เจาะความสำเร็จ ‘น้ำพางโมเดล’ ‘น่าน’ ปักธง! 5 ปี ลดพื้นที่เกษตรเชิงเดี่ยว

“มาเก็บเกี่ยวความอบอุ่น มาอีกทีก็อยากเอารักมาฝาก”

ถ้อยคำก้องในความรู้สึกเสมอเมื่อพูดถึง ‘น่าน’ เมืองที่มีหมอกมัวสลัวๆ สายฝนพรำ เส้นทางอันห่างไกลผ่านไพรพนา ข้ามภูผา ข้ามฟ้าให้มาพบเจอ เหมือนดั่งเพลง “น่านนะสิ” ของ ศุ บุญเลี้ยง

แต่ความงดงามเหล่านั้นใช่ว่าจะเป็นภาพที่จะเกิดขึ้นตลอดทั้งปี เพราะหากมาเยือนในช่วงเดือน ม.ค.-เม.ย. เมืองที่มีหมอกตามธรรมชาติจะกลับเปลี่ยนเป็นเมืองที่เต็มไปด้วยควันและฝุ่นละอองอยู่ในอากาศ ซึ่งมีสาเหตุมาจากไฟป่าและการเผาพื้นที่เกษตรกรรม

“พอถึงเดือนมกราคม กุมภาพันธ์ มีนาคม แม้แต่จะลืมตาขึ้นมาก็แสบตา แสดงว่าการเผาป่าค่อนข้างจะรุนแรง แต่พอดีระยะหลังมาสัก 2 ปีมานี้กระแสการจุดไฟเผาป่ามันลดลง” พระสมคิด จรณธมฺโม เจ้าอาวาสวัดโป่งคำ ประธานมูลนิธิส่งเสริมการเรียนรู้ชุมชนวัดโป่งคำ อ.สันติสุข จ.น่าน บอกเล่าถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจริง

—– เรื่องเล่าหมอกควัน บนทางหลวง 1168 —–

ต้นเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ทีมงานสำนักข่าวสิ่งแวดล้อม (GreenNews) ได้เดินทางไปยัง จ.น่าน และได้เยี่ยมชมพื้นที่จากตัวเมืองน่าน ผ่าน อ.สันติสุข มุ่งสู่ อ.แม่จริม พักดูดซับบรรยากาศลำน้ำว้า ตลอดเส้นทางถูกโอบล้อมไปด้วยภูเขาหัวโล้นเหมือนคำร่ำลือของผู้มาเยือนก่อนหน้า

ช่างภาพผู้ร่วมทางเล่าว่า เมื่อหลายปีก่อนเคยผ่านมายังถนนสายนี้ ไม่ได้เจอเพียงภูเขาหัวโล้น แต่พื้นที่กลับปกคลุมด้วยหมอกควัน ทุกทิศทางล้วนเป็นสีขาว หากก้าวออกจากตัวรถยนต์จำเป็นต้องสวมใส่แมส หรือผ้าปิดปาก สถานการณ์หมอกควันดูโหดร้ายมากกว่าการนั่งอยู่บนพื้นที่สูบบุหรี่หลายเท่าตัว

นั่นเป็นเพียงคำบอกเล่าภาพอดีตเมื่อหลายปีก่อน แต่ในวันนี้สองข้างทางจากตัวเมือง ถึงลำน้ำว้า บนทางหลวงแผนดินหมายเลข 1168 ราวๆ 50 กิโลเมตร มองไกลสุดสายตา กลับไม่พบกลุ่มควันแม้แต่น้อย มีเพียงป้ายรณรงค์ปิดประกาศเป็นระยะตลอดสองข้างทาง

“จังหวัดน่าน ประกาศงดเผาทุกชนิดเด็ดขาด 60 วัน 17 กุมภาพันธ์-17 เมษายน 2561”

“51 วันไม่เผา 1 มี.ค.-20 เม.ย.2561 ห้ามเผาทุกชนิดอย่างเด็ดขาด!! เพื่อน่านไร้หมอกควัน”

ส่วนตัวคิดว่าป้ายปิดประกาศคงไม่ได้ผลในเชิงการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมมนุษย์ถาวร แต่อย่างน้อยก็น่าจะพอช่วยกระตุ้นเตือนได้บ้าง และแม้ว่าปัญหาหมอกควันจะเป็นปัญหาใหญ่ระดับชาติ แต่ข้อเท็จจริงจากการดำเนิน “ยุทธศาสตร์บูรณาการจัดการที่ดินและทรัพยากรอย่างยั่งยืนโดยชุมชนท้องถิ่น” หรือที่เรียกว่า “น้ำพางโมเดล” พบว่าชุมชนสามารถแก้ปัญหานี้อย่างยั่งยืนได้

