‘Fast Fashion’ ซื้อง่าย-หน่ายเร็ว ผลิตมาก-ราคาถูก-สูบทรัพยากรโลก

อุตสาหกรรม Fast fashion เติบโตอย่างรวดเร็วในประเทศไทย ตอบโจทย์พฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ที่เปลี่ยนสไตล์ตามกระแสนิยม แต่ในอีกด้านหนึ่ง Fast fashion ทำให้สิ่งแวดล้อมเสื่อมโทรมอย่างรวดเร็ว และยังเป็นปัจจัยเร่งปัญหาโลกร้อน

Fast Fashion หรือ “แฟชั่นรวดเร็ว” เป็นการผลิตและจำหน่ายเสื้อผ้าตามกระแสนิยม เน้นการขายในปริมาณมาก ราคาถูก ยิ่งเมื่อตลาดออนไลน์และธุรกิจอีคอมเมิร์ซได้รับความนิยมมากขึ้น ผู้บริโภคยิ่งสามารถช็อปปิ้งเสื้อผ้าได้ง่ายและบ่อยกว่าเดิม

การสำรวจโดยบริษัทที่ปรึกษาด้านธุรกิจ McKinsey & Company ชี้ว่าปริมาณเสื้อผ้าที่ซื้อโดยผู้บริโภคทั่วโลกเพิ่มขึ้นถึง 60% ในระหว่างปี 2543 และ 2557

การเติบโตของ Fast Fashion ทำให้แบรนด์สินค้าเสื้อผ้าในอุตสาหกรรมดังกล่าว เช่น Zara, Forever 21 และ Topshop เติบโตอย่างรวดเร็ว แบรนด์ดังอย่าง H&M มีมูลค่าในตลาดปัจจุบันมากกว่าแบรนด์หรูหราอย่าง Channel ถึงสองเท่า

ประเทศกำลังพัฒนาในภูมิภาคเอเชียมียอดขายของแบรนด์ Fast fashion เติบโตมากกว่า 100% ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เหตุผลมาจากกลุ่มประชากรชนชั้นกลางที่มีจำนวนและกำลังซื้อเพิ่มขึ้น รวมทั้งความสำเร็จในการทำการตลาดของบริษัทแฟชั่นผ่านการนำเสนอแบบเสื้อผ้าบนรันเวย์ ภาพถ่ายสินค้า หรือการใช้คนดังโฆษณาเสื้อผ้าผ่านโซเชียลมีเดีย จูงใจให้ผู้บริโภคซื้อเสื้อผ้าตามกระแสที่มาเร็วและไปเร็ว

Nate Aden จากองค์กร World Resources Institute (WRI) เคยให้สัมภาษณ์กับสื่อเมื่อปีที่เดือน ก.ย. ที่ผ่านมาว่า อุตสาหกรรมแฟชั่นในภาพรวมปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นสัดส่วน 5% ของแหล่งปล่อยก๊าซทั้งหมด เทียบเท่ากับการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในอุตสาหกรรมการบิน หรือเท่ากับการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของประเทศรัสเซีย

แม้ว่าราคาสินค้าทั่วไปเพิ่มสูงขึ้นในทุกปี แต่ราคาสินค้าแฟชั่นกลับเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อย นั่นหมายถึงการใช้ทรัพยากรอย่างเข้มข้นเพื่อลดต้นทุน โดยการผลิตสินค้าล็อตใหญ่ในราคาถูก และเน้นปริมาณการจำหน่ายให้ได้มากที่สุด

—– แฟชั่นกับการใช้ทรัพยากรเข้มข้น —–

ความรุ่งเรืองของอุตสาหกรรม Fast Fashion มาพร้อมกับคำถามถึงความยั่งยืนในการใช้ทรัพยากร

Danish Fashion Institute ระบุว่า แฟชั่นเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่ใช้ทรัพยากรเข้มข้นมากที่สุด ทั้งในรูปแบบทรัพยการธรรมชาติและทรัพยากรมนุษย์

