ปฏิเสธไม่ได้ว่าการเติบโตของมหานครอย่างกรุงเทพฯ ล้วนสัมพันธ์กับการพัฒนาสิ่งก่อสร้างและสาธารณูปโภคภายในเมือง ไม่ว่าจะเป็นการผุดขึ้นของคอนโด ตึกรามบ้านช่อง รวมไปถึงการขยายเส้นทางให้บริการของขนส่งมวลชนอย่างรถไฟฟ้าทั้งบนดินและใต้ดิน

อย่างไรก็ตาม บริการของรถไฟฟ้าที่ขยายครอบคลุมพื้นที่ทั่วกรุงเทพฯ มากขึ้น กลับไม่ทำให้ปริมาณรถบนท้องถนนลดลงไปได้เลย จนดูเหมือนว่าการโตวันโตคืนของเมืองจะยิ่งทำให้ทั้งปริมาณคนและรถในเขตเมืองเพิ่มมากขึ้นๆ ทุกที

จากการสำรวจของ INRIX Global Traffic Scorecard ที่ทำการวัดผลการจราจรในแต่ละวันของ 1,360 เมืองทั่วโลก รายงานผลการประเมินสภาพการจราจรทั่วโลกประจำปี 2560 ว่า ไทยแลนด์ของเราถือเป็นประเทศที่มีการจราจรติดขัดมากที่สุดเป็นอันดับต้นๆ ของโลก

เฉพาะกรุงเทพฯ เมืองฟ้าอมรก็ขึ้นแท่นเป็นเมืองที่มีรถติดเป็นอันดับที่ 16 ของโลก และยังเป็นเมืองที่มีรถติดมากที่สุดในเอเชีย ซึ่งทาง INRIX ได้คำนวณมาว่า ผู้ใช้รถใช้ถนนอย่างเราๆ จะต้องเสียเวลาบนท้องถนนในกรุงเทพฯ มากถึง 64 ชั่วโมงต่อปี!

การพัฒนาของเมืองนั้นย่อมล้อไปกับ พ.ร.บ.การผังเมือง ที่แบ่งจำแนกผังเมืองตามสีเพื่อเป็นกฎควบคุมทิศทางและการใช้ประโยชน์ของการใช้งานที่ดิน เช่น พื้นที่สีแดงถูกกำหนดให้เป็นเขตพาณิชยกรรม หรือพื้นที่สีเหลืองเป็นสีของพื้นที่อยู่อาศัยที่มีความหนาแน่นน้อย ฯลฯ

แต่ก็ดูเหมือนกับว่ากรุงเทพฯ ทุกวันนี้จะยิ่งโตเอาโตเอาแบบไร้การควบคุม

—– ผังเมืองอมตะเอื้อประโยชน์นักลงทุน —–

สภานิติบัญญัติแห่งชาติ หรือ สนช. ได้พิจารณา พ.ร.บ.ผังเมืองฉบับใหม่ กำหนดให้ผังเมืองรวมกรุงเทพฯ ฉบับปี 2556 ที่ใช้งานอยู่ในปัจจุบัน ไม่มีวันหมดอายุการใช้งาน แต่กำหนดให้มีการประเมินผังเมืองใหม่อย่างน้อยทุกๆ 5 ปี

สิ่งที่น่าสนใจก็คือ การไม่กำหนดวันหมดอายุของผังเมืองในครั้งนี้ ย่อมหมายถึงการเอื้อไม่ให้เกิดการปรับสีหรือประเภทของการใช้ประโยชน์ที่ดินตามการเปลี่ยนแปลงของเมือง แต่จะช่วยทำให้นักลงทุนสามารถมั่นใจได้ว่าการพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์จะทำได้อย่างสะดวก และไม่ต้องกังวลว่าในอนาคตจะมีผังเมืองใหม่ที่ออกมาค้านประเภทของที่ดินเก่าหรือไม่

ไม่เพียงเท่านั้น การปรับสีของผังเมืองฉบับนี้ยังเป็นการปรับสีตามระบบการเดินเครื่องของรถไฟฟ้าทั้งที่สร้างแล้ว และอยู่ในระหว่างการก่อสร้าง ต่างจากผังเมืองเดิมซึ่งจะกำหนดเขตสีตามแนวถนน ซึ่งแม้การปรับสีผังเมืองให้สัมพันธ์ไปกับเส้นทางรถไฟฟ้าจะสอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของเมืองและระบบขนส่งมวลชน แต่ก็ทำให้กลุ่มนักลงทุนมีโอกาสเพิ่มมากขึ้นในการเข้ามาพัฒนาสิ่งก่อสร้างขนาดใหญ่ เช่น คอนโดมิเนียม ที่ทยอยเปิดตัวเกาะตามแนวรถไฟฟ้า

