นอกจากจะเป็นปัญหาในระดับปัจเจกแล้ว “การบริโภคที่เกินความจำเป็น” กำลังกลายเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างของมนุษยชาติด้วย นั่นเพราะเรื่องนี้เกี่ยวพันโดยตรงกับการแย่งชิง-ครอบครองทรัพยากรอันมีจำกัด และเป็นหนึ่งในต้นทางที่นำไปสู่ปัญหาความเหลื่อมล้ำในหลากหลายมิติ

“การบริโภคที่ยั่งยืน” จึงถูกพูดถึงอย่างหนาหูมากขึ้นเรื่อยๆ ด้วยหวังว่าจะเป็น “ทางออก” ของสถานการณ์ที่ค่อนข้างขมึงเกลียว

ที่จริงแล้วหัวใจของ “การบริโภคที่ยั่งยืน” ก็คือการสร้างสมดุลและความเอื้อเฟื้อ โดย “สมดุล” ในที่นี้หมายถึงสมดุลร่างกาย สมดุลชีวิต รวมไปถึงสมดุลทรัพยากร ซึ่งจะสืบเนื่องไปสู่การเอื้อเฟื้อและแบ่งปันสังคมรอบข้างต่อไป

สำนักข่าวสิ่งแวดล้อม (GreenNews) มีโอกาสพูดคุยกับ วัลลภา แวนวิลเลียนส์วาร์ด บริษัทอินี่ เครือข่ายนวัตกรรมสากล จำกัด ผู้ประกอบการธุรกิจเพื่อสังคม ผ่านหัวข้อ “ประชาธิปไตยทางอาหาร” ซึ่งสามารถสะท้อนภาพการบริโภคที่ยั่งยืนได้เป็นอย่างดี

“วัลลภา” เริ่มพูดคุยด้วยเรื่องราวของสิทธิ เสรีภาพ และหน้าที่ของพลเมืองในระบบอาหาร โดยตั้งประเด็นจากการอ้างอิงคำพูดของ โคลิน กอนซาลเวส์ (Colin Gonsalves) เจ้าของรางวัล Right Livelihood Award ประจำปี พ.ศ. 2560

“โคลิน กอนซาลเวส์ บอกว่า ทั้งๆ ที่ประเทศอินเดียเป็นผู้ส่งออกอาหาร แต่กลับพบคนอินเดียจำนวนมากที่ขาดแคลนอาหาร และไม่สามารถเข้าถึงอาหารได้”

“วัลลภา” บอกว่า หากพูดถึงสิทธิในการเข้าถึงอาหารที่ดีต่อสุขภาพ ต้องบอกว่าปัจจุบันอาหารไม่เพียงพอต่อความต้องการ

เธอ อธิบายว่า ทุกวันนี้ระบอบอาหารหรืออุตสาหกรรมการผลิตอาหารกำลังถูกครอบงำ พร้อมยกตัวอย่าง “วัตถุดิบ” เช่น เฟรนฟราย ซึ่งถูกปลูกด้วยสารเคมีเข้มข้น และเป็นพันธุ์พืชจีเอ็มโอ

“ระบบการผลิตแบบนี้เรียกว่า … การปล้นผลิตผล ปฏิบัติการจี้ยึดเสบียงอาหารโลก” วัลลภาอ้างอิงนิยามของ วันทนา ศิวะ นักเคลื่อนไหวด้านสิ่งแวดล้อมชาวอินเดียต่อระบบเกษตรอุตสาหกรรม พร้อมให้ข้อมูลว่า เรื่องราวเหล่านี้เป็นอุปสรรค และนำมาสู่วิกฤตอาหารของโลก เพราะไม่มีความสนใจต่อเกษตรกรรายย่อย ระบบนิเวศ และคุณภาพของอาหาร

—– ‘ต้นทุน’ ทางอาหารที่ถูกลืม —–

“วิกฤตในระบบอาหารสามารถมองได้ 4 มิติ  และทั้ง 4 มิติ ก็ไม่ได้พูดถึงต้นทุนที่แท้จริงของการผลิตอาหาร” วัลลภา ระบุ

“ต้นทุนที่แท้จริง” ตามที่เธอพูดนั้น หมายความรวมถึงต้นทุนที่มาจาก 1.สุขภาพ 2.สิ่งแวดล้อม 3.พลังงาน และ 4.สังคม ซึ่งต้นทุนเหล่านี้ไม่ได้ถูกนำมาคิดในราคาของอาหารในปัจจุบัน

ในส่วนของ “วิกฤตสุขภาพ” พบว่า มีคนไทยในปัจจุบันกว่า 30% ที่ประสบปัญหาโรคอ้วน จากการบริโภคอาหารที่มีพลังงานสูง น้ำมัน แป้ง โปรตีนมากเกินจำนวน และหากต้องการบริโภคผักผลไม้แทน กลับพบว่ามีสารพิษตกค้างมากถึง 50%

