ทุบสถิติใหม่อีกครั้ง เมื่อรายงานผลการสำรวจล่าสุดจากความร่วมมือของนักวิทยาศาสตร์นานาชาติ ซึ่งนับว่าเป็นชุดข้อมูลที่ครอบคลุมมากที่สุดตั้งแต่มีการสำรวจแผ่นน้ำแข็งแอนตาร์ติกา ระบุว่า วิกฤติสภาวะโลกร้อนส่งผลให้แผ่นน้ำแข็งแอนตาร์ติกาละลายเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วถึง 3 เท่า จากปี 2012 ตามมาด้วยระดับน้ำทะเลทั่วโลกเพิ่มสูงถึง 25 เซนติเมตร

คำนวณว่าแค่ภายใน 25 ปีที่ผ่านมา น้ำแข็งแอนตาร์ติกาละลายไปแล้วกว่า 3 ล้านล้านตัน

กลุ่มนักวิทยาศาสตร์ยังเรียกร้องให้หน่วยงานระหว่างประเทศ หรือรัฐบาลที่เกี่ยวข้องรีบดำเนินการแก้ไขโดยเร็ว พร้อมชี้ว่าหากไม่ลงมือในวันนี้ มีความเป็นไปได้ว่าในปี 2070 เมืองบริเวณชายฝั่งทั่วโลก เช่น ลอนดอน นิวยอร์ก หรือซานฟรานซิสโก อาจต้องเผชิญหน้ากับระดับน้ำทะเลเพิ่มสูงถึง 1 เมตร และต้องเตรียมรับมือกับสถานการณ์น้ำท่วม

เมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา วารสารวิชาการ Nature เปิดเผยรายงานการศึกษาดังกล่าว ซึ่งเกิดจากความร่วมมือของนักวิทยาศาสตร์ 84 คน จาก 44 องค์กรระหว่างประเทศทั่วโลก โดยระบุว่าก่อนปี 2012 แผ่นน้ำแข็งในแอนตาร์ติกามีอัตราการละลายในระดับคงที่ 76 ล้านตัน/ปี และส่งผลให้ระดับน้ำทะเลเพิ่มสูงขึ้น 0.2 มิลลิเมตร/ปี

อย่างไรก็ตาม หลังจากปี 2012 เป็นต้นมา อัตราการละลายของแผ่นน้ำแข็งในแอนตาร์ติกากลับเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องและรวดเร็ว โดยปัจจุบันอยู่ที่ 219 ล้านตัน/ปี ตามมาด้วยระดับน้ำทะเลเพิ่มสูงขึ้น 0.6 มิลลิเมตร/ปี

“เพราะมันไม่ใช่ตัวเลขที่มาก ผมจึงได้รับคำถามเสมอว่า น้ำแข็งละลายแล้วยังไง สำคัญยังไง?” ศาสตราจารย์แอนดริว เชพเพิร์ด (Andrew Shepherd) หัวหน้าทีมวิจัยจาก มหาวิทยาลัยลีดส์ (Leeds University) กล่าว

“อย่างแรก การสำรวจครั้งที่แล้วเราคาดว่าระดับน้ำจะสูงขึ้น 0.2 มิลลิเมตร/ปี แต่ในห้าปีที่ผ่านมานี้มันเพิ่มขึ้น 0.6 มิลลิเมตร/ปี หมายว่านั่นคือการเพิ่มขึ้นถึง 3 เท่า” เขาระบุ

งานดังกล่าวยังชี้ให้เห็นด้วยว่า ปัจจุบันแผ่นน้ำแข็งแอนตาร์ติกาได้กักเก็บระดับน้ำทะเลแช่แข็งไว้สูงถึง 58 เมตร และด้วยอัตราการหลอมละลายที่เพิ่มสูงขึ้นดังกล่าว มีความเป็นไปได้มากว่าหากผู้กำหนดนโยบายที่เกี่ยวข้องไม่รีบดำเนินการใดๆ อัตราการละลายของแผ่นน้ำแข็งในแอนอาร์ติกาจะส่งผลให้ในปลายศตวรรษ ซึ่งคำนวณไว้ที่ปี 2070 เมืองบริเวณชายฝั่งทั่วโลกอาจต้องเผชิญหน้ากับระดับน้ำทะเลสูงถึง 1 เมตร

