คนกรุงมีโอกาสได้รู้จักกับปัญหามลพิษมากยิ่งขึ้น เมื่อวิกฤตฝุ่นละอองขนาดเล็กไม่เกิน 2.5 ไมครอน (PM2.5) เข้าปกคลุมทั่วพื้นที่กรุงเทพมหานคร (กทม.) ตั้งแต่ช่วงต้นปี 2561 และทอดเวลายาวนานนับเดือน

แม้ว่าหลังจากเดือนมีนาคมไปแล้ว สถานการณ์ต่างๆ ดูคลี่คลายลง แต่นั่นก็เพราะฟ้าฝนที่ตกลงมาอย่างเป็นใจ หาใช่เป็นเพราะเราช่วยกันลดการสร้างมลพิษลงไม่

แม้ว่าขณะนี้เครื่องวัดค่าคุณภาพอากาศจะไม่แสดงผลวิกฤตสีแดงแล้ว และผู้คนก็เริ่มจะคลายความหวาดวิตกลง หากแต่บทความล่าสุดจาก องค์การอนามัยโลก (WHO) ที่เพิ่งเผยแพร่ไปเมื่อ 2 พ.ค.ที่ผ่านมา กลับชี้ชัดว่าหลายพื้นที่ทั่วโลกยังต้องเผชิญกับมลภาวะทางอากาศในระดับอันตราย

9 ใน 10 คน หายใจด้วยอากาศมลพิษสูง

ตัวเลขที่น่าตกใจก็คือ 9 ใน 10 คน ของคนทั่วโลก กำลังหายใจด้วยอากาศที่แฝงมลพิษระดับสูง ขณะที่ประมาณการล่าสุดของผู้เสียชีวิตเพราะมลพิษทางอากาศ ได้ไต่ระดับขึ้นมาเป็น 7 ล้านคนต่อปี

ทีโดรส อัดฮานอม กีบรีเยซุส (Dr.Tedros Adhanom Ghebreyesus) ผู้อำนวยการใหญ่ WHO ระบุว่า แม้มลพิษทางอากาศจะเป็นภัยต่อเราทุกคน แต่ในหมู่คนยากจนและคนชายขอบคือผู้ที่จะต้องแบกภาระหนัก

“สิ่งที่ยอมรับไม่ได้ คือผู้คนกว่า 3,000 ล้านคน ซึ่งโดยส่วนมากเป็นผู้หญิงและเด็ก กำลังหายใจเอาอากาศเป็นพิษเข้าไปทุกวัน จากการใช้เตาเผาและเชื้อเพลิงที่สกปรกภายในบ้าน หากเราไม่รีบทำอะไรสักอย่าง ก็จะไม่มีทางเข้าใกล้กับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน” เขา ระบุ

ทั้งนี้ ตัวเลขผู้เสียชีวิตที่ WHO ประมาณการว่ามีราว 7 ล้านคนต่อปี เกิดจากการรับอนุภาคขนาดเล็กที่ปนเปื้อนในอากาศ ซึ่งสามารถเจาะลึกเข้าไปในปอด ระบบหัวใจและหลอดเลือด อันเป็นสาเหตุของโรคภัยทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็น สโตรก โรคหัวใจ มะเร็งปอด โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง การติดเชื้อทางเดินหายใจ ไปจนถึงโรคปอดบวม

‘เชื้อเพลิงครัวเรือน’ วายร้ายที่ถูกมองข้าม

ในปี 2559 เฉพาะมลภาวะอากาศภายนอกบ้านเพียงอย่างเดียว เป็นสาเหตุของการเสียชีวิตกว่า 4.2 ล้านคน ขณะที่มลพิษทางอากาศภายในบ้าน ซึ่งจะมาจากการทำอาหารด้วยเชื้อเพลิงและเทคโนโลยีสกปรก ได้คร่าคนกว่า 3.8 ล้านคน ภายในช่วงเวลาเดียวกัน

อีกข้อมูลถัดมาคือ กว่า 90% ของการเสียชีวิตที่เกี่ยวข้องกับมลพิษทางอากาศ มักเกิดขึ้นในประเทศที่มีรายได้ระดับปานกลาง-ต่ำ ส่วนใหญ่ในทวีปเอเชียและแอฟริกา ตามมาด้วยประเทศในแถบเมดิเตอร์เรเนียนตะวันออก ยุโรป และอเมริกา ตามลำดับ

นั่นอาจเป็นเพราะผู้คนกว่า 3,000 ล้านคน หรือมากกว่า 40% ของประชากรโลก ยังไม่สามารถเข้าถึงเชื้อเพลิงและเทคโนโลยีสะอาดเพื่อใช้ทำอาหารในครัวเรือน ซึ่งนี่เป็นแหล่งมลพิษหลักที่เกิดขึ้นภายในบ้าน

จากการติดตามข้อมูลเกี่ยวกับมลภาวะทางอากาศภายในครัวเรือนเป็นเวลากว่าทศวรรษ WHO พบว่าแม้การเข้าถึงแหล่งเชื้อเพลิงเทคโนโลยีสะอาดจะมีอัตราเพิ่มขึ้นในทุกที่ แต่นั่นก็ยังไม่อาจเท่าทันกับการเติบโตของประชากรในหลายส่วนของโลก โดยเฉพาะในแถบแอฟริกาใต้สะฮารา