“ไม่ต่างจากสถานการณ์หนีเสือปะจระเข้” เธอกล่าวถึงปัญหาอาหารไม่ปลอดภัย

ต่อมาคือ “วิกฤตสิ่งแวดล้อม” เธอ บอกว่า ขณะนี้เริ่มมีความไม่มั่นคงทางอาหารจากการผูกขาดเมล็ดพันธุ์ด้วยบริษัทอาหารเพียงไม่กี่ราย และทำให้กระบวนการได้มาซึ่งวัตถุดิบในกระบวนการผลิตอาหารอยู่ในมือของบริษัทเป็นส่วนใหญ่

นอกจากนี้ ขบวนการแย่งยึดที่ดินด้วยระบบเกษตรเคมีขนาดใหญ่ ยังทำให้เกษตรกรสูญเสียและเกิดปัญหาหนี้สิน มีงานวิจัยชี้ว่าเกษตรเคมีกับการเป็นหนี้ของเกษตรกรมีนัยยะสัมพันธ์กัน

สำหรับ “วิกฤตพลังงาน” ด้วยประเทศไทยมีความต้องการที่จะเป็นครัวโลกจึงให้ความสนใจที่จะส่งออกอาหารไปยังตลาดที่ไกลออกไป ซึ่งในกระบวนการผลิตอาหารเพื่อจะส่งผลผลิตไปยังตลาดที่ไกลนั้นจะสิ้นเปลืองและใช้พลังงานเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะกับบรรจุภัณฑ์ เช่น อาหารแช่แข็ง ซึ่งทำให้พบว่า 1 ใน 4 ของขยะจากครัวเรือน เป็นขยะที่เกิดจากบรรจุภัณฑ์

สุดท้าย “วิกฤตทางด้านสังคม” ในแง่ของความมั่นคงของมนุษย์ ในกระบวนการผลิตอาหารมีการแย่งทรัพยากรซึ่งกันและกัน

เธอตั้งคำถามต่อไปว่า “เรามีเสรีภาพในระบบอาหารอุตสาหกรรมจริงหรือ?” ซึ่งสอดคล้องกับ กุนนาร์ รุนด์เกรน ที่ตั้งคำถามทำนองเดียวกันว่า “ทางเลือกของผู้บริโภคมีอยู่จริงไหม?” ซึ่งตามมุมมองของ “วัลลภา” เธอเชื่อว่ามันไม่มีจริง

“เราอาจจะเลือกกินได้ แต่วัตถุดิบที่นำมาใช้ในการผลิตอาหารยังคงปนเปื้อนสารเคมีอยู่ดี”

—– พลิกฟื้นระบบอาหาร ผู้บริโภคต้องรู้จักผู้ผลิต —–

ด้วยความทับซ้อนของปัญหาราวกับว่าเรากำลังถูก “เผด็จการทางอาหาร” ผู้ประกอบการรายนี้ เสนอว่า ควรกลับมาสู่คุณค่าอย่างแท้จริงคือเสรีภาพทางอาหาร ซึ่งในกระบวนการของประชาธิปไตยมีการพูดถึงความโปร่งใส คำถามก็คือเป็นไปได้หรือไม่ว่าผู้บริโภคควรที่จะรู้จักผู้ผลิต ไม่ว่าจะเป็นเกษตรกรปลูกข้าว ปลูกผัก

“หากเป็นอย่างนี้ได้ระบบอาหารจะฟื้นคืน หากรู้ว่าใครคือผู้บริหาร” เธอ ระบุ

วัลลภา เล่าต่อว่า เมื่อพูดถึงเสรีภาพสิ่งที่จะขาดไม่ได้คือหน้าที่พลเมือง คือหน้าที่ของตัวเราในระบบอาหาร ทุกคนเป็นผู้บริโภคและเราจะลุกขึ้นมาเป็นนักรณรงค์ด้านอาหาร (Food Activist) เพื่อให้เกิดการผลิตอาหารแบบขบวนการอาหารท้องถิ่น เกษตรกรอินทรีย์รุ่นใหม่ กลุ่มพ่อแม่-โรงเรียน สภาอาหารของเมือง เป็นต้น

“ผู้บริโภคสามารถเลือกได้ว่าจะนำไปสู่การผลิตทางด้านอุตสาหกรรม หรือระบบผูกโยงแบบสมาชิก ซึ่งผู้บริโภคเพียงให้หลักประกันกับเกษตรกร ราคาที่เป็นธรรม ตัวเกษตรกรก็เองมอบหลักประกันให้กับผู้บริโภค นำอาหารมาแลกเปลี่ยน เพราะทุกคนอยู่ในห่วงโซ่อาหารเดียวกัน และสามารถนำประชาธิปไตยมาสู่ระบบอาหารได้” วัลลภา กล่าว

ก่อนจะทิ้งท้ายด้วยคำพูดของอาจารย์ป๋วย อึ๊งภากรณ์ว่า “สิทธิ เสรีภาพ หน้าที่ในระบบอาหาร คือธรรมนูญชีวิต” ซึ่งทั้งหมดจะปูทางปสู่การบริโภคที่ยั่งยืนและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

- Advertisement -