บูรณาการ 38 หน่วยงานจัดการ ‘ทรัพยากรน้ำ’ สทนช.กำกับดูแล – ‘บิ๊กตู่’ กุมอำนาจเบ็ดเสร็จ

รัฐบาลเปิดศักราชใหม่บริหาร “ทรัพยากรน้ำ” ของประเทศ วางกลไก-กฎหมาย ตั้งองค์กร “สทนช.” กำกับดูแล เปิดยุทธศาสตร์จัดการน้ำ 6 ด้าน ยาวถึงปี 2569

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธานเปิดการเสวนาการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศ เมื่อวันที่ 4 มิ.ย.2561 เพื่อให้ภาคส่วนต่างๆ มีความเข้าใจและทราบถึงสถานการณ์น้ำ แนวทางการบริหารจัดการน้ำภาพรวมของประเทศ รวมถึงสร้างการมีส่วนร่วมและบูรณาการหน่วยงานด้านน้ำ 38 หน่วยงาน ตามที่รัฐบาลได้ปรับปรุงกลไกในการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศใหม่ให้มีระบบและมีเอกภาพยิ่งขึ้น จากเดิมที่ยังไม่มีหน่วยงานใดรับผิดชอบโดยตรง

สำหรับกลไกการบริหารที่วางใหม่ประกอบด้วย 1.ด้านกฎหมาย จะมีการตรา พ.ร.บ.ทรัพยากรน้ำ ซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่างการพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ในวาระที่ 2 และ 3 โดยคาดว่าจะพิจารณาแล้วเสร็จและประกาศใช้ภายในปี 2561 2.ด้านองค์กรรับผิดชอบเรื่องน้ำในระดับชาติ ได้มีการตั้งคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) ขึ้น โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน เพื่อกำหนดนโยบาย และขับเคลื่อนแผนงานตามยุทธศาสตร์น้ำที่สำคัญ

นอกจากนี้ ยังได้จัดตั้งสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ขึ้นมาเป็นหน่วยงานกำกับดูแลการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ขึ้นตรงต่อนายกรัฐมนตรี เพื่อความเป็นเอกภาพในการบริหารจัดการน้ำ ส่วนในระดับลุ่มน้ำจะมีการจัดตั้งคณะกรรมการลุ่มน้ำขึ้น ภายหลัง พ.ร.บ.ทรัพยากรน้ำ พ.ศ. … มีผลบังคับใช้ ซึ่งจะประกอบด้วย ผู้แทนภาคราชการ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้ใช้น้ำภาคส่วนต่างๆ และผู้ทรงคุณวุฒิในพื้นที่ลุ่มน้ำ โดยมีผู้อำนวยการสำนักงานในระดับภูมิภาคของ สทนช. เป็นกรรมการและเลขานุการ

ในส่วนของ สทนช. นอกจากจะทำหน้าที่รับนโยบายจาก กนช. ไปกำกับและติดตามให้เกิดผลเป็นรูปธรรมแล้ว ยังต้องทำหน้าที่รวบรวมจัดทำข้อมูลน้ำแห่งชาติที่ใช้ประกอบการตัดสินใจ และบูรณาการแผนงาน โครงการและงบประมาณด้านน้ำที่ปัจจุบันได้กระจายอยู่ตามหน่วยปฏิบัติใน 8 กระทรวง และอยู่ในพื้นที่จังหวัด กลุ่มจังหวัด ภาค ให้เกิดการแก้ไขปัญหาน้ำที่สนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศเชิงพื้นที่อย่างเป็นระบบ

ขณะเดียวกัน ในด้านแผนยุทธศาสตร์การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ซึ่งคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้เห็นชอบยุทธศาสตร์การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ปี 2558-2569 เพื่อให้หน่วยงานที่รับผิดชอบใช้เป็นแนวทางในการดำเนินการด้านการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศ ประกอบด้วย 6 ยุทธศาสตร์หลัก ได้แก่ 1.จัดการน้ำอุปโภคบริโภค มีเป้าหมายพัฒนาประปาหมู่บ้าน 7,490 แห่ง ปรับปรุงประปาหมู่บ้าน 9,093 แห่ง เพิ่มระบบประปาชุมชนเมือง 255 เมือง และขยายเขตประปา 688 แห่ง จะทำให้มีน้ำอุปโภคบริโภคครบทั้งประเทศ พร้อมทั้งมีคุณภาพได้มาตรฐานและราคาที่เหมาะสม

2.สร้างความมั่นคงของน้ำภาคการผลิต เพื่อจัดหาน้ำต้นทุนในภาคการเกษตร ภาคอุตสาหกรรม และภาคเศรษฐกิจอื่นๆ โดยมีเป้าหมายพัฒนาแหล่งเก็บกักน้ำได้ไม่น้อยกว่า 9.5 พันล้าน ลบ.ม. เพิ่มพื้นที่ชลประทานไม่น้อยกว่า 8.7 ล้านไร่ รวมทั้งจัดหาน้ำเพื่อพัฒนาด้านเศรษฐกิจ ซึ่งมีเป้าหมายสำคัญในภาคตะวันออกเพื่อรองรับความต้องการเดิม และการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) และพื้นที่เศรษฐกิจพิเศษในภาคต่างๆ

