เมื่อไม่นานมานี้รายงาน “ลดเพื่อเพิ่ม ‘ลด’ เนื้อสัตว์และผลิตภัณฑ์นมเชิงอุตสาหกรรม ‘เพิ่ม’ สุขภาวะที่ดีของมนุษย์และโลก” ของ กรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รายงานว่าปัจจุบันการปล่อยก๊าซเรือนกระจกโดยตรงจากภาคเกษตรกรรมคิดเป็น 24% ของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั่วโลก

ในส่วนของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในการทำปศุสัตว์ (รวมถึงการเปลี่ยนแปลงการใช้ที่ดิน) คิดเป็น 14% ซึ่งเทียบเท่ากับการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของภาคคมนาคมขนส่งทั้งภาค

ก่อนหน้านี้เราอาจเคยได้ยินว่าภาคพลังงานและภาคคมนาคมขนส่ง เป็นตัวการสำคัญในการปล่อยก๊าซเรือนกระจกขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศอันเป็นสาเหตุของภาวะโลกร้อน มาบัดนี้ต้องยอมรับว่าภาคเกษตรกรรมนำโดยการทำปศุสัตว์ก็มีส่วนปล่อยก๊าซเรือนกระจกเทียบเท่าการใช้รถยนต์ รถบรรทุก เครื่องบิน รถไฟ เรือ ฯลฯ

ตั้งแต่เมื่อไหร่ที่เราปล่อยให้การทำปศุสัตว์ทำร้ายโลก ?

วัชรพล แดงสุภา ผู้ประสานงานด้านอาหารและเกษตรกรรมเชิงนิเวศ กรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ให้ความเห็นว่า เมื่อก่อนเนื้อสัตว์เคยเป็นของหายากในหลายวัฒนธรรม แต่ปัจจุบันการบริโภคเนื้อสัตว์กลายเป็นเรื่องปกติธรรมดา

“ลองจินตนาการว่าช่วงปี ค.ศ.2000 เราเคยและไม่เคยกินอะไร ค่อยๆ นึกดูว่าตอนนั้นเรากินหมูกะทะไหม หรือเรากินเนื้อย่างบุฟเฟต์รึเปล่า จะเห็นว่าอาหารเหล่านี้เป็นค่านิยมใหม่ ถ้าย้อนไปไกลกว่านั้น บางคนอาจจะพิจารณาอาหาร บางคนสวดมนต์ก่อนกินข้าว แต่เดี๋ยวนี้เราถ่ายรูปอาหารแล้วโพสต์ว่าฉันกินเนื้อ กินปลาแซลมอน เรากินเพื่ออวดกัน ไม่ใช่กินเพื่ออยู่ เรากินเพื่อที่จะบอกให้คนอื่นรู้ว่าฉันกินอาหารแพงๆ นะ” เขาให้ภาพ

รายงานของกรีนพีซที่รวบรวมหลักฐานทางวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ให้รายละเอียดว่าตั้งแต่ช่วงปี พ.ศ.2500 เป็นต้นมา คนทั่วโลกบริโภคเนื้อสัตว์เพิ่มขึ้น 4 เท่า ปัจจุบันเราฆ่าสัตว์ในระบบปศุสัตว์ 7.6 หมื่นล้านตัวต่อปี โดยใช้พื้นที่เกษตรกรรมของโลกมากกว่า 3 ใน 4 เลี้ยงสัตว์เหล่านี้ อันนำมาซึ่งปัญหาการตัดไม้ทำลายป่า

พฤติกรรมการกินอาหารของเราเปลี่ยนไปมากในช่วง 2-3 ทศวรรษที่ผ่านมา แม้จะแตกต่างกันในแต่ละภูมิภาค แต่การบริโภคผลิตภัณฑ์จากสัตว์เพิ่มขึ้นเป็นปรากฏการณ์ที่เหมือนกันทั่วโลก ยกตัวอย่างปี พ.ศ.2532-2543 การบริโภคผลิตภัณฑ์จากเนื้อสัตว์ทั่วโลกเพิ่มขึ้นมากกว่า 3 เท่าในเขตชนบท และเกือบ 4 เท่าในเขตเมือง

การบริโภคเนื้อสัตว์มากขึ้น นอกจากจะส่งผลกระทบต่อสุขภาพ ยังทำให้ปริมาณประชากรน้ำหนักเกินเพิ่มขึ้นจาก 23% เป็น 39% นอกจากนี้ยังส่งผลกระทบต่อโลกจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของภาคเกษตรกรรม ก๊าซเรือนกระจกหลักๆ ที่ถูกปล่อยออกมา ได้แก่ “มีเทน” จากการใช้ปุ๋ย อาหารสัตว์ และการหมักแบบไม่ใช่ออกซิเจนของวัตถุอินทรีย์ “ก๊าซไนตรัสออกไซด์” จากการใช้ปุ๋ยมากเกินความจำเป็น และ “ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์” จากการระบายน้ำและเตรียมดินในพื้นที่ชุ่มน้ำ

ขณะที่การทำปศุสัตว์ปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากกระบวนการหมักในลำไส้ หรือ enteric fermentation