การใช้ทรัพยากรดังกล่าวมิได้เกิดเพียงในอุตสาหกรรมผลิตเสื้อผ้าเท่านั้น แต่มันยังลามไปถึงภาคการผลิตอื่นๆ เช่น เกษตรกรรมเพื่อการผลิตเส้นใย เช่น ฝ้าย ป่าน และปอ ภาคปศุสัตว์ซึ่งผลิตหนังและขนสัตว์ อุตสาหกรรมปิโตรเลียมซึ่งผลิตใยสังเคราะห์ การขนส่งสินค้าข้ามพรมแดน การก่อสร้างและการผลิตไฟฟ้าเพื่อเปิดหน้าร้านให้แบรนด์เสื้อผ้าดัง

นอกจากนี้ ยังรวมถึงการใช้แรงงานราคาถูกเพื่อผลิตเสื้อผ้า โดยที่มีรายงานว่าแรงงานในโรงงานหลายแห่งมีสภาพการทำงานที่ไม่เป็นมิตรและได้รับค่าจ้างไม่เป็นธรรม

ฝ้ายเป็นหนึ่งในวัตถุดิบที่ได้รับความนิยมในอุตสาหกรรม Fast fashion แต่ก็เป็นพืชที่สูบทรัพยากรน้ำมากเช่นกัน ข้อมูลจาก WRI ระบุว่าการผลิตเสื้อผ้าฝ้าย 1 ตัว ต้องการน้ำในการผลิตฝ้ายถึง 2,700 ลิตร หรือมีค่าเท่ากับปริมาณน้ำที่คนหนึ่งคนต้องการในระยะเวลา 2.5 ปี

การผลิตฝ้ายทำลายสิ่งแวดล้อมในหลายพื้นที่ เช่น ในแถบทะเลสาบอารัลในภูมิภาคเอเชียกลาง ซึ่งน้ำในทะเลสาบเหือดแห้งจนกลายเป็นทะเลทรายเพราะการดึงน้ำไปใช้หล่อเลี้ยงไร่ฝ้ายต่อเนื่องกันเป็นระยะเวลานานหลายสิบปี

การเลือกวัตถุดิบในอุตสาหกรรมแฟชั่นมีผลต่อการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างมีนัยสำคัญ หนึ่งในวัตถุดิบยอดนิยมราคาถูกคือใยสังเคราะห์โพลีเอสเตอร์ ซึ่งนำมาใช้แทนที่ฝ้ายอย่างแพร่หลาย

อย่างไรก็ตาม การผลิตโพลีเอสเตอร์ในภาพรวมทั่วโลกปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากกว่าฝ้ายถึงสองเท่า โดยปล่อยก๊าซเรือนกระจกรวม 706,000 ล้านกิโลกรัมในปี 2558 หรือเทียบเท่าการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของโรงไฟฟ้าถ่านหิน 185 โรงในหนึ่งปี

—– Fast fashion เบื่อเร็ว เปลี่ยนง่าย ทิ้งเร็ว —–

นอกจากการใช้ประโยชน์ทรัพยากรอย่างเข้มข้น อุตสาหกรรม Fast Fashion ยังสร้างพฤติกรรมการบริโภครวดเร็ว เบื่อเร็ว เปลี่ยนง่าย ทิ้งเร็ว

ภาพยนตร์สารคดี The True Cost ซึ่งเผยแพร่ในปี 2558 ได้นำเสนอว่า Fast fashion ทำให้วงจรแฟชั่นสั้นลง แทนที่จะมีการผลิตเสื้อผ้าตามฤดูกาลธรรมชาติซึ่งแบ่งเป็นสองรอบต่อปี ได้แก่ คอลเลคชั่นฤดูใบไม้ผลิ-ฤดูร้อน และ ฤดูใบไม้ร่วง-ฤดูหนาว ปัจจุบันการผลิตเสื้อผ้ากลับแปรผันตามกระแสนิยมและความชื่นชอบ ทำให้มีวงรอบของการผลิตเสื้อผ้ามากกว่า 50-100 รอบต่อปี

นี่เป็นผลจากการตลาดเชิงจิตวิทยาที่จูงใจผู้บริโภคให้ซื้อของใหม่สม่ำเสมอ เมื่อเสื้อผ้าถูกผลิตแล้วขายในราคาย่อมเยา การโละทิ้งเสื้อผ้าเหล่านั้นจึงเกิดขึ้นตามมา ทำให้เกิดการสูญเสียทรัพยากรธรรมชาติเกินความจำเป็น

