‘ศักดิ์สิทธิ์-ขลัง’ เหตุผลหลักซื้อ ‘งาช้าง-เสือโคร่ง’ USAID เปิดพฤติกรรมคนไทย-ฮิตในกลุ่มคนรวย

USAID Wildlife Asia เปิดผลวิจัยผู้บริโภค “งาช้าง-ชิ้นส่วนเสือ” ในไทย พบส่วนใหญ่ยังมองความศักดิ์สิทธิ์-สถานะทางสังคม เชื่อมาจากสัตว์ที่ตายตามธรรมชาติ

โครงการ USAID Wildlife Asia ภายใต้องค์การเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศของสหรัฐอเมริกา (USAID) เปิดเผยผลการวิจัยเกี่ยวกับความต้องการของผู้บริโภคผลิตภัณฑ์จากสัตว์ป่าในประเทศไทย เมื่อวันที่ 5 มิ.ย.2561 โดยระบุว่า ความเชื่อดั่งเดิมเกี่ยวกับงาช้างและผลิตภัณฑ์จากเสือโคร่งว่าจะช่วยในการปกป้องและเสริมสถานะทางสังคมนั้น มีส่วนทำให้คนไทยยังคงซื้อผลิตภัณฑ์จากสัตว์ป่า

สำหรับงานวิจัยดังกล่าว ได้ดำเนินการร่วมกับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และหน่วยงานวิจัยทางการตลาด Ipsos โดยการเก็บข้อมูลทางออนไลน์ในกลุ่มตัวอย่างคนไทยจำนวน 1,550 คน พร้อมกับการอภิปรายกลุ่มย่อยกับผู้บริโภคงาช้าง และการสัมภาษณ์เชิงลึกเป็นรายบุคคลกับผู้บริโภคผลิตภัณฑ์จากเสือโคร่ง ในจังหวัดกรุงเทพมหานคร เชียงใหม่ และสุรินทร์

จากผลการวิจัยครั้งนี้ พบว่า กลุ่มผู้บริโภคงาช้างและผลิตภัณฑ์จากเสือ มีแนวโน้มที่จะอายุ 40 ปีขึ้นไปและมีฐานะร่ำรวย โดยส่วนมากนิยมซื้อผลิตภัณฑ์ประเภทวัตถุบูชา ของแกะสลัก และเครื่องรางของขลังมากที่สุด ส่วนผู้บริโภคที่เป็นผู้หญิงนิยมซื้อเครื่องประดับและอัญมณีที่ทำมาจากงาช้าง เพราะมีความสวยงามและมีเสน่ห์ ส่วนผู้บริโภคผลิตภัณฑ์จากเสือส่วนใหญ่จะเป็นผู้ชาย

ในกลุ่มของผู้บริโภคงาช้าง และกลุ่มผู้บริโภคผลิตภัณฑ์จากเสือโคร่ง พบว่ามากถึง 90% และ 82% ตามลำดับ คิดว่าการซื้อหรือการค้าผลิตภัณฑ์เหล่านี้เป็นที่ยอมรับของสังคม ขณะเดียวกันผู้บริโภคทั้งสองกลุ่มยังมีแนวโน้มที่จะซื้อสินค้าซ้ำในอนาคตค่อนข้างสูง อยู่ที่ 75% และ 69% ตามลำดับ

สำหรับเหตุผลหลักในการซื้องาช้าง 78% คือเชื่อว่าจะนำความโชคดีมาให้ ป้องกันอันตราย และมีความศักดิ์สิทธิ์ ส่วนสาเหตุหลักในการซื้อผลิตภัณฑ์จากเสือโคร่ง 86% คือป้องกันอันตราย มีพลังปกป้องคุ้มครอง และมีความศักดิ์สิทธิ์ ส่วนเหตุผลรองลงมาในการซื้อผลิตภัณฑ์เหล่านี้ คือแสดงถึงความสาเร็จ และแสดงสถานะทางสังคม

