ภาคปชช.ยื่นหนังสือกระทุ้งรัฐเลิก ‘พาราควอต’ รมว.เกษตรฯ ตั้ง กก.3ฝ่ายศึกษาข้อเท็จจริงใหม่

เครือข่ายสนับสนุนการแบนสารพิษที่มีอันตรายร้ายแรง บุกทำเนียบเรียกร้อง “บิ๊กตู่” เลิกสารเคมี “พาราควอต-คลอร์ไพริฟอส” ด้านรัฐบาลส่ง รมว.เกษตรฯ ตัวแทนรับมอบ

ตัวแทนเครือข่ายภาคประชาชน ในนามเครือข่ายสนับสนุนการแบนสารพิษที่มีอันตรายร้ายแรง ประมาณ 100 คน เดินทางไปยังศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ ทำเนียบรัฐบาล เมื่อวันที่ 5 มิ.ย.2561 เพื่อยื่นหนังสือถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เรียกร้องให้ทบทวนมติและกระบวนการพิจารณาเพื่อยกเลิกการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชพาราควอตและคลอร์ไพริฟอส โดยมี นายกฤษฎา บุญราช รมว.เกษตรและสหกรณ์ (กษ.) เป็นผู้รับมอบหนังสือ

สำหรับแถลงการณ์ของเครือข่าย ได้ตั้งคำถามถึงคุณสมบัติและความเหมาะสมของการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการเฉพาะกิจควบคุมวัตถุอันตราย พร้อมทั้งยื่นข้อเรียกร้องใน 3 ประเด็น ได้แก่ 1.ขอให้คณะกรรมการวัตถุอันตรายพิจารณายกเลิกพาราควอตและคลอร์ไพริฟอส ภายในเดือนธันวาคม 2562 ตามกรอบเวลาที่กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เสนอไว้

2.ให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ดำเนินการศึกษาหาวิธีการทดแทน ตามมติของสภาเกษตรกรแห่งชาติ เพื่อปกป้องคุ้มครองสุขภาพของเกษตรกรและผู้บริโภค ทั้งนี้จากการสำรวจของเครือข่ายเตือนภัยสารเคมีกำจัดศัตรูพืช พบว่า เกษตรกรผู้ปลูกพืชเศรษฐกิจสำคัญ ได้แก่ ข้าว อ้อย ข้าวโพด ปาล์มน้ำมัน ยางพารา และมันสำปะหลัง 63% ไม่ได้ใช้พาราควอตในการกำจัดวัชพืช นั่นหมายถึงมีสารกำจัดวัชพืชชนิดอื่นและวิธีการในการจัดการวัชพืชที่มีประสิทธิภาพมากกว่าพาราควอตอยู่แล้ว

3.ในช่วงเวลาเปลี่ยนผ่านก่อนจะยกเลิกการใช้พาราควอตและคลอร์ไพริฟอสในปี 2562 หากพบว่ามีผลกระทบต่อต้นทุนของเกษตรกร เสนอให้กระทรวงการคลังศึกษาและจัดเก็บภาษีจากสารเคมีกำจัดศัตรูพืชที่มีอันตรายร้ายแรงมาใช้ในการเยียวยาผลกระทบ และสนับสนุนให้เกษตรกรปรับเปลี่ยนวิธีจัดการวัชพืชที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งจะลดผลกระทบจากการถูกกีดกันทางการค้าจากความไม่ปลอดภัยของสารพิษตกค้าง การละเมิดสิทธิเกษตรกรที่ใช้สารพิษที่อันตรายร้ายแรง ทำให้ผลผลิตทางการเกษตรของไทยสามารถแข่งขันได้ในตลาดโลกในระยะยาว

สาระสำคัญตอนหนึ่งของแถลงการณ์ ระบุว่า ตามที่ที่ประชุมคณะกรรมการวัตถุอันตราย เมื่อวันที่ 23 พ.ค.2561 มีมติไม่ยกเลิกการใช้วัตถุอันตรายทั้ง 3 ชนิด โดยให้เหตุผลว่าข้อมูลผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมและสุขภาพยังไม่เพียงพอนั้น ขัดแย้งกับผลการพิจารณาของคณะกรรมการหลายชุดก่อนหน้านี้

