ปัจจุบันกรุงเทพมหานคร (กทม.) เมืองหลวงของประเทศไทย มีปริมาณขยะมูลฝอยเฉลี่ยที่ประมาณ 10,500 ตันต่อวัน

หากเทียบกับขนาดของรถเก็บขยะ กทม. ที่เราคุ้นเคย ซึ่งมีความจุเฉลี่ยคันละ 5 ตัน ขยะจำนวนดังกล่าวจะเทียบเท่ากับการใช้รถขยะมากถึง 2,100 คัน

ที่ผ่านมา ขยะจำนวนนี้ถูกส่งไปยังศูนย์กำจัดมูลฝอย จำนวน 3 แห่งใน กทม. แบ่งเป็น ศูนย์ฯ อ่อนนุช 4,000 ตัน ศูนย์ฯ หนองแขม 4,000 ตัน และศูนย์ฯ สายไหม 2,500 ตัน ซึ่งทั้งหมดถูกกำจัดหมดชนิดวันต่อวัน

หากนับขยะเป็นทรัพยากรหนึ่งที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ต่อได้ ใกล้เคียงที่สุดคงมีเพียงมูลฝอยปริมาณ 600 ตัน ในศูนย์ฯ อ่อนนุชเท่านั้น ที่ถูกนำไปหมักเพื่อทำปุ๋ย ส่วนที่เหลือของทั้งสามศูนย์ฯ รวม 9,900 ตัน ต้องถูกฝังกลบลงสู่พื้นดินอย่างไม่เกิดประโยชน์

อย่างไรก็ตามในช่วงสองปีหลัง มูลฝอยส่วนหนึ่งจากศูนย์ฯ หนองแขม ได้เริ่มมีการแบ่งเข้าสู่เตาเผาผลิตกระแสไฟฟ้าวันละกว่า 500 ตัน

วุฒิเลิศ มณีโรจน์ ผู้อำนวยการกองกำจัดมูลฝอย กทม. เปิดเผยว่า ปัจจุบันเตาเผาขยะใน กทม. มีเพียงแห่งเดียวคือที่ “โรงกำจัดขยะผลิตไฟฟ้าเพื่อสิ่งแวดล้อม หนองแขม” ซึ่งดำเนินการโดยบริษัท ซีแอนด์จี เอ็นไวรอนเมนทอล โปรเท็คชั่น (ประเทศไทย) จำกัด ในลักษณะ Build-Operate-Transfer (BOT) ซึ่งเอกชนเป็นผู้ลงทุนและดำเนินงาน เมื่อหมดสัญญาจึงส่งมอบโรงกำจัดนี้ให้กับ กทม.

ทั้งนี้ สภา กทม. อยู่ระหว่างการพิจารณาเพิ่มเตาเผาขยะอีก 2 แห่ง บริเวณอ่อนนุช และหนองแขม ที่มีขนาดใหญ่ขึ้น คือไม่น้อยกว่า 1,000 ตันต่อวัน

“ปริมาณขยะใน กทม. มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นตามการเติบโตของเศรษฐกิจ ซึ่งมีอัตราการเติบโตเฉลี่ย 2-3% ต่อปี ดังนั้นใน 20 ปีข้างหน้า ปริมาณขยะใน กทม.จึงมีโอกาสเพิ่มมากกว่า 20% จากปัจจุบัน” เขาให้ภาพถึงสาเหตุ

เหอ หนิง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ซีแอนด์จีฯ อธิบายถึงการดำเนินงานในปัจจุบันว่า โรงกำจัดขยะฯ แห่งนี้ สามารถรับขยะจาก กทม. มากำจัดประมาณวันละ 500 ตัน พร้อมความสามารถในการผลิตกระแสไฟฟ้า เพื่อส่งขายให้กับการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) ได้กว่า 2 แสนยูนิตต่อวัน หรือเท่ากับ 7 เมกกะวัตต์

ในส่วนของเตาเผาขยะ ทางบริษัทได้ใช้เทคโนโลยีจากประเทศสวิตเซอร์แลนด์ โดยเป็นเตาเผาแบบตะกรับ (Stoker Type) ที่ใช้อุณหภูมิในการเผาไหม้สูงถึงกว่า 1,000 องศาเซลเซียส ซึ่งสามารถทำให้สารอันตรายทั้งหลาย เช่น ไดออกซิน สลายตัว จึงไม่มีการปลดปล่อยมลพิษออกสู่ภายนอก