นั่นหมายความว่า เมืองที่เติบโตของเราจะหมายถึงการมีที่อยู่อาศัยแนวสูงมากขึ้น ในขณะที่ระบบการใช้ชีวิตภาคพื้นดินอย่าง ชุมชน ตลาด หรือหน่วยเศรษฐกิจขนาดย่อยต่างๆ จะยิ่งถูกแทนที่จากสิ่งปลูกสร้างเหล่านี้ทุกวันๆ

ยกตัวอย่างเช่น มนุษย์กรุงเทพฯ ท่านหนึ่งที่มีที่อยู่อาศัยใกล้เคียงกับบริเวณสถานีรถไฟฟ้าสะพานควาย พื้นที่ที่ปัจจุบันกำลังเนื้อหอม (มาก) จากการที่มีคอนโดโครงการน้อยใหญ่มาตั้งหลักเปิดให้บริการ ซึ่งนั่นทำให้ธุรกิจท้องถิ่น เช่น ร้านข้าว ร้านเสื้อผ้า และของใช้จิปาถะ ต้องปรับเปลี่ยนรูปแบบกิจการหรือโดนกิจการที่ใหญ่กว่าเข้ามาขอซื้อหรือจับจอง เพื่อพัฒนาพื้นที่ให้สอดรับกับมูลค่าทางเศรษฐกิจที่เพิ่มมากขึ้นจากการมีรถไฟฟ้าตัดผ่าน

มนุษย์กรุงเทพฯ ท่านนี้ เล่าว่า ในช่วง 2-3 ปีมานี้มีคอนโดขึ้นแถวสะพานควายเยอะมาก และแน่นอนว่าทุกครั้งที่มีการกว้านซื้อที่ ธุรกิจท้องถิ่นจำนวนหนึ่งก็จะหายไปด้วย ร้านหนังสือเก่าซึ่งมีหนังสือมือสองหมุนเวียนเร็วอย่างน่าประทับใจ ต้องย้ายร้าน 3 รอบ ทั้งหมดเพราะคอนโด และคราวนี้จะย้ายไปไกลเลย ร้านอาหารประมาณครึ่งหนึ่ง จะหาทำเลใหม่ใกล้ๆ อีกครึ่งหายไปเลย

แต่ความเลวร้ายที่สุด เพิ่งจะเกิดขึ้นกับเวิ้งอดีตโรงหนังมงคลรามา อู่ข้าวอู่น้ำของสะพานควาย ที่มีทั้งข้าวมันไก่ และข้าวขาหมูเจ้าอร่อย ก๋วยเตี๋ยวเป็ด เย็นตาโฟ ข้าวต้มรอบค่ำ ข้าวแกง และก๋วยจั๊บที่ย้ายหนีมาจากการไล่ที่ริมถนน และร้านกล้วยทอดที่ชอบแจกฟรีเวลาเจ้าของถูกหวย กำลังจะถูกแทนที่ด้วยคอนโด ในทำเลโคตรดีใกล้บีทีเอส

จริงๆ แล้ว ชุมชนของผู้ค้าผู้กินในสะพานควายไม่ได้เป็นสิ่งเก่าแก่อะไรขนาดจะต้องมานั่งอนุรักษ์กัน แต่ทั้งหมดนี้มันก็ใช้เวลาเป็นสิบปี ในการที่จะทำให้พื้นที่ ‘แห้งแล้ง’ มันมีชีวิตชีวาขึ้นมาได้ แต่การพัฒนาเมืองไม่พยายามที่จะรักษามันเอาไว้เลย แถมยังทำให้สิ่งเหล่านี้อยู่ยากขึ้นทุกวัน…”

ภาพความย้อนแย้งจึงปรากฏขึ้นเมื่อ สิ่งก่อสร้างแนวสูงเอื้อให้มีคนเดินทางเข้ามาอยู่อาศัยในพื้นที่มากยิ่งขึ้น แต่เมื่อคนเหล่านั้นเดินเท้าลงจากคอนโดของพวกเขามาก็จะพบว่า การมีอยู่ของคอนโดเหล่านั้นได้เข้ามาแทนที่ร้านค้าชุมชน หรือแหล่งอุปโภคบริโภคเก่าๆ ไปจนหมดแล้ว

อีกทั้งผู้คนที่มากขึ้นเหล่านี้ก็ไม่ได้หมายความว่าพวกเขาจะใช้บริการขนส่งสาธารณะกันทั้งหมด เพราะส่วนใหญ่ก็ล้วนแต่มียานพาหนะส่วนตัว ซึ่งนั่นหมายความว่าเมื่อปริมาณผู้อยู่อาศัยในพื้นที่เพิ่มมากขึ้นหลายเท่าตัว จำนวนรถบนท้องถนนก็ย่อมเพิ่มขึ้นหลายเท่าตามไปด้วยนั่นเอง