WHO เปิดเผยด้วยว่า มลพิษทางอากาศเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญของโรคไม่ติดต่อทั้งหลาย โดยนับเป็นสาเหตุราว 24% ของการตายจากโรคหัวใจ, 25% ของสโตรก, 43% ของโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง และ 29% ของโรคมะเร็งปอด

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เกิดขึ้นควบคู่กัน คือข้อมูลของกว่า 4,300 เมืองใน 108 ประเทศ ได้เพิ่มเข้ามาอยู่ในฐานข้อมูลคุณภาพอากาศของ WHO ทำให้ฐานข้อมูลนี้ครอบคลุมสภาพอากาศมากที่สุดในโลก โดยมากกว่า 1,000 เมือง ได้ถูกเพิ่มเข้ามาภายหลังปี 2559 เป็นต้นมา แสดงให้เห็นว่าหลายประเทศกำลังวัดผลและดำเนินการเพื่อลดมลภาวะทางอากาศมากกว่าที่เคย

ภายในฐานข้อมูลดังกล่าว ยังได้รวบรวมค่าความเข้มข้นเฉลี่ยของอนุภาคขนาดเล็กในแต่ละปี คือ PM10 และ PM2.5 ซึ่งจะต้องมีค่าไม่เกิน 20 และ 10 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร (มคก./ลบ.ม.) ตามลำดับ

“ทว่าหลายเมืองใหญ่ทั่วโลก มีการตรวจวัดเกินค่ามาตรฐานจากที่ WHO กำหนดมากกว่า 5 เท่า แสดงให้เห็นถึงความเสี่ยงของสุขภาพประชาชน” มาเรีย ไนรา (Dr.Maria Neira) ผู้อำนวยการแผนกสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม WHO ระบุ

นานาประเทศระดมมาตรการสู้มลพิษ

แม้ข้อมูลทั้งหลายจะทำให้เราเห็นว่าอันตรายยังคงอยู่เกือบทั่วทั้งโลก แต่ในอีกมุมหนึ่งก็ยังมีความก้าวหน้าที่ดีให้เห็นในบางส่วนด้วยเช่นกัน ซึ่งในหลายประเทศได้เพิ่มระดับการตรวจวัดค่า ตลอดจนมาตรการต่อสู้กับปัญหามลพิษทางอากาศและอนุภาคฝุ่นละอองขนาดเล็กเหล่านี้

ตัวอย่างเช่น โครงการ Pradhan Mantri Ujjwala Yojana ของประเทศอินเดีย ซึ่งภายในเวลาเพียง 2 ปี ได้มอบก๊าซหุงต้ม (LPG) ให้ฟรีแก่แม่บ้านไปแล้วกว่า 37 ล้านราย ในครอบครัวที่มีรายได้ต่ำกว่าเส้นความยากจน เพื่อสนับสนุนให้เปลี่ยนมาใช้พลังงานที่สะอาดในครัวเรือน

หรือในเม็กซิโกซิตี ก็ได้ให้ความมุ่งมั่นในการยกระดับมาตรฐานรถยนต์ เช่น การเปลี่ยนไปใช้รถโดยสารแบบไร้เขม่า หรือการประกาศแบนรถยนต์ส่วนตัวที่ใช้เครื่องยนต์ดีเซล ภายในปี 2568

สำหรับมลพิษทางอากาศจากอนุภาคฝุ่นละอองขนาดเล็ก โดยหลักๆ แล้ว จะมาจากการใช้พลังงานที่ไม่มีประสิทธิภาพในครัวเรือน ภาคอุตสาหกรรม เกษตรกรรม การขนส่ง ไปจนถึงโรงไฟฟ้าถ่านหิน แต่ในบางที่ยังมาจากฝุ่นทะเลทราย การเผาขยะ ไปจนถึงการตัดไม้ทำลายป่า นอกจากนี้แล้วคุณภาพอากาศก็ยังสามารถแปรเปลี่ยนไปตามองค์ประกอบทางธรรมชาติ อย่างเช่น ภูมิศาสตร์ สภาพอากาศ และปัจจัยด้านฤดูกาล ได้อีกด้วย

สิ่งหนึ่งที่ควรคำนึงถึงคือ เมื่อมลพิษทางอากาศนั้นไม่มีพรมแดน ย่อมเท่ากับว่าการปรับปรุงคุณภาพอากาศจะไม่สามารถทำได้โดยฝ่ายใดฝ่ายเดียว แต่ต้องอาศัยความร่วมมือในทุกภาคส่วน ทุกระดับ ทุกประเทศ และทุกคน

เพราะข้อมูลข้างต้นคงทำให้ได้เห็นแล้วว่า ที่สุดแล้วผลร้ายเหล่านี้ย้อนกลับมาหาเราถึงปลายจมูก!

ที่มา: http://www.who.int/news-room/detail/02-05-2018-9-out-of-10-people-worldwide-breathe-polluted-air-but-more-countries-are-taking-action

- Advertisement -