ทั้งนี้ เครือข่ายสนับสนุนการแบนสารพิษที่มีอันตรายร้ายแรงซึ่งเป็นเครือข่ายภาคประชาชน 686 องค์กร มีข้อสังเกตต่อกระบวนการพิจารณาของคณะกรรมการวัตถุอันตรายและการทำงานของคณะอนุกรรมการเฉพาะกิจพิจารณาการควบคุมวัตถุอันตราย พาราควอต คลอร์ไพริฟอส และไกลโฟเซต ใน 3 ประเด็น

ประกอบด้วย 1.ในขณะที่กรมวิชาการเกษตรขอปรึกษาคณะกรรมการวัตถุอันตรายในประเด็นผลกระทบต่อสุขภาพ เพื่อควบคุมสารทั้ง 3 ชนิด แต่การแต่งตั้งคณะอนุกรรมการเฉพาะกิจพิจารณาการควบคุมวัตถุอันตรายฯ  กลับเลือกตัวแทนจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์และอดีตข้าราชการกระทรวงเกษตรฯถึง 4 คน และอีก 4 คนเลือกจากผู้ที่แสดงจุดยืนสนับสนุนกระทรวงเกษตรฯ จากคณะกรรมการที่มีจำนวน 12 คน ซึ่งล้วนแต่ไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญด้านผลกระทบต่อสุขภาพ

2.อนุกรรมการเฉพาะกิจฯดังกล่าวใช้ข้อมูลเก่าล้าสมัย เพื่อโน้มน้าวให้มีการใช้สารพิษร้ายแรงดังกล่าวต่อไป โดยเพิกเฉยต่อข้อมูลเชิงประจักษ์และรายงานใหม่ๆ เป็นจำนวนมาก จนกระทั่งเครือข่ายนักวิชาการจากหลายสถาบัน เช่น สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหิดล และมหาวิทยาลัยนเรศวร ต้องจัดเวทีให้ข้อเท็จจริงทางวิชาการ

3.กระบวนการพิจารณาของคณะกรรมการวัตถุอันตรายในวันที่ 23 พ.ค.มีกรรมการอย่างน้อย 3 คน มีส่วนได้เสียกับสมาคมค้าสารเคมีกำจัดศัตรูพืช แต่กลับไม่มีการแสดงการมีส่วนได้เสียและไม่มีการสละสิทธิ์ลงคะแนน ซึ่งอาจขัด พ.ร.บ.วัตถุอันตราย พ.ศ.2535 มาตรา 12 วรรค 2

ด้านนายกฤษฎา กล่าวว่า ขณะนี้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์กำลังจัดทำแผนจำกัดการนำเข้าวัตถุอันตรายมาใช้ในการเกษตร ซึ่งใช้ระยะเวลา 60 วัน และจะรับเอาข้อเสนอของทางเครือข่ายฯ ไปพิจารณา โดยจะเป็นการตั้งคณะกรรมการร่วมระหว่างข้าราชการ นักวิชาการ และตัวแทนภาคประชาชน มาศึกษาข้อเท็จจริงใหม่ เพื่อยื่นไปที่คณะกรรมการวัตถุอันตรายให้ทบทวนมติอีกครั้ง

“ยืนยันว่ารัฐบาลจะให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพประชาชนอย่างแน่นอน ส่วนข้อกล่าวหาเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนของคณะกรรมการวัตถุอันตราย และข้าราชการกรมวิชาการเกษตรนั้น เป็นเรื่องของกฎหมาย โดยที่เครือข่ายฯ สามารถส่งหลักฐานมาเพื่อยื่นให้นายกรัฐมนตรีตรวจสอบอีกครั้ง” นายกฤษฎา กล่าว

- Advertisement -