ในเดือน ธ.ค. 2560 บริษัทวิจัยการตลาด YouGov เผยแพร่งานวิจัยการบริโภคสินค้า Fast Fashion ในกลุ่มประชากรไทยผ่านการสำรวจ 1,137 ตัวอย่าง พบว่าคนไทยวัยผู้ใหญ่ 8 ใน 10 คนหรือ 77% โละทิ้งเสื้อผ้าในช่วงเวลา 12 เดือนก่อนหน้าการสำรวจ

ประมาณ 4 ใน 10 หรือ 40% ของกลุ่มตัวอย่างโละทิ้งเสื้อผ้ามากกว่าสิบชิ้นในระยะเวลาเดียวกัน อีก 40% ทิ้งเสื้อผ้าหลังจากการสวมใส่เพียงครั้งเดียว นอกจากนี้ 1 ใน 5 ของกลุ่มตัวอย่างมีเสื้อผ้า เครื่องประดับและชุดชั้นใน อยู่ในครอบครองรวมมากกว่า 100 ชิ้น

ประชากรกลุ่ม millennial หรือกลุ่มคน Gen Me ที่เกิดในช่วงหลังทศวรรษ 2520-2540 ซื้อเสื้อผ้าใหม่มากกว่าเจเนอเรชั่นก่อน การสำรวจพบว่าภายใน 1 ปี millennial ไทยซื้อเสื้อผ้าใหม่เป็นจำนวนมากกว่าครึ่งหนึ่งของเสื้อผ้าที่ตนมีอยู่เดิม ความเบื่อและความต้องการเปลี่ยนสไตล์การแต่งตัวเป็นเหตุผลหลักในการโละทิ้งเสื้อผ้า ซึ่งกลุ่ม 62% ตัวอย่างโละทิ้งเสื้อผ้าด้วยการบริจาค 20% รีไซเคิล 17% ขายออนไลน และ 7% ทิ้งลงถังขยะ

ประเทศไทยเป็นหนึ่งในผู้นำด้านการทิ้งเสื้อผ้าในระดับภูมิภาค YouGov ระบุว่าผู้บริโภคไทย 17% ทิ้งเสื้อผ้าที่ใช้เพียงครั้งเดียวมากกว่า 3 ชิ้นภายในเวลาหนึ่งปีก่อนการสำรวจ ขณะที่ผู้บริโภคชาวฟิลิปปินส์ 25% มาเลเซีย 21% และอินโดนีเซีย 21% ไม่เคยทิ้งเสื้อผ้าเลยในระยะเวลาเดียวกัน

อย่างไรก็ตาม มีสัญญาณที่ดีจากกลุ่ม millennial ซึ่งหันมาซื้อเสื้อผ้ามือสองและถามหาที่มาที่ไปและผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมจากเสื้อผ้า

เว็บไซต์ขายเสื้อผ้ามือสองออนไลน์รายใหญ่ในโลก Thredup เผยแพร่ข้อมูลเมื่อต้นเดือน เม.ย. ที่ผ่านมาว่าประชากรส่วนหนึ่งในกลุ่ม millennial โดยเฉพาะอายุ 18-24 ปี ในสัดส่วน 40% มีประสบการณ์ซื้อของจากร้านมือสองในปีที่ผ่านมา ความนิยมในสินค้ามือสองจะทำให้ตลาดที่นำสินค้ามาขายใหม่หรือ resale market เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยจะสร้างมูลค่าในตลาดที่ 41,000 ล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐ (1.2 ล้านล้านบาท) ในปี 2565 และ 49% ของสินค้าในตลาดเป็นเสื้อผ้า

ท้ายที่สุด การเปลี่ยนพฤติกรรมในการเสพแฟชั่นให้ช้าลงเป็นหนึ่งในทางออกที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ในอนาคต แต่นั่นต้องอาศัยความเข้มแข็งของผู้บริโภค เพื่อต้านแรงจูงใจที่เกิดจากการตลาดอย่างลึกซึ้งของบริษัทเน้นทำกำไร

อ้างอิง
http://www.wri.org/blog/2017/07/apparel-industrys-environmental-impact-6-graphics
https://th.yougov.com/en-th/news/2017/12/06/fast-fashion
https://fashionista.com/2018/04/resale-clothing-market-thredup-report-2018