คาดอีก 2 เดือนชัด! ‘ดีเอสไอ’ ลงมติรับคดี ‘บิลลี่’ ‘ยูเอ็น’ ร่วมวงติดตามผลสอบ – จี้ รบ.ทำให้สุด

วงเสวนา ‘บิลลี่’ เผยความคืบหน้าคดี “สุรพงษ์” ระบุ รองอธิบดีดีเอสไอรับปาก อีก 2 เดือน ชงคดีเข้าสู่บอร์ดคดีพิเศษ

นายสุรพงษ์ กองจันทึก ประธานมูลนิธิผสานวัฒนธรรม และนักกฎหมายอิสระ เปิดเผยในเวทีเสวนา “จากปู่โคอี้ ถึงบิลลี่: การเรียกร้องสิทธิ ชุมชนในป่า และความเป็นธรรมของชุมชนกะเหรี่ยงบางกลอย” เมื่อวันที่ 27 เม.ย.2561 ตอนหนึ่งว่า ได้เดินทางไปยังกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เพื่อติดตามความคืบหน้าคดีร่วมกับภรรยาของนายบิลลี่ เมื่อช่วงเช้าของวันที่ 27 เม.ย. โดยเบื้องต้นรองอธิบดีดีเอสไอแจ้งว่าได้รวบรวมข้อมูลคดีครบถ้วนแล้ว คาดว่าจะเสนอให้ที่ประชุมคณะกรรมการคดีพิเศษที่จะประชุมกันในอีก 2 เดือนข้างหน้า พิจารณาลงมติเพื่อรับเข้าเป็นคดีพิเศษ

อย่างไรก็ตาม ในส่วนของการดำเนินคดีกับนายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร พร้อมพวก ในข้อหาปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 จากพฤติการณ์ควบคุมตัวนายบิลลี่โดยไม่ดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมาย กับสำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) ปัจจุบันยังไม่มีความคืบหน้าเพิ่มเติมแต่อย่างใด

พ.ต.อ.ไตรวิช น้ำทองไทย อดีตรองผู้บังคับการสืบสวนสอบสวนตำรวจภูธรภาค 7 กล่าวว่า สำหรับคดีของนายบิลลี่ถ้ายังมีการทำต่อเชื่อว่ายังคงมีความหวังอยู่ เพราะจากที่เคยสอบสวนพบว่าพยานหลายรายให้การกลับไปกลับมา ตลอดจนข้อมูลที่ลูกน้องให้การในตอนหลังว่าไม่เห็นการปล่อยตัวนายบิลลี่ การจำลองสถานการณ์ที่เชื่อได้ว่าการปล่อยตัวนายบิลลี่ไม่มีทางเกิดขึ้นได้ รวมถึงข้อมูลต่างๆ ที่ได้มีการรวบรวม ซึ่งเชื่อว่ายังสามารถรื้อออกมาได้อีกมาก ซึ่งดีเอสไอจะเป็นความหวัง

“วันนี้อาจยังแย่หน่อยตรงที่ลูกน้องบางคนชั่งน้ำหนักว่าหัวหน้าเขายังเติบโตได้อีก ยังใหญ่กว่านี้ได้อีก ถ้าตำรวจเจอแบบนี้ก็ไปไม่ถูกเหมือนกัน” พ.ต.อ.ไตรวิช กล่าว

รศ.ปกป้อง ศรีสนิท อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า ที่ผ่านมาได้มีความพยายามออกกฎหมาย พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการบังคับบุคคลให้สูญหาย เพื่อให้ประเทศไทยมีระดับการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนสูงสุดเหมือนต่างประเทศ และเป็นไปตามพันธะกรณีที่ประเทศไทยให้ความตกลงไว้ เนื่องจากสิทธิที่จะไม่ถูกฆ่านอกกฎหมาย ไม่ถูกทรมาน ไม่ถูกรัฐหรือเจ้าหน้าที่บังคับให้สูญหาย นับเป็นสิทธิมนุษยชนขั้นสูงสุด ที่รัฐบาลและเจ้าหน้าที่ไม่สามารถละเมิดได้ไม่ว่าจะในสถานการณ์ใด