—– ‘น้ำพางโมเดล’ ความยั่งยืนจากสองมือชาวบ้าน —–

ย้อนไปเมื่อ 21 ก.ย.2558 ครั้งเกิดเวทีประชาคมระดับตำบลของ ต.น้ำพาง อ.แม่จริม จ.น่าน มีผู้นำท้องถิ่น ชาวบ้าน กว่า 120 คน เข้าร่วมทำความเข้าใจสถานการณ์ และนโยบายของแผนแม่บทป่าไม้ ยุทธศาสตร์บูรณาการจัดการป่าต้นน้ำเสื่อมสภาพบนพื้นที่สูงชัน (ภูเขาหัวโล้น) ซึ่งมีผลกระทบ

พวกเขาร่วมกันกำหนดยุทธศาสตร์ นำไปสู่การพัฒนาตามรูปแบบบันได 9 ขั้น เพื่อให้คนอยู่กับป่าอย่างสมดุล และยั่งยืน

บันไดขั้นแรกคือ สร้างความเข้าใจในชุมชน ต่อด้วยพัฒนาระบบข้อมูล/แผนที่ 1:4,000, พัฒนากฎระเบียบการจัดการที่ดิน จัดเวทีประชาคมเพื่อตรวจสอบและวิเคราะห์ข้อมูล จัดทำเอกสารโฉนดชุมชน/จัดตั้งกองทุนธนาคารที่ดิน อบต.ออกบัญญัติรับรอง/คุ้มครองสิทธิ พัฒนารูปแบบการใช้ที่ดินให้มีความยั่งยืน ศูนย์เรียนรู้การจัดการที่ดินทั้งระบบ และผลักดันให้มีการรับรองสิทธิทางนโยบาย

เอก-ปวรวิช คำหอม ผู้จัดการวิสาหกิจชุมชนน้ำพางโมเดล เล่าว่า สิ่งหนึ่งที่ทำให้น้ำพางโมเดลสามารถขับเคลื่อนได้คือผลพวงจากการเผา ชาวบ้านเผาซ้ำๆ ทุกปี เกิดการสะสม นี่นับเป็นประเด็นสำคัญที่ทำให้ชาวบ้านตั้งคำถามว่าจะต้องทำอย่างไรเพื่อให้พื้นที่ที่ได้รับผลกระทบด้านระบบนิเวศดีขึ้น จึงทำให้น้ำพางโมเดลเกิดขึ้นในที่สุด

“อย่างที่บอกการห้ามเผามันไม่ใช่คำตอบที่ดีที่สุดที่จะนำไปสู่ความยั่งยืน วันนี้เราพยายามสร้างเรื่องของน้ำพางโมเดล หรือยุทธศาสตร์การจัดการที่ดิน และทรัพยากรอย่างยั่งยืนโดยชุมชนขึ้นมา เพื่อที่จะเป็นคำตอบหนึ่งในเรื่องการจัดการปัญหาหมอกควัน ไฟป่า วันนี้เราพยายามที่จะสร้างพื้นที่ ทำกิจกรรม เปลี่ยนพื้นที่เชิงเดี่ยวของชาวบ้านที่จะต้องเผาทุกปีๆ เป็นพื้นที่เกษตรผสมผสาน หรือวนเกษตร” ผู้จัดการวิสาหกิจชุมชนฯ เล่า

เขาเล่าอีกว่า ชาวชุมชนมีแผนที่จะปรับเปลี่ยนพื้นที่การเกษตร จากพืชเชิงเดี่ยวเป็นพืชผสมผสาน โดยมีเป้าหมายจัดการพืชเชิงเดี่ยวให้หมดภายใน 5 ปี ชาวบ้านมีแนวทางที่จะลดพืชที่ทางการเกษตรปีละ 20% ให้เป็นพื้นที่สีเขียว เพราะพวกเขาเชื่อว่าพื้นที่สีเขียวที่สร้างขึ้นนอกจากจะให้ประโยชน์แล้ว ยังจะไม่ทำลายระบบนิเวศ ไม่เกิดการเผาพื้นที่ทางเกษจรกรรม และจะเป็นการแก้ปัญหาระยะยาวอย่างยั่งยืน

—– เป้าหมายสู่ความสำเร็จ เป้าหมายของชุมชน —–

น้ำพางโมเดล มีวิสัยทัศน์ คือ เพิ่มพื้นที่สีเขียว แก้ไขปัญหาที่ดินทำกิน และสร้างความอุดมสมบูรณ์ให้กับป่าธรรมชาติ คนในตำบลน้ำพางมีความสุข มีสุขภาพ และคุณภาพชีวิตที่ดีมีรายได้ที่พอเพียง เข้าถึงข้อมูลข่าวสารของรัฐ ซึ่งวิสัยทัศน์มีความสอดคล้อง เชื่อมโยงเรื่องของ ‘สิทธิชุมชน คน ป่า ที่ดิน รายได้’ อย่างสมบูรณ์แบบ

