‘พีมูฟ’ เทหมดหน้าตัก!ทุบกระปุกจัดม็อบยืดเยื้อ ปักหลักหน้า ‘คลัง’ – เร่งรัดแก้ปัญหาที่ดินคนจน

พีมูฟออกแถลงโต้ “บิ๊กตู่” ชี้ยังไม่เข้าใจปัญหา-ความเหลื่อมล้ำ หลังถูกมองว่าเอาแต่ของฟรี เดินหน้าทุบกระปุกระดมเงินต่อสู้ปักหลักยาว

เครือข่ายภาคประชาชนในนาม ขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (ขปส.) หรือพีมูฟ ออกแถลงการณ์ “ฟังเสียงความจน คนจนไม่เอาฟรี” เมื่อวันที่ 9 พ.ค.2561 ตอบโต้กรณีที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) สัญจรที่ จ.บุรีรัมย์ เมื่อวันที่ 8 พ.ค.2561 ซึ่งทางเครือข่ายฯ มองว่าเป็นการตอกย้ำการไม่ทราบข้อเท็จจริงความเดือดร้อนของ ขปส. เช่น การกล่าวหาประชาชนรากหญ้าเรียกร้องเอาแต่ของฟรี พร้อมทำกิจกรรมทุบกระปุกออมสินระดมเงินต่อสู้ยาว บริเวณริมคลองประปา หน้ากระทรวงการคลัง

เนื้อหาส่วนหนึ่งของแถลงการณ์ ระบุว่า ขปส.เป็นการรวมกลุ่มของผู้เดือดร้อนจากการพัฒนาที่ไม่ได้คำนึงถึงกลุ่มรากหญ้า โดยมีการเรียกร้องมาตั้งแต่ปี 2553 กับ 3 รัฐบาล ซึ่งเฉพาะในช่วงรัฐบาลปัจจุบัน ได้มีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการแก้ปัญหาของ ขปส. ขึ้นมาเมื่อวันที่ 20 พ.ย.2557 อย่างไรก็ตามในช่วงเวลาเกือบ 4 ปี ขปส.มีโอกาสประชุมอย่างเป็นทางการเพียง 4 ครั้ง อีกทั้งยังมีอุปสรรคปัญหาการสั่งการเชิงนโยบายที่ต้องข้ามกระทรวงไม่สามารถทำได้จริง และที่สำคัญยังไม่เคยได้เห็นความห่วงใยต่อการแก้ไขปัญหาจากตัวนายกรัฐมนตรี แม้เพียงการให้เข้าพบเพื่อเสนอและรับฟังสภาพปัญหาของชาวบ้าน

“ในทางเป็นจริงประวัติศาสตร์และความเจ็บปวดจากการถูกกระทำของประชาชนมีมาอย่างต่อเนื่อง หากคนอยู่ก่อนการประกาศเขตป่าแล้วนั้น นี่เป็นสิทธิที่ประชาชนต้องเรียกร้องเอาสิทธิคืนมิใช่หรือ และนายกรัฐมนตรีไม่ต้องกังวลที่จะมีประชาชนกลุ่มต่างๆ มาเรียกร้องกันอีก ถ้าหากสังคมไทยมีความเป็นธรรมที่เท่าเทียมและทั่วถึงในทุกชนชั้น ส่วนกิจกรรมการเคลื่อนไหวติดตามการแก้ปัญหาของ ขปส. ที่มีความจำเป็นต้องไปตามกระทรวงต่างๆ นั้น เนื่องจากที่ผ่านมาการแก้ปัญหาในกลไกที่ทางรัฐบาลตั้งขึ้นมาล้มเหลวโดยสิ้นเชิง” ตอนหนึ่งของแถลงการณ์ ระบุ

แถลงการณ์ ยังระบุต่อไปว่า ขปส.ไม่มีความประสงค์ที่จะมาทำให้รัฐบาลเสียภาพลักษณ์ แต่คาดหวังเพียงการแก้ปัญหาให้กับสมาชิกอย่างเป็นรูปธรรมโดยเร็ว อย่างไรก็ตาม ขปส.ได้อดกลั้นถึงที่สุดแล้วในระยะเวลากว่า 3 ปี แต่ไม่เกิดการแก้ปัญหาแม้แต่กรณีเดียว จึงขอเรียนว่า ขปส.มิใช่เป็นเพียงคนจนที่มีปัญหาหรือถูกกระทำ แต่ยังเป็นกลุ่มประชาชนที่มีรูปธรรมการพัฒนาเพื่อแก้ไขปัญหาของตนเอง มีกลุ่มออมทรัพย์ ธนาคารชุมชน ระบบสวัสดิการชุมชน การจัดการขยะ การเตรียมพร้อมรับมือภัยพิบัติ จนเป็นพื้นที่รูปธรรมในหลากหลายรูปแบบ

