว่าเขาเป็นเพื่อนที่จะช่วยแก้ปัญหาในพื้นที่ร่วมกันอย่างไร และให้โอกาส รัฐต้องเข้าไปในฐานะผู้อำนวยการที่จะทำให้กระบวนการต่างๆ ที่วางไว้ร่วมกันให้เดินต่อไปได้” นายภาณุเดช กล่าว

- Advertisement -