ทีมวิจัยอส.พบ ‘ชันหอม’ พืชชนิดใหม่ของโลก บ้านแห่งสุดท้าย ‘ป่าฮาลา-บาลา’ จ.นราธิวาส

ทีมวิจัยกรมอุทยานแห่งชาติฯ ร่วมกับคณะวนศาสตร์ ม.เกษตร พบ “ชันหอม” พืชชนิดใหม่ของโลกในเขตผืนป่าฮาลา-บาลา ระบุถูกตีพิมพ์อย่างเป็นทางการในวารสาร Thai Forest Bull. Bot.

นายมานพ ผู้พัฒน์ นักวิชาการป่าไม้ชำนาญการ สำนักงานหอพรรณไม้ สำนักวิจัยการอนุรักษ์ป่าไม้และพันธุ์พืช กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช (อส.) เปิดเผยกับสำนักข่าวสิ่งแวดล้อม (GreenNews) ว่า ทีมงานผู้วิจัยค้นพบพรรณไม้ชนิดใหม่ของโลก ชื่อ “ชันหอม” ในป่าดงดิบชื้นของผืนป่าฮาลา-บาลาบริเวณ จ.นราธิวาส

สำหรับ ชันหอมเป็นพืชถิ่นเดียวของประเทศไทย อยู่ในสกุลตะเคียน (Hopea) ถูกค้นพบมากว่า 10 ปีก่อนหน้านี้แล้ว แต่เนื่องจากพืชในสกุลตะเคียนมีจำนวนมาก โดยทั่วโลกมีประมาณ 100 ชนิด แต่ละชนิดมีลักษณะคล้ายกันมาก และมีเอกสารงานวิจัยในอดีตเป็นจำนวนมากจึงจำเป็นต้องตรวจสอบ ทำให้คณะผู้วิจัยใช้ระยะเวลายาวนานในการตรวจเอกสาร รวมถึงตรวจตัวอย่างพรรณไม้ เพื่อให้แน่ใจว่าเป็นชนิดพืชที่ไม่เหมือนชนิดใด และไม่เคยถูกนำไปตีพิมพ์มาก่อน

อย่างไรก็ตาม กระทั่งในเดือนตุลาคม 2560 ชันหอมได้ถูกตีพิมพ์อย่างเป็นทางการในวารสาร Thai Forest Bull. Bot. เล่มที่ 45(2) หน้า 94-98 โดยทีมงานผู้วิจัยจากสำนักงานหอพรรณไม้ ได้แก่ นายมานพ ผู้พัฒน์ และ ดร.ราชันย์ ภู่มา ร่วมกับอาจารย์จากคณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้แก่ รศ.ดร. ดวงใจ ศุขเฉลิม และ ผศ.ดร.สุธีร์ ดวงใจ

ชันหอม มีชื่อชื่อพฤกษศาสตร์ว่า Hopea macrocarpa Poopath & Sookch. จัดอยู่ในวงศ์ยางนา (Dipterocarpaceae) มีจุดเด่นที่แตกต่างจากตะเคียนชนิดอื่นๆ เช่น มีขนาดใบที่ใหญ่และเป็นแผ่นหนามาก ลักษณะผลมีโคนปีกห่อหุ้มเมล็ดมิดชิด และเมื่อตัดปลายกิ่งหรือถากเปลือกจะพบน้ำยางเหนียวใสมีกลิ่นหอม จึงเป็นที่มาของชื่อในภาษาไทยว่า ชันหอม

น้ำยางชันหอม

“ชันหอมเป็นพืชในสกุลตะเคียนซึ่งมีเนื้อไม้แข็งแรงและเหนียว จึงเหมาะสำหรับงานก่อสร้างและการต่อเรือ มีศักยภาพในการปลูกเป็นไม้เศรษฐกิจในระบบวนเกษตร ในพื้นที่ที่มีปริมาณน้ำฝนมากกว่า 2,000 มิลลิเมตร/ปี ที่ระดับความสูงจากระดับทะเลไม่เกิน 500 เมตร การขยายพันธุ์และปลูกเป็นสวนป่า หรือปลูกแทรกตามสวนผลไม้-สวนยางในเชิงเศรษฐกิจ จึงเป็นอีกหนทางหนึ่งที่จะช่วยอนุรักษ์และลดความเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ของพืชชนิดนี้” นายมานพ กล่าว

อนึ่งชันหอมเป็นไม้ต้นไม่ผลัดใบมีความสูง 20-30 เมตร มีเปลือกเรียบสีน้ำตาลอมเทา โคนต้นมีรากค้ำยัน กิ่งอ่อนและช่อดอกมีขนสั้นและสะเก็ดสีขาวประปราย กิ่งแก่เกลี้ยง ใบเดี่ยว รูปไข่หรือไข่กว้าง กว้าง 3-6 ซม. ยาว 6-11 ซม. แผ่นใบหนาและเกลี้ยงทั้งสองด้าน มีเส้นแขนงใบเรียงตัวแบบขนานและมีเส้นแซม หรือกึ่งแบบขนานและมีเส้นแซม

นอกจากนี้ ช่อดอกแบบแยกแขนง ยาว 1.5-4 เซ็นติเมตร กลีบเลี้ยงและกลีบดอกอย่างละ 5 กลีบ กลีบดอกสีขาวอมเหลือง รูปขอบขนานแกมรูปเคียว ยาวประมาณ 8 มิลลิเมตร เรียงซ้อนกันเป็นวงปลายกลีบบิดคล้ายกังหัน เกสรเพศผู้ 15 เกสร รังไข่รูปทรงไข่ปลายเรียวแหลม ยาวประมาณ 1 มิลลิเมตร ผิวเกลี้ยง ผลแบบมีเปลือกแข็ง รูปไข่ ยาวประมาณ 1 เซ็นติเมตร มีปีกที่ขยายตัวมาจากกลีบเลี้ยง แบ่งเป็นปีกใหญ่ 2 ปีก รูปช้อน ยาว 3.5-6.5 เซ็นติเมตร และปีกเล็ก 3 ปีก รูปไข่แกมรูปใบหอก ยาว 1.5-2.3 เซ็นติเมตร ออกดอกช่วงเดือนมีนาคม-พฤษภาคม และผลแก่ช่วงเดือนมิถุนายน-สิงหาคม

นายมานพ ระบุว่าอีกว่า ชันหอมมีการกระจายพันธุ์อย่างจำกัดในพื้นที่รัศมีที่พบเพียง 20 กิโลเมตร ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าฮาลา-บาลา จังหวัดนราธิวาส คาดว่าน่าจะมีประชากรไม่เกิน 500 ต้น ถือว่าเป็นพืชที่หายากของประเทศไทยและแห่งเดียวในโลก พื้นที่อนุรักษ์แห่งนี้จึงเป็นเสมือนบ้านแห่งสุดท้ายของต้นชันหอมที่ต้องช่วยกันรักษาไว้ ทั้งนี้ผืนป่าฮาลา-บาลา ยังเป็นถิ่นอาศัยของสิ่งมีชีวิตทั้งพืชและสัตว์

ดอกชันหอม
ใบและช่อดอกชันหอม
เปลือกชั้นในชันหอม
รากค้ำยันชันหอม