เชพเพิร์ด กล่าวอีกว่า การละลายของแผ่นน้ำแข็งในแอนตาร์ติกา จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อประเทศที่ตั้งอยู่บริเวณซีกโลกเหนือเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งผลกระทบที่จะเกิดขึ้นในอนาคตนั้นยากจะคาดการณ์ให้เฉพาะเจาจง จึงเสนอให้รัฐบาลสหราชอาณาจักรทบทวนแผนและนโยบายป้องกันน้ำท่วมใหม่ เช่น แบริเออร์กันน้ำบริเวณแม่น้ำเธมส์ ซึ่งมีความเป็นไปได้ว่าระดับแม่น้ำอาจเพิ่มสูงขึ้นตามระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้น

อย่างไรก็ดี เขาเสริมว่าไม่เพียงเฉพาะประเทศทางซีกโลกเหนือเท่านั้นที่จะได้รับผลกระทบดังกล่าว แต่เมืองชายฝั่งทั่วโลกไม่ว่าจะนิวยอร์คหรือซานฟรานซิสโก ต่างมีโอกาสที่จะประสบภัยน้ำท่วมพร้อมๆ กับพายุจากกรณีน้ำแข็งแอนตาร์ติกาละลายเพิ่มขึ้นเช่นกัน

ทั้งหมดสอดคล้องกับงานวิจัยอีกชิ้นที่ตีพิมพ์ลงวารสารเดียวกัน ซึ่งออกมาเตือนว่าโลกใกล้จะหมดเวลาในการอนุรักษ์ปกป้องแผ่นน้ำแข็งแอนตาร์ติกาและระบบนิเวศแล้ว โดยผลกระทบที่รุนแรงอย่างมหาศาลกำลังเกิดขึ้นกับโลกต่อจากนี้

สำหรับงานวิจัยชิ้นหลังนี้ ได้ชี้ให้เห็นถึงความสำคัญและจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเร่งลงมือเพื่อยับยั้งและลดอัตราการหลอมละลายของแผ่นน้ำแข็งแอนตาร์ติกาให้เร็วที่สุด โดยนักวิทยาศาสตร์ระบุถึงสาเหตุหลักที่ทำให้ระดับน้ำทะเลในทวีปแอนตาร์ติกาเพิ่มขึ้น เนื่องจากบริเวณรอบๆ แอนตาร์ติกาเป็นอ่างกักเก็บคาร์บอนไดออกไซด์ (carbon sink) ซึ่งทำหน้าที่ดูดซับก๊าซเรือนกระจกมหาศาล เพื่อช่วยบรรเทาผลกระทบจากสภาวะโลกร้อนที่เกิดขึ้น

ศาสตรจารย์มาร์ติน เซอร์เกย์ (Martin Siegert) จากสถาบันแกรนธัม (Grantham Institute) ระบุว่า หากเราคำนึงถึงบทบาทความสำคัญของทวีปแอนตาร์ติกาในสภาพแวดล้อมธรรมชาติ พร้อมทั้งมีศักยภาพในการร่วมมือระหว่างประเทศ อาจนำข้อมูลดังกล่าวมาใช้เพื่อยุติการเปลี่ยนแปลงได้ เช่น การล่มสลายของน้ำแข็งในทวีปแอนตาร์ติกาจากการได้รับผลกระทบสภาวะโลกร้อน

“ถ้าเรายังไม่ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ภายในทศวรรษหน้า ทั้งในแอนตาร์ติกาและบริเวณมหาสมุทรตอนใต้ เราจะถูกขังอยู่ในสภาวะโลกร้อนอย่างสมบูรณ์” ศาสตรจารย์รายนี้ทิ้งท้าย

ที่มา:
https://ind.pn/2LVwO9Q
https://bit.ly/2LOo05k
งานวิจัย: https://bit.ly/2K4tITP

- Advertisement -