20 มีนาคมที่ผ่านมา (2561) “สิงคโปร์” ประกาศใช้กฎหมายภาษีคาร์บอน (The Carbon Pricing Bill) เป็นประเทศแรกในภูมิภาคอาเซียน โดยจะมีผลบังคับใช้จริงภายในปี 2019 คาดว่าจะส่งผลกระทบต่อผู้ก่อมลภาวะยักษ์ใหญ่ โดยเฉพาะบริษัทพลังงานทั้งในประเทศและบรรษัทข้ามชาติอีก 30-40 แห่ง ท่ามกลางคัดค้านว่านโยบายนี้ ใครได้ใครเสีย?

ข้อมูลของทบวงพลังงานโลก (IEA) ในปี 2015 ระบุว่า ต่อ GDP 1 ดอลลาร์สหรัฐ สิงคโปร์จะปล่อยคาร์บอนได้ออไซด์เป็นอันดับ 123 จากทั้งหมด 142 ประเทศ (CO2 emissions/dollar GDP) แต่หากเทียบการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์รายหัว (emissions/capitaX) จะอยู่ที่อันดับ 26 ซึ่งถือว่าเป็นปริมาณที่มาก หากเทียบเคียงกับประเทศขนาดเล็กด้วยกัน

เพื่อดำเนินตามข้อตกลงปารีสอย่างจริงจัง และเพื่อจูงใจให้กลุ่มธุรกิจคิดค้นนวัตกรรมด้านพลังงานที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม รัฐบาลสิงคโปร์ในฐานะเมืองท่าขนส่งน้ำมันและสินค้าทางทะเล จึงประกาศว่าภายในปี 2030 จะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้ได้ 36% จากปริมาณการปลดปล่อยในปี 2005

และนั่นคือที่มาของกฎหมายภาษีคาร์บอนที่ได้เปิดให้มีการอภิปราย และรับความเห็นทั้งจากนักวิชาการและกลุ่มเอกชนในปีที่แล้ว

รายละเอียดของกฎหมายฉบับนี้ บังคับใช้กับบริษัทที่มีการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้ง 6 ชนิด ตั้งแต่ 2.5 หมื่นตันขึ้นไป ในอัตรา 5 เหรียญสิงคโปร์ (ราว 125 บาท) ต่อการปล่อยก๊าซเรือนกระจก 1 ตัน และจะประเมินตัวเลขนี้ใหม่เพื่อขึ้นภาษีอีกครั้งในปี 2030 คาดว่าอาจเพิ่มระหว่าง 10-15 เหรียญสิงคโปร์ต่อตัน

สำหรับการจัดเก็บภาษีในครั้งนี้จะใช้รูปแบบ Fixed-price credit-based Mechanism โดยให้ผู้ประกอบการซื้อ carbon credit จากองค์กรสิ่งแวดล้อมแห่งชาติสิงคโปร์ (National Environment Agency) ในราคาคงที่ (ยังไม่ระบุว่าเท่าใด แต่จะประกาศอีกครั้งเมื่อกฎหมายใกล้บังคับใช้จริง) เพื่อมาจ่ายภาษีคาร์บอนแทนการเป็นเงินสด

ทันทีที่มีความชัดเจนเรื่องการบังคับใช้มาตรการภาษี ทั้งองค์กรพัฒนาเอกชน หรือ NGO และภาคธุรกิจอย่าง Exxon Mobil ซึ่งดำเนินการโรงกลั่นในสิงคโปร์ และบริษัท Shell ต่างแสดงจุดยืนสนับสนุนการเก็บภาษีคาร์บอนในครั้งนี้ แต่ย้ำว่านโยบายดังกล่าวจะต้องเป็นไปอย่างยุติธรรม และทำให้บริษัทแข่งขันได้อย่างมีประสิทธิภาพ

แต่ Lee Bee Wah สมาชิกรัฐสภากังวลว่า ผู้ที่ได้รับผลกระทบ หนีไม่พ้นประชาชนหรือภาคครัวเรือน เพราะต้นทุนพลังงานที่เพิ่มขึ้น

“แม้มูลค่าการจับเก็บภาษีจะไม่ได้มาก แต่มันย่อมกระทบต่อค่าใช้จ่ายด้านสาธารณูปโภคที่เพิ่มขึ้น ข้อกังวลทั่วไปก็คือ มันจะกระทบต่อค่าใช้จ่ายของประชาชนอย่างไร เราจะมั่นใจได้อย่างไรว่ากลุ่มธุรกิจจะไม่ค้ากำไรเกินควรจากมาตรการนี้?” Lee Bee Wah กล่าว

เพื่อให้มาตรการนี้ใช้ได้จริงและไม่ทำให้กลุ่มธุรกิจเปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลันเกินไปนัก Rahayu Mahzam สมาชิกรัฐสภาอีกคน เสนอว่า รัฐควรค่อยๆ ดำเนินมาตรการเก็บภาษีอย่างค่อยเป็นค่อยไป คือเก็บภาษีแต่น้อยแล้วค่อยปรับเพิ่มขึ้น

เขา เสนอว่า การแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมไม่ใช่แค่การเก็บภาษี แต่หมายถึงโครงสร้าง ระบบสนับสนุนจากรัฐ เทคโนโลยีที่จะมาแทนที่ของเดิม และระบบตรวจสอบข้อมูลเพื่อให้เกิดการบังคับใช้กฎหมายจริง

Thanaletchimi สมาชิกรัฐสภาอีกคนร่วมให้ความเห็นว่า ในฐานะที่สิงคโปร์เป็นประเทศเล็กๆ และต้องพึ่งพากลุ่มธุรกิจต่างชาติ รัฐบาลจะให้ความมั่นใจต่อกลุ่มธุรกิจเหล่านั้นได้อย่างไรว่านโยบายดังกล่างจะยังทำให้มีการแข่งขันทางเศรษฐกิจจะยังคงมีประสิทธิภาพเท่าเดิม

เพื่อตอบคำถามข้างต้น Masagos Zulkifli รมว.สิ่งแวดล้อมและทรัพยากรน้ำ สิงคโปร์ ยืนยันว่าผลกระทบต่อผู้บริโภครายย่อยจะมีเพียงเล็กน้อย ประเมินว่าค่าใช้จ่ายจะเพิ่มขึ้นเพียง 1% ของค่าไฟฟ้าและแก๊สหุงต้ม พร้อมให้คำมั่นว่ารัฐบาลจะทำงานกับกลุ่มผู้บริโภคอย่างใกล้ชิดเพื่อดูว่าผู้บริโภคได้รับผลกระทบอย่างไรและมากน้อยแค่ไหน รวมทั้งจะทำงานกับภาคเอกชนอย่างใกล้ชิดเพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว

“กฎหมายดังกล่าวเป็นก้าวสำคัญของสิงคโปร์ ไม่ใช่แค่สนับสนุนให้กลุ่มธุรกิจปรับปรุงการทำงานด้านสิ่งแวดล้อมของตัวเอง แต่จะเป็นการเตรียมพร้อมสร้างโอกาสทางการแข่งขันด้านพลังงานสะอาด” Zulkifli ระบุ

อ้างอิง:
https://bit.ly/2rnQ2gn
https://bit.ly/2HVgxnG
https://bit.ly/2whvkUn
ทบวงพลังงานโลก (IEA) ในปี 2015 https://bit.ly/2FMPTrp

- Advertisement -