เขาบอกด้วยว่า จากประสบการณ์ของบริษัทซึ่งได้ดำเนินงานเตาเผาขยะมาแล้วถึง 12 แห่งในหลายประเทศ ทำให้บริษัทได้รับการรับรองระบบมาตรฐาน ไม่ว่าจะเป็นมาตรฐานระบบบริหารงานคุณภาพ ISO 9001 ระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม ISO 14001 และระบบการจัดการอาชีวอนามัยและความปลอดภัย OHSAS 18001 ด้วยระยะเวลาเพียง 1 ปี

ขณะเดียวกัน บริษัทยังได้มีการจัดทำศูนย์เรียนรู้ด้านการจัดการขยะ ซึ่งเปิดให้ผู้ที่สนใจเข้าชมความรู้เกี่ยวกับขยะ และวิธีการจัดเก็บอย่างถูกต้อง โดยได้รับการตอบรับจากประชาชน ภาครัฐ เอกชน และสถานศึกษาเข้าเยี่ยมชมอย่างต่อเนื่อง

“ด้วยบุคลากรที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญในการกำจัดขยะด้วยระบบเตาเผา บริษัทจึงมีความพร้อมอย่างเต็มที่ในการเข้าประมูลงานโรงกำจัดขยะเตาเผาผลิตกระแสไฟฟ้าของ กทม.ที่จะเพิ่มอีก 2 แห่ง บริเวณอ่อนนุชและหนองแขม และยังมีความพร้อมที่จะขยายการลงทุนไปยังพื้นที่อื่นๆ ทั้งใน กทม.และต่างจังหวัด ด้วย” ประธานรายนี้ระบุ

อย่างไรก็ตาม อีกมุมมองหนึ่งจาก เพ็ญโฉม แซ่ตั้ง ผู้อำนวยการมูลนิธิบูรณะนิเวศ ระบุว่า โดยพื้นฐานนั้นไม่เห็นด้วยกับการเพิ่มเตาเผาขยะของ กทม. เพราะสิ่งที่น่าเป็นห่วงมากที่สุดคือการควบคุมมลพิษทางอากาศของประเทศไทย ซึ่งที่ผ่านมายังไม่มีกฎหมายควบคุมอย่างชัดเจน

เธออธิบายว่า มาตรการด้านมลพิษทางอากาศของไทยมีเพียงข้อกำหนดขั้นพื้นฐาน แต่หากเป็นกฎหมายที่เข้มงวดและมีประสิทธิภาพ ควรจะต้องกำหนดรายละเอียดต่างๆ เข้าไปด้วย เช่น เทคโนโลยีที่ต้องใช้ควบคุมมลพิษ เป็นต้น จึงเป็นห่วงว่าการเร่งสร้างจะเกิดปัญหาผลกระทบต่อไปในอนาคต

นอกจากนี้ จากการศึกษาวิจัยยังพบว่าปัญหาพื้นฐานของทุกเตาเผาขยะ คือ เถ้าหนัก หรือ เถ้าเบา ที่หลงเหลือจากกระบวนการเผา จะมีสารโลหะหนักหรือสารพิษอื่นๆ ปนเปื้อนอยู่ หากไม่ได้รับการจัดการที่ถูกต้อง ดังนั้นถ้ายังไม่มีกฎเกณฑ์ที่เคร่งครัด จึงกังวลว่าจะเกิดปัญหาตามมา

สุดท้ายแล้วเธอมองว่า ไม่ว่าจะเป็นการกำจัดด้วยวิธีเผาหรือฝังกลบก็ตาม การกำจัดอาจไม่ใช่วิธีที่ถูกต้องนัก เพราะสิ่งที่ควรจะถูกพูดถึงอย่างจริงจัง คือปริมาณขยะที่เราผลิตเฉลี่ยสูงขึ้น ควรนำไปสู่มาตรการลดขยะของแต่ละบุคคลอย่างไร

“ทุกวันนี้เรายังไม่มีเป้าหมายลดการสร้างขยะ แล้วเราจะต้องสร้างอีกกี่เตาเผาเพื่อใช้ในการกำจัด ในหลายประเทศเขามองว่าขยะเป็นทรัพยากรตัวหนึ่ง การเผาทิ้งนอกจากจะทำลายแล้วยังปล่อยมลพิษ ดังนั้นในประเทศที่ประสบความสำเร็จในการจัดการ เขาจะมองรากฐานใหญ่คือลดการเกิดขยะ ถัดมาจึงเป็นการคัดแยกนำไปใช้ รีไซเคิล แปรรูป จนเหลือท้ายที่สุดจึงค่อนเป็นการทำลาย” เพ็ญโฉม ระบุ

- Advertisement -