ปลุกหน่วยงานรัฐทำ SEA ก่อนผุดโครงการน้ำ มุ่งลดความขัดแย้ง-เน้นการพัฒนาอย่างยั่งยืน

สทนช.ปลุกหน่วยงานด้านน้ำประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ ลดความขัดแย้งในพื้นที่ก่อนพัฒนาโครงการ คาดใช้เป็นระเบียบสำนักนายกฯ 2 ปี ก่อนยกระดับเป็นพระราชบัญญัติ

นายประดับ กลัดเข็มเพชร ผู้ช่วยเลขาธิการ สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เปิดเผยในการประชุมเชิงปฏิบัติการด้านสิ่งแวดล้อมเชิงนโยบายและระดับยุทธศาสตร์ เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน ที่ผ่านมา ตอนหนึ่งว่า การพิจารณาโครงการพัฒนาแหล่งน้ำของประเทศที่ผ่านมาได้ใช้แนวทางการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ซึ่งในระยะหลังมักเกิดกระแสต่อต้านของกลุ่มอนุรักษ์หรือประชาชนในพื้นที่ ดังนั้น สทนช. จึงมีเป้าหมายจะสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับแนวคิดและขั้นตอน ในการศึกษาประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ (SEA) ให้แก่หน่วยงานปฏิบัติในการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศ

สำหรับ SEA เป็นการศึกษาประเมินศักยภาพและข้อจำกัดของสิ่งแวดล้อม ตั้งแต่การพัฒนานโยบาย แผนงาน และโครงการขนาดใหญ่ ในรายสาขาหรือในเชิงพื้นที่ ให้ความสำคัญกับการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยบูรณาการมิติด้านสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ สังคม และเทคโนโลยี แล้วเปรียบเทียบทางเลือกเพื่อให้การตัดสินใจมีคุณภาพ รอบคอบ โปร่งใส และมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน โดยการดำเนินการ SEA จะทำก่อนขั้นตอนการพัฒนา ซึ่งสามารถช่วยชี้ว่านโยบาย แผนงาน และโครงการขนาดใหญ่ลักษณะใดเหมาะสมกับพื้นที่และเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน

“สทนช.มีเป้าหมายเพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจ นำไปสู่การเตรียมความพร้อมในการศึกษา SEA ด้านทรัพยากรน้ำ เนื่องจากในอนาคตการจัดทำรายงาน EIA ในประเทศไทย ต้องมีการประเมิน SEA ด้วย แม้ขณะนี้กฎหมายยังไม่ได้บังคับให้ทำ แต่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็ควรมีการประเมิน SEA ที่เป็นการประเมินศักยภาพและข้อจำกัดของสิ่งแวดล้อมให้เหมาะสมกับเป้าหมายการพัฒนาพื้นที่ ก่อนที่จะดำเนินการจัดทำ EIA ของโครงการเป็นขั้นตอนต่อไป” นายประดับ กล่าว

นายบัณฑูร เศรษฐศิโรตม์ กรรมการปฏิรูปประเทศด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า กว่า 10 ปีที่ผ่านมา การประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (EHIA) ได้มาถึงจุดที่เป็นกับดักของความขัดแย้ง ฝั่งเอกชนมองว่าเป็นสิ่งที่ล่าช้าและขัดขวางการพัฒนา ส่วนฝั่งชาวบ้านก็ไม่ไว้ใจในกระบวนการที่ถูกว่าจ้างโดยเจ้าของโครงการ จึงเป็นสิ่งที่ต้องปฏิรูปทั้งเชิงระบบและโครงสร้าง โดย สทนช.นับเป็นหน่วยงานแรกที่หยิบยกประเด็นเรื่อง SEA นี้ขึ้นมาในเวทีสาธารณะ

นายบัณฑูร กล่าวว่า SEA เริ่มเป็นที่พูดถึงอย่างกว้างขวางจากกรณีมาบตาพุด เนื่องจากในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรม แม้ว่าแต่ละโรงงานจะผ่านการประเมิน EIA ผ่านมาตรฐานการปล่อยมลพิษที่กำหนด แต่เมื่อโรงงานนับพันเข้าไปอยู่ในพื้นที่เดียวกัน กลายเป็นคนอยู่ไม่ได้และเรียกร้องให้มีการประเมินศักยภาพของพื้นที่ ทำเขตควบคุมมลพิษ รวมถึงประเมิน SEA เพื่อตัดสินใจว่า จ.ระยอง ควรจะมียุทธศาสตร์ต่อไปอย่างไร และล่าสุดได้ถูกพูดถึงอีกครั้งจากกรณีโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่และเทพา นำมาสู่โต๊ะเจรจาเรียกร้องให้ทบทวนโครงการ และจัดทำ SEA

“SEA กลายเป็นเครื่องมือที่นำไปสู่ทางออกของความขัดแย้งระหว่างสิ่งแวดล้อมกับการพัฒนา แม้จะไม่ใช่เรื่องใหม่ในสังคมไทย เนื่องจาก SEA ถูกนำเข้ามาครั้งแรกตั้งแต่แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 10 เมื่อปี 2550 และนำไปสู่การมีมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2552 ที่เห็นชอบให้หน่วยงานต่างๆ นำหลักการ SEA ไปใช้ แต่เป็นโดยสมัครใจ จนล่าสุดแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 12 จึงได้มีการผลักดันให้นำมาใช้ โดยมีผลบังคับใช้ตามกฎหมาย ซึ่งพบว่าจนถึงปัจจุบันมีการศึกษาผ่านมาแล้วกว่า 27 รายงาน” นายบัณฑูร กล่าว

กรรมการปฏิรูปประเทศฯ กล่าวอีกว่า ปัจจุบันคณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้ยก SEA เป็นหนึ่งในประเด็นที่ต้องมีการปฏิรูป โดยเปลี่ยนให้เรียกว่า “การประเมินยุทธศาสตร์การพัฒนาอย่างยั่งยืน” แทนการประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ เพื่อการสื่อความหมายที่ครอบคลุมและสร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง และยังเป็นส่วนหนึ่งในร่างยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ซึ่งในการประชุมคณะอนุกรรมการ SEA ล่าสุด เมื่อวันที่ 12 มิถุนายน 2561 ได้กำหนดแนวทางให้มีระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีรองรับการทำงาน เพื่อทดลองใช้ภายใน 2 ปี ก่อนยกระดับให้ SEA กลายเป็นพระราชบัญญัติต่อไป

รศ.สุทิน อยู่สุข ประธานคณะทำงานพัฒนาการจัดทำ SEA ภายใต้คณะกรรมการเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน (กพย.) กล่าวว่า การมี SEA จะช่วยกำหนดมาตรการลดผลกระทบที่เหมาะสมบนหลักความปลอดภัยไว้ก่อน รวมถึงช่วยลดเวลาและประหยัดค่าใช้จ่ายในการวางแผนและนำไปสู่การปฏิบัติ เนื่องจากเป็นการระบุล่วงหน้าถึงขอบเขตของผลกระทบที่จะเกิดขึ้น รวมทั้งข้อมูลที่จำเป็นสำหรับการประเมินผลกระทบของโครงการ ช่วยลดภาระงานและระยะเวลาในการจัดทำ EIA โดยผู้มีอำนาจสามารถตัดสินใจให้ทางเลือกที่ไม่ยั่งยืนถูกตัดออกไปตั้งแต่แรก