รศ.ปกป้อง กล่าวว่า อย่างไรก็ตามในส่วนของร่าง พ.ร.บ.ฉบับแรกได้ถูกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ส่งให้กลับไปทบทวน โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการร่างฉบับที่สอง จึงอยากฝากไว้ว่าการปรับปรุงใดๆ ต้องยึดพันธะกรณีระหว่างประเทศเป็นหลัก เพราะถ้ามีความห่างกันมากก็ไม่มีประโยชน์ ต่างชาติจะมองว่าออกกฎหมายมาเพื่ออะไร และอีกความสำคัญที่ควบคู่กันเมื่อมีกฎหมายในอนาคต คือการบังคับใช้ได้จริง ให้เจ้าหน้าที่ของรัฐเปลี่ยนทัศนคติว่าการละเมิดเหล่านี้จะทำไม่ได้ไม่ว่าในสถานการณ์ใด

นางอังคณา นีละไพจิตร กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ กล่าวว่า คดีบิลลี่รวมถึงกรณีการบังคับให้สูญหายโดยเจ้าหน้าที่นั้น รัฐไม่สามารถปฏิเสธการรับผิดชอบได้ไม่ว่ากรณีใด จะต้องเปิดเผยชะตากรรม และความจริงที่เกิดขึ้น ไม่ใช่ให้ผู้เสียหายไปตามหาและร้องขอ เพราะผู้เสียหายทุกข์ยากพออยู่แล้ว ต้องมีการอำนวยความยุติธรรม การคุ้มครองพยาน เพราะในระหว่างที่ยังไม่เป็นคดีหลายคนก็ถูกคุกคามจนสู้ไม่ไหว ที่ผ่านมาผู้เสียหายกลายเป็นคนที่ต้องไปตามหาการสงเคราะห์เพื่อเข้าถึงความยุติธรรม ทั้งที่รัฐมีอำนาจหน้าที่ต้องทำตาม กลายเป็นสิ่งกลับกัน เราจึงต้องสร้างหลักประกันว่าเรื่องแบบนี้จะไม่เกิดขึ้นอีก

ผศ.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล รองอธิการบดีฝ่ายความยั่งยืนและบริหารศูนย์รังสิต มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า ในบรรดาการละเมิดสิทธิที่กระทำต่อมนุษย์ การฆ่ายังนับว่าไม่ร้ายเท่ากับการทำให้หายไป เนื่องจากผู้กระทำไม่ต้องรับผิดชอบใดๆ ซึ่งหากเกิดขึ้นได้กับใครสักคนก็ย่อมเกิดขึ้นได้กับทุกคน และถ้าอยากปลอดภัยต้องไม่ไปยุ่งกับผู้มีอำนาจ ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง กรณีนี้จึงรู้สีกดีใจที่ดีเอสไอจะเข้ามารับคดีนี้ เพราะเป็นสิ่งที่ไม่ควรต้องเกิดขึ้นอีก

ด้าน น.ส.ซินเทีย เวลิโค ผู้แทนสำนักงานข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (OHCHR) ประจำภูมิภาคเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ กล่าวว่า คดีบิลลี่เป็นหนึ่งในคดีตัวอย่างที่ด้านสิทธิมนุษยชน การถูกบังคับให้สูญหายของนักต่อสู้เพื่อสิ่งแวดล้อมและชนเผ่าพื้นเมือง ซึ่งหลังจากนี้ทางสำนักงานฯ จะยังคงติดตามการสืบสวนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะดีเอสไอเพื่อให้ได้ข้อสรุปที่น่าเชื่อถือ พร้อมจะผลักดันให้รัฐบาลสืบสวนคดีดังกล่าวให้เสร็จสิ้น

อนึ่ง นายพอละจี รักจงเจริญ หรือบิลลี่ สมาชิกองค์การบริหารส่วนตำบลห้วยแม่เพรียง ซึ่งเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการปกป้องสิทธิของกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยงแห่งบางกลอย-ใจแผ่นดิน ได้หายตัวไปตั้งแต่วันที่ 17 เม.ย.2557 ภายหลังถูกควบคุมตัวโดย นายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร หัวหน้าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจานในขณะนั้น พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ เนื่องจากมีน้ำผึ้งป่าไว้ในครอบครอง โดยเจ้าหน้าที่ระบุว่าได้ทำการตักเตือนและปล่อยตัวไปพร้อมของกลางไปแล้ว