ขณะเดียวกัน ขปส.ยังมีข้อเสนอให้นายกรัฐมนตรีพิจารณา 4 ข้อ ประกอบด้วย 1.ในด้านการปฏิรูปที่ดินเพื่อคนจน เสนอแนวทางโฉนดชุมชน ซึ่งสถานะที่ดินยังเป็นของรัฐอยู่ แต่ให้ประชาชนร่วมกันบริหารจัดการที่ดินแปลงรวม เป็นรูปแบบหนึ่งในชุมชนมีความยั่งยืนเป็นแหล่งมั่นคงทางอาหารให้กับสังคม และเป็นพื้นที่วิถีวัฒนธรรม โดยมีหลักการเดียวกันกับคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ 2.กรณีปัญหาที่ดิน ที่ประชาชนทำกินอาศัยมาอย่างต่อเนื่องยาวนาน แล้วนโยบายหรือกฏหมายประกาศทับในภายหลัง เสนอให้ปรับรูปแบบในการแก้ไขปัญหาให้อยู่ร่วมกันได้

3.เรื่องศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ที่ถูกละเมิดมาอย่างยาวนาน เช่น คนไทยผลัดถิ่น กลุ่มชาติพันธ์ ซึ่งเข้าไม่ถึงสิทธิขั้นพื้นฐานของรัฐ เสนอทางออกให้คืนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ตามมาตรา 70 ของรัฐธรรมนูญปี 2560 4.ให้รัฐดำรงเจตนารมณ์ของกลไกระดับนโยบายที่ภาคประชาชนเสนอขึ้น เพื่อแก้ปัญหาคนจนทั้งประเทศให้เข้าถึงที่ดิน นั่นคือธนาคารที่ดิน ที่มุ่งเน้นให้เป็นองค์กรอิสระไม่ใช่องค์กรแสวงหากำไรเชิงพาณิชย์ ซึ่งสังคมไทยมีบทเรียนที่ล้มเหลวและเจ็บปวด กับการที่เกษตรกรต้องสูญเสียทรัพย์สินและปัจจัยการผลิตไปที่ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.)

“ด้วยเหตุดังนี้ ขปส.ยังคงมีความจำเป็นในการติดตามการแก้ปัญหาของรัฐบาลอีกต่อไป จนกว่าการแก้ปัญหาจะบรรลุข้อเสนอ และเกิดการปฏิบัติการอย่างเป็นรูปธรรมในระดับพื้นที่ ทั้งนี้เราเชื่อมั่นว่าเรื่องราวข้อเท็จจริง และหลักการทางนโยบายที่ ขปส.เสนอตลอดช่วงที่ผ่านมา คือเนื้อหาใจกลางของการปฏิรูปที่ดินและทรัพยากรของสังคม ซึ่งเป็น 1 ใน 11 เรื่องที่รัฐบาลกล่าวอ้างในการเข้ามาบริหารประเทศ และผู้นำในการปฎิรูปดังกล่าวต้องมีวิธีคิดและท่วงทำนองที่เป็นไปในทางสร้างสรรค์ และรับฟังข้อเท็จจริงอย่างถึงที่สุด หาใช่การกล่าวร้ายและสร้างความเข้าใจผิดให้กับผู้คนในสังคม” ตอนท้ายของแถลงการณ์ ระบุ

อนึ่ง เมื่อวันที่ 8 พ.ค.2561 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้กล่าวถึงกลุ่มพีมูฟที่ปักหลักชุมนุมเรียกร้องให้รัฐบาลแก้ปัญหาที่ดินทำกินให้คนจน ว่าแนวทางการแก้ปัญหาที่ทำกินมีอย่างเดียว คือโดยคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (คทช.) จัดหาพื้นที่อยู่อาศัยและทำกิน โดยมีการมอบเอกสารสิทธิที่ไม่สามารถขายต่อได้ไปแล้วกว่าล้านไร่ ซึ่งขณะนี้ทำไปกว่า 60 จังหวัด และจะทำให้มากที่สุด ทั้งในที่ดินที่หมดจากสภาพป่า ที่ราชพัสดุ ที่สามารถทำได้ตามกฎหมาย แต่เมื่อถึงจุดอิ่มตัว ถ้าหากยังคงมุ่งมั่นทำการเกษตรอย่างเดียว ปัญหาจะให้ทุกคนได้อย่างไรในเมื่อมีเป็นล้านคน

“ถ้าเราเรียกร้องอย่างเดียว จะขอฟรีทุกเรื่องคงลำบาก ต้องทำความเข้าใจกับสังคม พีมูฟวันนี้ย้ายไปกระทรวงโน้นกระทรวงนี้ก็ระวังด้วย ทำให้มันถูกต้องตามกฎหมาย การจะไปชี้ตรงโน้นตรงนี้เอาเองมันไม่ได้ ถ้าทุกคนทั้งประเทศลุกขึ้นมาชี้แล้วมันจะไปกันอย่างไร สื่อไปสร้างความเข้าใจด้วย รัฐบาลก็รับพิจารณา ในกลุ่มคณะทำงานอนุกรรมการจัดหาพื้นที่ให้อยู่แล้ว ก็ต้องอดทน เราอยากจะทำให้ดีที่สุด ไม่เช่นนั้นก็ต้องเอาป่าอุทยานฯ ป่าต้นน้ำมาแจกกันหมด มันเป็นไปไม่ได้ ผมถามว่าการสู้รบกับคนที่มีรายได้น้อยมันยากง่ายเพียงใด ถ้าง่ายทุกรัฐบาลคงทำสำเร็จไปแล้ว แต่รัฐบาลนี้ต้องหาหนทางปฏิบัติให้ได้โดยไม่มีปัญหาต่อไปในอนาคต” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว

- Advertisement -