3.จัดการน้ำท่วมและอุทกภัย เพื่อลดความเสียหายจากอุทกภัยของชุมชนเมืองและพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญ โดยมีเป้าหมายปรับปรุงเพิ่มอัตราการไหลของน้ำ มากกว่า 10% ในลำน้ำสายหลัก 870 กิโลเมตร ลดความเสียหายจากน้ำล้นตลิ่งใน 10 ลุ่มน้ำวิกฤต ป้องกันน้ำท่วมชุมชนเมือง 185 แห่ง

4.จัดการคุณภาพน้ำ เพื่อให้แหล่งน้ำมีคุณภาพอยู่ในระดับพอใช้ขึ้นไป โดยมีเป้าหมายพัฒนาระบบบำบัดน้ำเสีย 201 แห่ง เพิ่มประสิทธิภาพระบบบำบัดน้ำเสีย 47 แห่ง ลดปริมาณน้ำเสียจากแหล่งกำเนิดในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา ท่าจีน ป่าสัก มูล ชี ควบคุมความเค็มบริเวณปากแม่น้ำไม่ให้เกินค่ามาตรฐานการเกษตรและการประปา กำจัดวัชพืชและขยะลอยน้ำ

5.ฟื้นฟูป่าต้นน้ำและพื้นที่เสื่อมโทรม เพื่อปรับสมดุลระบบนิเวศโดยมีเป้าหมายฟื้นฟูพื้นที่ป่าต้นน้ำ 4.77 ล้านไร่ ซึ่งจะทำให้เกิดป่าต้นน้ำที่อุดมสมบูรณ์ลดความรุนแรงของปัญหาน้ำท่วมน้ำแล้ง โดยแผนการดำเนินการต่อไปจะจัดทำผังพื้นที่อนุรักษ์ โดยมอบให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) จัดทำแผนงานร่วมกับแผนหลักการฟื้นฟูพื้นที่ป่าทั่วประเทศ

6.การบริหารจัดการ ได้ตั้งเป้าหมายให้มีองค์กร กฎหมาย ระบบข้อมูล การประชาสัมพันธ์ และการติดตามประเมินผลการดำเนินการตามยุทธศาสตร์ รวมทั้งผลักดัน พ.ร.บ.ทรัพยากรน้ำ จัดตั้งหน่วยงานกลาง และจัดตั้งศูนย์ข้อมูลน้ำแห่งชาติ เป็นต้น เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำ ให้รองรับสถานการณ์น้ำที่มีการเปลี่ยนแปลงจากสภาพภูมิอากาศ เศรษฐกิจ และสังคม

ด้าน นายสมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการ สทนช. กล่าวว่า ขณะนี้การบริหารจัดการน้ำทรัพยากรน้ำของประเทศ มีหน่วยงานที่รับผิดชอบชัดเจน มีระบบและมีความเป็นเอกภาพจากทุกภาคส่วน สอดคล้องกันในทุกมิติอย่างสมดุลและยั่งยืน ทั้งเป็นหลักประกันสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชน ตลอดจนการจัดให้มีองค์กรบริหารจัดการทรัพยากรน้ำทั้งในระดับชาติ ระดับลุ่มน้ำ และระดับองค์กรผู้ใช้น้ำ และยังจะมีการปรับปรุงยุทธศาสตร์น้ำ 20 ปี ให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ

นายสมเกียรติ กล่าวว่า สำหรับสถานการณ์น้ำในช่วงฤดูฝนปี 2561 นี้ คาดว่าจะมีค่าฝนเฉลี่ยน้อยกว่าปกติ 5-10% และน้อยกว่าปี 2560 โดยอาจจะเกิดฝนทิ้งช่วงในเดือน มิ.ย.2561 และจะมีโอกาสเกิดพายุเข้าประเทศไทย 1-2 ลูก ในช่วงเดือน ส.ค.-ก.ย.2561 ซึ่งได้มีการวางแผนเพาะปลูกข้าวในช่วงฤดูฝน ไว้จำนวน 60 ล้านไร่ทั่วประเทศ พร้อมทั้งได้มีการวางแผนจัดสรรน้ำเพื่อใช้ในทุกภาคส่วนรวม 88,771 ล้าน ลบ.ม. โดยหลังสิ้นฤดูฝนคาดว่าจะมีน้ำต้นทุนสำหรับพื้นที่การเกษตรฤดูแล้ง ปี 2561-2562 ประมาณ 60,064 ล้าน ลบ.ม. มากกว่าปี 2560

“การเตรียมความพร้อมรับมือน้ำหลากปีนี้ รัฐบาลได้สั่งการให้กรมอุตุนิยมวิทยา กรมชลประทาน กรมทรัพยากรน้ำ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมดเตรียมการรับมือสถานการณ์ โดยให้ สทนช.ทำหน้าที่เป็นหน่วยงานกลางในการบูรณาการ การบริหารจัดการน้ำในฤดูน้ำหลาก การจัดเตรียมเครื่องจักรเครื่องมือ ตลอดจนการติดตามเฝ้าระวังสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง” นายสมเกียรติ กล่าว