มีเป้าหมายสำคัญ 4 ข้อ คือ 1.ผืนป่าธรรมชาติที่มีอยู่ในพื้นที่ 90.91% ของพื้นที่ทั้งหมดได้รับการดูแล บริหารจัดการโดยชุมชนท้องถิ่น เพื่อสร้างระบบนิเวศน์ป่าธรรมชาติอย่างสมดุล และยั่งยืน วางแผนและขับเคลื่อนในรูปแบบกองทุนบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ต.น้ำพาง

2.ชุมชนร่วมกันสำรวจและกำหนดขอบเขต จำแนกที่ดินทำกิน (นา/สวน/ไร่ข้าวโพด/ไร่ข้าว) ที่อยู่อาศัย ป่าชุมชน และป่าธรรมชาติ เพื่อวางแผนการบริหารจัดการพื้นที่ ป้องกันการบุกรุกทำลายป่าไม้ และนำไปวิเคราะห์ใช้ประโยชน์ในที่ดินที่เหมาะสมภายใต้การมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน สู่ความสมดุลและยั่งยืน

3.ทำแผนการฟื้นฟูที่ดินในการปรับเปลี่ยนรูปแบบการผลิตจากพืชเชิงเดี่ยวมาสู่การผลิตในระบบเกษตรผสมผสาน หรือ วนเกษตร เพิ่มพื้นที่สีเขียวและสร้างรายได้ให้คนอยู่กับป่าอย่างสมดุลและยั่งยืน อย่างน้อยปีละ 20% ในระยะเวลา 5 ปี มีสมาชิกเข้าร่วมโครงการจำนวน 285 ราย พื้นที่ 4,253 ไร่ และ 4.การพัฒนายกระดับอาชีพและรายได้ในและนอกภาคเกษตร ให้คนในชุมชนอยู่อย่างพอเพียงและมีความสุข

—– สารจากน้ำพาง ส่งต่อความยั่งยืนที่มั่นคง —–

วันนี้ก้าวสู่ปีที่ 3 กับการขับเคลื่อนน้ำพางโมเดล โมเดลที่ชาวชุมชนร่วมกันสร้าง เพื่อเป็นบทพิสูจน์ความยั่งยืนจากมือประชาชน ระหว่างทางการก้าวไปสู่ความสำเร็จชาวชุมชนร่วมกันจัดตั้ง “วิสาหกิจชุมชนกลุ่มเกษตรกรตำบลน้ำพาง” มีการเกิดขึ้นของ กองทุนหมุนเวียนกลุ่มเกษตรกร ต.น้ำพาง เพื่อสนับสนุนด้านปัจจัยการผลิต สร้างโอกาสให้สมาชิกสามารถเข้าถึงแหล่งทุนในการฟื้นฟูตามแผนการดำเนินงาน

อีกสิ่งสำคัญคือ การถอดบทเรียนผ่านกระบวนการขับเคลื่อนต่างๆ นำมาสู่ข้อเสนอ และความคาดหวังของน้ำพางโมเดลในอีกขั้น บทเรียน และก้าวสำคัญต่อจากนี้คือ การเกิดการสร้างพื้นที่ความร่วมมือ โดยอาศัยความร่วมมือ 4 ส่วน เพื่อนำไปสู่การกำหนดนโยบาย ในการรองรับการจัดการพื้นที่อย่างยั่งยืนโดยชุมชนท้องถิ่น

ทั้งนี้ ประกอบด้วย 1.ภาคประชาชน ลุกขึ้นมาออกแบบการแก้ไขปัญหาที่ดินและทรัพยากรเพื่อนำไปสู่ความยั่งยืน 2. ภาคองค์กรพัฒนาเอกชน ในการหนุนเสริมเรื่องกระบวนคิด วิธีการ และที่ปรึกษาในการขับเคลื่อนงาน 3. ภาคเอกชน ในฐานะผู้รับผิดชอบร่วม เสริมกระบวนการวิชาการองค์ความรู้ การตลาด วิธีการ งบประมาณ และ 4. ภาครัฐ ในการกำหนดนโยบายหรือกฎหมายเพื่อรองรับพื้นที่ความร่วมมือ

ถึงทุกวันนี้น้ำพางโมเดลยังคงอย่างเคลื่อนตัวต่อไปเพื่อให้เป็น “บทพิสูจน์ความยั่งยืนจากมือประชาชน” อย่างแท้จริง