—– เทรนด์การพัฒนารอบสถานี ชีวิตดีแค่ “บางคน” —–

ปัญหาหนึ่งของการกำหนดสีหรือประเภทการใช้งานของที่ดินของ พ.ร.บ. ผังเมือง ก็คือการไม่คำนึงถึงการสร้างบรรยากาศของความหลากหลายภายในพื้นที่นั้นๆ ให้ครบวงจร

กล่าวอีกทางก็คือ เมื่อพื้นที่หนึ่งๆ ถูกกำหนดให้เป็นพื้นที่อยู่อาศัย นั่นก็หมายความว่าคนเราจะต้องเดินทางไกลเพื่อไปทำงานอีกพื้นที่หนึ่ง ไปโรงพยาบาลอีกที่หนึ่ง ลูกหลานของเราต้องออกจากบ้านไปเรียนอีกพื้นที่หนึ่งเพราะโรงเรียนที่มีอยู่ในเขตพื้นที่ของเราไม่เก๋าพอ

ชาวเมืองอย่างประชากรที่อาศัยอยู่ในกรุงเทพฯ ทั้งหลายจึงมีค่าเสียโอกาสเป็น “เวลา” ที่ต้องจ่ายไปบนท้องถนนในแต่ละวัน สมมติว่าคุณต้องเข้างานเวลา 9.00 น. นั่นไม่ได้หมายความว่าคุณจะสามารถตื่นนอนเวลา 8.45 น. เพื่ออาบน้ำและเดินออกไปทำงานได้ แต่คุณยังต้องเผื่อเวลารถติดและอื่นๆ อีกมากมายจนทำให้ดูเหมือนว่า เวลาทำงานของคุณเริ่มต้นตั้งแต่ตีห้าเมื่อคุณต้องตื่นนอนมาอาบน้ำแต่งตัวและฝ่าการจราจรไปทำงานในอีกย่านหนึ่งที่มีแหล่งงานกระจุกตัว

ความเหลื่อมล้ำจึงปรากฏผ่านนโยบายการพัฒนาพื้นที่ที่ไม่คำนึงถึงความหลากหลายสำหรับการใช้งาน และไม่ได้เกิดมาเพื่อให้เมืองสามารถ “รองรับ” คนทุกคนได้ตามแนวคิดเมืองแบบ inclusive city ที่กำหนดให้ในย่านทุกย่านจะต้องมีแหล่งสาธารณูปการที่ครบถ้วนในพื้นที่เดียว

การพัฒนาที่เน้นไปแต่ความเจริญเติบโตของพื้นที่เฉพาะโดยรอบสถานีรถไฟฟ้า หรือที่เรียกกันว่าการพัฒนาพื้นที่ TOD (Transit Oriented Development) ให้มีการใช้ประโยชน์ที่ดินสูงสุดและคุ้มค่าแก่การลงทุนที่เกิดขึ้นในกรุงเทพฯ จึงยิ่งเป็นการขยายช่องว่างของความไม่เสมอภาคในการพัฒนา

แทนที่แหล่งสาธารณูปโภคจะกระจายไปตามย่านต่างๆ ก็กลับมากระจุกตัวอยู่โดยรอบสถานีรถไฟฟ้า ซึ่งมีแต่จะทำให้ทั้งราคาที่ดินและค่าครองชีพโดยรวมของพื้นที่โดยรอบสถานีเพิ่มสูงขึ้น จนเบียดขับให้ผู้อยู่อาศัยเก่าที่เคยอยู่ได้ ไม่สามารถจ่ายเพื่อจะอยู่ในพื้นที่นั้นๆ ได้ไหวอีกต่อไป คลื่นลูกใหม่จึงขับไล่คลื่นลูกเก่าผ่านอำนาจของการจับจ่ายที่มากกว่าและทรงพลังกว่า

การเร่งพัฒนาพื้นที่โดยรอบสถานีรถไฟฟ้า การเพิ่มขึ้นของประชากรภายในเมือง รวมไปถึงการขยายตัวของความเป็นเมืองอย่างไม่หยุดยั้ง เริ่มส่งผลกระทบเป็นปัญหามลพิษต่างๆ เช่น ฝุ่นขนาด PM 2.5 ที่ปกคลุมหนาแน่น ปัญหาการจราจรที่ติดขัดขึ้นทุกวัน ซึ่งทั้งหมดทั้งมวลล้วนส่งผลต่อสุขภาพกายและสุขภาพจิตของเราโดยตรง

จนดูเหมือนกับว่า กรุงเทพฯ จะไม่ใช่พื้นที่ของ “ชีวิตดีๆ ที่ลงตัว” ของเราๆ ท่านๆ อีกต่อไป

อ้างอิง:
http://www.bangkokbiznews.com/blog/detail/640474
https://goo.gl/9xgXhh
https://goo.gl/G57qBG
http://news.ch7.com/detail/273075
http://www.thansettakij.com/content/29628
รายงาน http://inrix.com/scorecard

- Advertisement -