สช.ลุยขับเคลื่อนระดับพื้นที่เลิกใช้พาราควอต กก.เสียงข้างน้อยย้ำผลกระทบสุขภาพรุนแรง

สช.จ่อผนึกภาคีเครือข่ายเพิ่มพื้นที่เกษตรปลอดภัย หลัง “กรรมการวัตถุอันตราย” ไม่แบน 3 สารเคมีเกษตร

นพ.พลเดช ปิ่นประทีป เลขาธิการคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) เปิดเผยถึงกรณีที่คณะกรรมการวัตถุอันตราย มีมติไม่ยกเลิกการใช้และนำเข้าสารเคมีทางการเกษตร 3 รายการ ได้แก่ พาราควอต คลอร์ไพริฟอส และไกลโฟเซต เมื่อวันที่ 23 พ.ค.2561 ตอนหนึ่งว่า มติดังกล่าวถือว่าไม่สอดคล้องกับมติสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ เรื่องเกษตรและอาหารปลอดภัย รวมถึงหลักการทุกนโยบายห่วงใยสุขภาพ (HiAP) ดังนั้น สช.จะมีการขับเคลื่อนให้ยกเลิกการใช้สารเคมีกำจัดวัชพืชที่เป็นอันตรายต่อไป โดยเฉพาะพาราควอตที่ขณะนี้กว่า 50 ประเทศไม่อนุญาตให้ใช้แล้ว

นพ.พลเดช กล่าวว่า สช.จะขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะ สนับสนุนให้ลด ละ เลิกการใช้พาราควอต รวมถึงสารเคมีทางการเกษตรอื่นๆ ผ่านสมัชชาสุขภาพจังหวัดและเครือข่าย ซึ่งขณะนี้มีวาระจังหวัดที่สอดคล้องกับแนวทางเกษตรและอาหารปลอดภัยในหลายจังหวัด พร้อมผลักดันธรรมนูญสุขภาพระดับพื้นที่ ซึ่งได้รับการตอบสนองจากผู้ว่าราชการจังหวัด องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และภาคีอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องอย่างดี

“เราคงต้องหันกลับมาสู่แนวทางการจัดการตนเอง เพื่อป้องกันผลกระทบจากนโยบายสารเคมีเกษตร เช่น รณรงค์ขยายพื้นที่เกษตรอินทรีย์ ขณะที่ผู้บริโภคต้องเลือกซื้อสินค้าที่ปลอดภัยและมีคุณภาพเอง สุดท้ายสังคมอาจเรียกร้องให้หน่วยงานที่มีอำนาจ เปลี่ยนแปลงมติและรับผิดชอบต่อสิ่งที่เกิดขึ้นในอนาคต ซึ่งเรายังมีความหวังจากปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นครั้งนี้ คือความตื่นตัวของสังคมและประชาชน เกิดกระบวนการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนได้เรียนรู้ถึงปัญหาของสารเคมีเกษตรอันตราย” นพ.พลเดช กล่าว

ด้าน รศ.จิราพร ลิ้มปานานนท์ ผู้ทรงคุณวุฒิด้านการคุ้มครองผู้บริโภคในคณะกรรมการวัตถุอันตราย กล่าวว่า ส่วนตัวได้ลงมติให้คณะกรรมการฯ มีมาตรการควบคุมพาราควอต คลอร์ไพริฟอส และไกลโฟเซต เป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 4 (วอ.4) คือยกเลิกการใช้ทั้ง 3 รายการ และขอให้นำมาตรา 12 วรรค 2 ของ พ.ร.บ.วัตถุอันตราย ที่ระบุว่าการวินิจฉัยชี้ขาดของที่ประชุมให้ถือเสียงข้างมาก … กรรมการผู้ใดมีส่วนได้เสียเป็นการส่วนตัวในเรื่องใด กรรมการผู้นั้นไม่มีสิทธิ์ออกเสียงลงคะแนนในเรื่องนั้นมาใช้ แต่ปรากฏว่าไม่มีการแสดงการมีส่วนได้เสียและไม่มีกรรมการท่านใดสละสิทธิ์ลงคะแนน

รศ.จิราพร กล่าวว่า ขณะเดียวกันตนยังได้พยายามนำข้อมูลของประชาคมวิชาการ และเครือข่าย 14 หน่วยงาน ซึ่งสะท้อนผลกระทบจากสารเคมีดังกล่าวต่อสุขภาพ และความเป็นพิษแก่ผู้บริโภคและเกษตรกร เกิดโรคพาร์กินสัน สมองเสื่อม โดยเฉพาะผลต่อเด็กและทารก ตรวจพบการตกค้างทั้งในผัก ผลไม้ สัตว์น้ำ และสิ่งแวดล้อม เพื่อให้ยกเลิกการใช้สารเคมีทั้ง 3 รายการในอีก 2 ปีข้างหน้า โดยขณะที่ยังไม่ยกเลิกให้กรมวิชาการเกษตรจำกัดการนำเข้าและควบคุมการใช้

“ในฐานะกรรมการเสียงข้างน้อย ดิฉันได้ทำความเห็นประกอบความเห็นในคณะอนุกรรมการเฉพาะกิจ รวมถึงข้อมูลวิชาการที่สนับสนุนให้ยกเลิกการใช้และผลกระทบต่อสุขภาพอย่างละเอียดแล้ว” รศ.จิราพร กล่าว

- Advertisement -