สูบทรัพยากรโลกเลี้ยง ‘หมู-วัว-ไก่’ 2.4 หมื่นล้านตัว นานาชาติขานรับ ‘รีดภาษีเนื้อสัตว์’ ลดการบริโภค

ในปี 2593 หรืออีกราวๆ 32 ปีข้างหน้า ประชากรโลกจะเพิ่มจำนวนขึ้นเป็น 9,000 ล้านคน จากปัจจุบันที่มีอยู่ประมาณ 7,000 ล้านคน การผลิตอาหารให้เพียงพอต่อความต้องการของประชากรโลกจึงเป็นความท้าทายในอนาคต

อย่างไรก็ตาม ยังคงมีคำถามถึงความยั่งยืนในการผลิตอาหาร เมื่อมนุษย์กำลังเสพติดการบริโภคเกินพอดี โดยเฉพาะการบริโภคเนื้อสัตว์และผลิตภัณฑ์จากภาคปศุสัตว์ ซึ่งก่อให้เกิดปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมตามมามากมาย

องค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ (Food and Agriculture Organization : FAO) คาดการณ์ว่าความต้องการบริโภคเนื้อสัตว์ทั้งโลกจะเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าในระหว่างปี 2543 และ 2593 เนื่องจากการเพิ่มขึ้นของประชากรโลกที่มีผลต่อความต้องการบริโภคเนื้อสัตว์ ขณะนี้การบริโภคสัตว์ปีกเติบโตขึ้นด้วยอัตราเฉลี่ย 5% ต่อปี

“สิ่งที่คนไม่รู้คือตอนนี้เรามีหมู 2,000 ล้านตัว วัวเกือบจะ 2,000 ล้านตัว และไก่ 20,000 ล้านตัวบนโลกนี้” David Yeung ผู้ก่อตั้งสตาร์ทอัพในฮ่องกงชื่อว่า Green Monday กล่าวกับสื่อโทรทัศน์ CNBC

นั่นหมายถึงการใช้ประโยชน์ทรัพยากรเข้มข้นเพื่อเลี้ยงสัตว์ดังกล่าว โดยภาคปศุสัตว์ปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากที่สุดในบรรดาภาคการผลิตอาหาร คิดเป็น 15% ของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากทุกภาคส่วน

Yeung กล่าวว่า การบริโภคเนื้อสัตว์ที่เพิ่มขึ้นจนเกินพอดีกำลังทำลายล้างทรัพยากร แต่ผู้คนกลับไม่ตระหนักถึงเรื่องนี้

การศึกษา “Shifting Diets for a Sustainable Food Future” จัดทำโดย World Resources Institute ระบุว่า การผลิตอาหารในภาคปศุสัตว์ใช้เนื้อที่ภาคเกษตรกรรมถึง 3 ใน 4 ส่วนของโลกเพื่อผลิตอาหารสัตว์เป็นหลัก นั่นหมายความว่าผลผลิตจากภาคเกษตรกรรมส่วนใหญ่ถูกส่งลำเลียงไปยังฟาร์มเลี้ยงสัตว์ มากกว่าการผลิตพืชผลทางการเกษตรเพื่อเลี้ยงปากท้องมนุษย์โดยตรง

การผลิตอาหารสัตว์โยงใยกับการทำลายป่าและการใช้ทรัพยากรน้ำเข้มข้น อย่างไรก็ตามภาคปศุสัตว์สามารถผลิตโปรตีนเพียง 37% ของความต้องการมนุษย์ ซึ่งถือว่าเป็นการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรที่ได้ผลผลิตกลับมาไม่คุ้มค่า การผลิตเนื้อวัวใช้ทรัพยากรน้ำและที่ดิน และยังปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากที่สุดเมื่อเทียบกับการผลิตเนื้อสัตว์ประเภทอื่น รองลงมาคือผลิตภัณฑ์นม เนื้อหมู และเนื้อไก่

ขณะที่การผลิตเนื้อปลาจากการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำก็ใช้ประโยชน์จากทรัพยากรเข้มข้น และก่อให้เกิดปัญหาสิ่งแวดล้อมไม่แพ้กัน

การเพาะเลี้ยงปลาแซลมอนเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำที่ถูกวิพากย์วิจารณ์บ่อยครั้ง เนื่องจากมีการใช้สารเคมีเพื่อเร่งการเจริญเติบโตของปลาแซลมอน และมีการใช้ยาปฏิชีวนะเพื่อกำจัดปรสิตซึ่งพบได้ทั่วไปในปลาแซลมอนที่เลี้ยงอย่างแออัด

นักเคลื่อนไหวต่อต้านอุตสาหกรรมเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำที่ไม่ยั่งยืน Don Staniford จาก Global Alliance Against Industrial Aquaculture เรียกการเพาะเลี้ยงแซลมอนในกรงดังกล่าวว่า “toxic toilets” หรือห้องน้ำมีพิษ สะท้อนสภาพปลาแซลมอนที่โดนขังแออัดในกรงใต้น้ำ เป็นแหล่งเพาะเชื้อโรคโรคที่อาจแพร่กระจายสู่ระบบนิเวศน์

เร็วๆนี้ เครือข่ายนักลงทุนชื่อว่า Farm Animal Investment Risk and Return ได้เสนอให้มีการคิด “ภาษีบาป” จากผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์ เนื่องจากกรรมวิธีการผลิตที่ไม่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และการบริโภคเนื้อสัตว์ก่อให้เกิดโรคภัยไข้เจ็บในมนุษย์ เช่น โรคอ้วน เบาหวาน และมะเร็ง

แนวคิดการตั้งภาษีกับผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์กำลังเป็นที่พูดคุยกันในรัฐสภาของประเทศเยอรมันนี้ เดนมาร์ค และสวีเดน หรือแม้แต่รัฐบาลจีนก็มีแนวคิดลดการบริโภคเนื้อสัตว์เพื่อความยั่งยืนเช่นกัน

“ปริมาณการบริโภคเนื้อสัตว์ในปัจจุบันไม่ดีต่อสุขภาพและไม่ยั่งยืน ผลกระทบที่เกิด (จากการบริโภคเนื้อสัตว์เกินพอดี) จะสร้างมูลค่าความเสียหายมากกว่าล้านล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐในอนาคต การตั้งภาษีเนื้อสัตว์จะเป็นก้าวแรกที่สำคัญ” Marco Springmann นักวิจัยจาก University of Oxford กล่าว

ที่มา :
https://www.cnbc.com/2018/03/22/livestock-industry-is-most-pressing-global-crisis-in-sustainability.html
http://www.wri.org/resources/charts-graphs/animal-based-foods-are-more-resource-intensive-plant-based-foods
https://www.theguardian.com/environment/2017/apr/01/is-farming-salmon-bad-for-the-environment
https://www.theguardian.com/environment/2017/dec/11/meat-tax-inevitable-to-beat-climate-and-health-crises-says-report