ลุ้นเด็กพ้นถ้ำยังไม่พอ แนะใช้ ‘วิกฤตถ้ำหลวง’ บทเรียนครั้งใหญ่เรียนรู้ความเสี่ยงสาธารณภัย

ภาพ: Thai NavySEAL

นักวิชาการด้าการจัดการภัยพิบัติแนะใช้เหตุการณ์ “ถ้ำหลวง” สร้างความตระหนัก จัดการพื้นที่เสี่ยง-แบ่งโซนท่องเที่ยว ชี้ไทยขาดบุคลาการ-องค์ความรู้งานสาธารณภัย

นายนิธิพนธ์ น้อยเผ่า อาจารย์ประจำหลักสูตรการจัดการภัยพิบัติและบรรเทาสาธารณภัย คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฏวไลยอลงกรณ์ เปิดเผยสำนักข่าวสิ่งแวดล้อม (GreenNews) ว่า เหตุการณ์เยาวชนและโค้ชทีมฟุตบอล รวม 13 คน ติดอยู่ในถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอน อ.แม่สาย จ.เชียงราย นับเป็นตัวอย่างที่ดีในหลายด้านต่อสังคมไทย อันดับแรกคือการรักษาความปลอดภัยในพื้นที่ที่น่าจะเป็นเขตหวงห้ามและมีความเสี่ยงภัยพิบัติ กรณีถ้ำหลวงแม้จะมีป้ายเตือน แต่ไม่ได้มีการปิดกั้นพื้นที่หรือมีรั้วรอบขอบชิด

“เหตุการณ์นี้อาจเป็นจุดเริ่มต้นให้มีการพูดคุยในเรื่องการจัดโซนพื้นที่ถ้ำให้ชัดเจนว่าโซนไหนที่สามารถเปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าได้ เข้าไปได้แค่ไหน ส่วนนอกเหนือจากนั้นจะปิดกั้นไม่ให้เข้าไป” นักวิชาการด้านภัยพิบัติ ระบุ

ประเด็นถัดมาเรื่องการกู้ภัย ปกติแล้วกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณะภัย (ปภ.) จะมีหน้าที่หลักในการดูแลในภาพรวม และตามโครงสร้างได้มีการกระจายอำนาจให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ด้วย ซึ่งในวงจรของการปฏิบัติงานสาธารณภัยจะเริ่มตั้งแต่การประเมินว่าบริเวณไหนมีความเสี่ยงภัยแ ละไปลดผลกระทบก่อน รวมถึงถ้ารู้ว่าบริเวณไหนมีความเสี่ยงก็ต้องมีการฝึกซ้อมเผชิญเหตุกันบ่อยๆ

“แต่ครั้งนี้เท่าที่เห็นตามข่าวคือเมื่อเหตุเกิดแล้วจึงมีการเผชิญเหตุ ดังนั้นหากมีการฝึกไว้ก่อนก็จะทำให้ง่ายขึ้น การประสานงานก็สามารถดำเนินการได้เลย แต่ในกรณีที่ไม่มีการฝึกไว้ก่อนอาจต้องมีการแก้ไข ปรับตามหน้างานเป็นขั้นๆ ไป หรือมีการเรียกหน่วยงานอื่นเสริมเป็นขั้นตอน

“หลังจากเหตุการณ์สึนามิบ้านเราก็เริ่มมีการทบทวนและประกาศเป็นกฎหมายเฉพาะเกี่ยวกับ พ.ร.บ.ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย พ.ศ.2550 ซึ่งตรงนี้ได้จัดโครงสร้างเฉพาะ กระจายอำนาจไว้เป็นส่วนๆ ตามลักษณะของภัยพิบัติและความรุนแรง

ในกรณีนี้ถือว่าเป็นภัยพิบัติที่ไม่มีผลกระทบกว้างขวาง จำกัดอยู่วงแคบ ก็จะมีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธานบัญชาการแก้ไขเหตุการณ์ ส่วนนี้ก็จะมีการกระจายอำนาจ และระบบการจ่ายเงินสำรองล่วงหน้า ซึ่งกรณีถ้ำอาจเป็นเคสแรกๆ ที่ไม่เกิดบ่อย” นายนิธิพนธ์ กล่าว

นายนิธิพนธ์ ต้องการให้ในแต่ละภาคส่วนรวมถึงประชาชนทั่วไปเรียนรู้เกี่ยวกับวัฒนธรรมความปลอดภัย ซึ่งคนไทยอาจยังมีน้อย รวมถึงการประเมินความเสี่ยงภัยที่ไม่ทำให้เราเข้าไปในพื้นที่และกลายเป็นผู้ประสบภัยเสียเอง นอกจากนี้ประเทศไทยยังไม่มีหน่วยงานที่ผลิตบุคลากรในด้านดังกล่าว อาทิ สถาบันการศึกษาก็เพิ่งเริ่มมี 2-3 แห่งที่ผลิตบัณฑิตวุฒิปริญญาตรีด้านการจัดการสาธารณภัยโดยตรง

อย่างไรก็ตาม ขณะนี้หน่วยงานต่างๆ เริ่มเล็งเห็นความสำคัญ และมีการเปิดตำแหน่งในลักษณะนี้เพิ่มมากขึ้น ต่อไปคิดว่ามีแนวโน้มที่จะมีบุคลากรเป็นเจ้าพนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเพิ่มมากขึ้น

อีกส่วนหนึ่งอาจารย์นิธิพนธ์ เห็นว่า องค์ความรู้เกี่ยวกับถ้ำในบ้านเรายังอยู่ในกลุ่มที่ค่อนข้างจำกัด ไม่กว้างขวาง เช่น เรื่องลักษณะทางธรณีวิทยาเฉพาะก็หาผู้เชี่ยวชาญค่อนข้างยาก เท่าที่มีอยู่ก็เริ่มโรยราไป ดังนั้นเรื่องเกี่ยวกับภัยพิบัติในองค์รวมจะยั่งยืนได้ ต้องมีความรู้ความเข้าใจของทุกภาคส่วนของประเทศ เริ่มต้นตั้งแต่เด็กต้องมีการปลูกฝังการเรียนรู้ บรรจุวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับโลกเข้าไปในหลักสูตรตั้งแต่ชั้นประถม ซึ่งจะเป็นแรงบันดาลใจให้เด็กรู้จักโลกมากขึ้น ตระหนักถึงความสำคัญของการศึกษาเกี่ยวกับโลก และเรื่องภัยอันตราย

“จะเห็นว่างานนี้มีหลายภาคส่วนคือนักธรณีวิทยา นักภูมิศาสตร์ ฯลฯ ซึ่งตรงนี้จะเป็นกำลังใหม่ในการเข้าไปเสริมในหน่วยงานเหล่านั้นด้วย แต่สาขาเหล่านี้อาจกำลังมีปัญหาเรื่องขาดแคลนบุคลากร เพราะการเข้าไปในพื้นที่จะเหนื่อยและหนักพอสมควร ซึ่งตรงนี้ต้องใช้ใจรัก ผมมองว่าเรื่องการศึกษาน่าจะเป็นโจทย์หลักที่จะทำให้ปัญหานี้คลี่คลายไปในทางที่ดีขึ้น และสร้างความเข้มแข็งทางด้านวิชาการ และด้านการปฎิบัติงานสาธารณะภัยของประเทศไทย” นายนิธิพนธ์ กล่าว

- Advertisement -