วัชรพล ให้ข้อมูลว่าการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากภาคปศุสัตว์ส่วนใหญ่มาจากการ “ตด” และ “เรอ” ของสัตว์เคี้ยวเอื้อง อาทิ วัว ควาย แพะ แกะ หรือที่หลายคนเรียกว่าสัตว์ “เนื้อแดง”

“ฟังดูไม่น่าเชื่อว่ามันเกิดขึ้นได้ยังไง คำตอบคือวัวเป็นสัตว์เคี้ยวเอื้องที่กระเพาะอาหารแบ่งเป็น 4 ห้อง เมื่อวัวกินหญ้าเข้าไปจะเกิดการหมักในกระเพาะ มีการขย้อนออกมาเคี้ยวอีกครั้ง ระหว่างการย่อยอาหารซึ่งกินเวลานาน ก็จะมีการตดและเรอเพื่อขับก๊าซมีเทนออกจากร่างกาย” เขาอธิบาย

เมื่อตดและเรอของสัตว์เนื้อแดงปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก เป็นสาเหตุทำให้โลกร้อน หลายคนอาจคิดว่าก็หันมาบริโภคสัตว์ขนาดเล็กลงที่ไม่ได้เคี้ยวเอื้อง อาทิ ไก่ หมู เป็ด หรือที่เรียกว่าสัตว์ “เนื้อขาว”

อย่างไรก็ตาม แม้จะเปลี่ยนการบริโภคจากสัตว์เนื้อแดงมาเป็นเนื้อขาวก็ไม่ได้หมายความว่าจะดีต่อโลกขึ้นมาสักเท่าไร

วัชรพล กล่าวว่า ถ้าวัดจากปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่อน้ำหนัก เนื้อไก่อาจส่งผลกระทบน้อยกว่าเนื้อวัว แต่ “รอยเท้าทางสิ่งแวดล้อม” ในระดับโลกของเนื้อไก่นั้นกลับมีขนาดใหญ่มาก เนื่องจากปริมาณการผลิตและการบริโภคที่มหาศาล

ในช่วงระหว่างปี พ.ศ.2533-2556 การบริโภคเนื้อหมูเพิ่มขึ้น 23% ขณะที่การบริโภคสัตว์ปีกเพิ่มขึ้นสูงถึง 96% เมื่อการผลิตหมูและไก่คิดเป็น 70% ของการผลิตเนื้อสัตว์ทั่วโลก ปริมาณการบริโภคเนื้อสัตว์โดยรวมจึงเพิ่มขึ้นเพราะสัตว์ปีกและเนื้อหมูเป็นส่วนใหญ่ ไม่ใช่เพราะเนื้อวัว หรือเนื้อแดงอื่นๆ

คาดการณ์ว่าในปี พ.ศ.2565 สัตว์ปีกจะกลายเป็นสัตว์ที่ถูกบริโภคมากที่สุดในโลกแทนที่เนื้อหมู ดังนั้นนอกจากเนื้อวัวแล้วจึงต้องพิจารณาผลกระทบที่มีต่อสิ่งแวดล้อมจากเนื้อสัตว์ชนิดอื่น

ขณะเดียวกัน มีรายงานว่าการขยายตัวของปศุสัตว์และพื้นที่สำหรับการเพาะปลูกพืชอาหารสัตว์ เป็นตัวกระตุ้นให้เกิดการทำลายป่า ท้องทุ่ง และทุ่งหญ้าสะวันนา

เราอาจคิดไม่ถึงว่าการบริโภคหมูและไก่ในประเทศจีน เชื่อมโยงไปถึงการทำลายป่าอะเมซอนในทวีปอเมริกาใต้ เนื่องจากจีนนำเข้าผลิตภัณฑ์ถั่วเหลืองจากบราซิลเพื่อมาเป็นอาหารสำหรับสัตว์ไม่เคี้ยวเอื้อง มากถึง 20% ของผลิตภัณฑ์ถั่วเหลืองทั้งหมดที่บราซิลส่งออก

เมื่อพบว่าทั้งเนื้อแดงและเนื้อขาวต่างก็ส่งผลต่อการเกิดภาวะโลกร้อน วัชรพลจึงให้ความเห็นว่า ถ้าเรายังอยากรักษาโลกใบนี้ ต้องช่วยกันหันมาบริโภคอาหารที่มีส่วนประกอบของพืชผักเป็นหลัก และให้เนื้อสัตว์กลับไปเป็นอาหารสำหรับโอกาสพิเศษอีกครั้ง ทางเลือกที่ดีคือซื้อจากเกษตรกรท้องถิ่นที่ทำเกษตรกรรมเชิงนิเวศขนาดเล็ก

“การลดบริโภคเนื้อสัตว์ลงอย่างมาก จึงจะทำให้เราสามารถส่งมอบระบบอาหารที่เหมาะสมให้กับคนรุ่นต่อไป” ผู้ประสานงานด้านอาหารและเกษตรกรรมเชิงนิเวศรายนี้ กล่าวทิ้งท้าย

ถึงวันนี้คำถามว่า “กินอะไรดี” ยังเป็นคำถามสำคัญที่จะช่วยกำหนดอนาคตของเรา

- Advertisement -