อย่างไรก็ตาม พบว่าความกังวลที่มีต่อการซื้อผลิตภัณฑ์จากงาช้าง คือกลัวของปลอม จึงวัดความแท้ของผลิตภัณฑ์จากคนขายหรือสถานที่ที่ซื้อมา และยังเชื่อว่าถ้างาช้างนั้นมาจากช้างที่ถูกฆ่า จะมีพลังชั่วร้ายจากคำสาป นำหายนะมาสู่ผู้ที่เป็นเจ้าของ ผู้ใช้จึงเชื่อ หรือเลือกที่จะเชื่อว่าผลิตภัณฑ์จากงาช้างที่ตนมี มาจากงาของช้างที่ตายตามธรรมชาติ หรือจากงาช้างที่ถูกตัดมาโดยไม่ได้ฆ่าช้าง

ทั้งนี้ งานวิจัยยังพบด้วยว่าประชากรไทยโดยทั่วไปยังสับสนในตัวบทกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการค้างาช้างและเสือโคร่ง โดย 8 ใน 10 คนไม่ทราบว่าการค้างาช้างจากช้างบ้านนั้นถูกกฎหมาย ขณะที่ 8% คิดว่า งาช้างจากแอฟริกาถูกกฎหมาย นอกจากนี้ 3 ใน 10 คนเชื่อว่าการค้าผลิตภัณฑ์จากเสือโคร่งถูกกฎหมายหากนำมาจากเสือโคร่งที่เลี้ยงไว้ ขณะที่ 9% เชื่อว่าการค้านั้นถูกต้องตามกฎหมาย หากเสือโคร่งถูกนำมาจากประเทศอื่น

ขณะที่ความเป็นจริง การค้างาช้างที่ได้มาจากช้างเลี้ยงในประเทศไทยถือว่าถูกกฎหมาย ตาม พ.ร.บ.งาช้าง แต่การค้างาช้างของแอฟริกานั้นผิดกฎหมาย ส่วนการค้าผลิตภัณฑ์และชิ้นส่วนจากเสือโคร่งเป็นสิ่งผิดกฎหมายตาม พ.ร.บ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า ซึ่งผู้บริโภคผลิตภัณฑ์ทั้งสองดูจะยังมีความสับสนในประเด็นทางกฎหมาย ซึ่งหลายคนไม่แน่ใจว่าผลิตภัณฑ์ชิ้นเล็กๆ ที่พวกเขาครอบครองเป็นของถูกกฎหมายหรือไม่

นายริชาร์ด ก็อฟเนอร์ ผู้อำนวยการ USAID สำนักงานภาคพื้นเอเชีย กล่าวว่า การเข้าใจสิ่งที่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมของผู้บริโภค ถือเป็นก้าวสำคัญในการลดความต้องการงาช้างและผลิตภัณฑ์จากเสือโคร่งในประเทศไทย ด้วยการมุ่งเน้นกับผู้ที่ยังคงบริโภคผลิตภัณฑ์จากสัตว์ป่าในปัจจุบัน และผู้ที่มีแนวโน้มว่าจะบริโภคในอนาคต เราจะสามารถใช้การสื่อสารและสร้างการรณรงค์ที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น

นายปิ่นสักก์ สุรัสวดี รองอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช กล่าวว่า จากผลการวิจัยชี้ให้เห็นว่าการต่อสู้เพื่อต่อต้านการค้าสัตว์ป่าที่ผิดกฎหมาย จำเป็นต้องอาศัยการมีส่วนร่วมของภาคส่วนต่างๆ ในสังคม สร้างความเข้มแข็งให้เครือข่าย ผนึกกำลังกับภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง

อนึ่ง โครงการ USAID Wildlife Asia ได้ดำเนินการเพื่อแก้ไขปัญหาการค้าสัตว์ป่า ซึ่งจัดเป็นปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อลดความต้องการของผู้บริโภคสัตว์ป่าและผลิตภัณฑ์ที่มาจากสัตว์ป่ า สนับสนุนให้มีการบังคับใช้กฎหมาย เพิ่มความมุ่งมั่นทางกฎหมายและทางการเมือง สนับสนุนการทางานร่วมกันในภูมิภาค เพื่อลดอาชญากรรมสัตว์ป่าในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มุ่งเน้นไปที่ ช้าง แรด เสือ และลิ่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศกัมพูชา ลาว ไทย เวียดนาม และจีน

- Advertisement -