ปฏิเสธไม่ได้ว่าอุปสรรคสำคัญที่ทำให้ “พลังงานหมุนเวียน” ไม่สามารถโดดเด่นขึ้นมาเป็นทางออกของการผลิตไฟฟ้าในโลกปัจจุบันได้ นั่นก็คือ “เสถียรภาพ” ซึ่งนับเป็นประเด็นที่มีการถกเถียงมาอย่างช้านาน

เมื่อท้องฟ้าไม่ได้ให้แสงแดดตลอดเวลา เฉกเช่นกับอากาศที่ไม่ได้พัดพาสายลมมาเป็นประจำ พลังงานวิถีดั้งเดิมจาก “ฟอสซิล” จึงยืนหยัดในการเป็นแหล่งผลิตไฟฟ้าหลักที่พึ่งพาได้จวบจนปัจจุบัน

อย่างไรก็ตาม พระเอกสำคัญซึ่งเป็นที่จับตามากขึ้นอย่างต่อเนื่อง และเชื่อกันว่าจะเข้ามาเปลี่ยนพลิกโฉมอุปสรรคข้างต้นได้ นั่นก็คือ “ระบบกักเก็บพลังงาน” หรือ Energy Storage System (ESS) ที่จะช่วยให้ไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน สามารถจ่ายออกมาใช้งานได้ตลอดเวลาเฉกเช่นการผลิตไฟฟ้าด้วยวิถีดั้งเดิม

มาวันนี้ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีที่มากขึ้น ภาพการเปลี่ยนแปลงของระบบผลิตไฟฟ้าในอนาคตเริ่มเด่นชัด กลายเป็นประเด็นหลักที่ถูกพูดถึงในงานเสวนา “ทางเลือกพลังงานไฟฟ้าไทย ถ้าไม่พึ่งพาโรงไฟฟ้าถ่านหิน” ซึ่งจัดโดย สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ร่วมกับ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เมื่อวันที่ 4 เม.ย.2561

—– ‘ไทย’ คุ้มแล้ว ใช้แบตฯ แทน ‘ถ่านหิน’ —–

วิชสิณี วิบุลผลประเสริฐ นักวิชาการ TDRI ฉายภาพว่าระบบไฟฟ้าในอนาคตจะมีคุณลักษณะสำคัญ 3 ประการ 1.ใช้พลังงานที่สะอาด 2.ผู้ใช้งานมีส่วนร่วมในการผลิตไฟฟ้า 3.มีความยืดหยุ่นต่อการใช้งานที่ผันผวนและมีต้นทุนต่ำ ซึ่งหัวใจที่จะทำให้เกิดสิ่งเหล่านี้ขึ้น นั่นก็คือระบบกักเก็บพลังงาน

เธอบอกว่า คุณสมบัติสำคัญของระบบกักเก็บพลังงาน คือการโยกย้ายพลังงานระหว่างเวลา โดยเก็บไฟฟ้าที่ผลิตได้ในช่วงความต้องการต่ำไปใช้ในช่วงความต้องการสูง เช่น การเก็บส่วนเกินจากโซลาร์รูฟท็อปตอนกลางวันไปใช้ในช่วงค่ำ ซึ่งจะไปลดความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุด (พีค) ในช่วงกลางคืนได้

สิ่งที่เกิดขึ้นตามมา คือการลดความจำเป็นในการสร้างโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ ชะลอการลงทุนในสายส่ง ลดต้นทุนการผลิตไฟฟ้า และยังรักษาเสถียรภาพให้กับระบบไฟฟ้า

สำหรับเทคโนโลยีของระบบกักเก็บพลังงานนั้น ไม่ได้มีเฉพาะแบตเตอรี่อย่างที่หลายคนเข้าใจ แต่ยังมีอีกหลายรูปแบบ เช่น ระบบสะสมพลังงานน้ำแบบสูบกลับ (Pumped Storage Hydro) ที่ช่วยสำรองไฟฟ้าได้ในปริมาณมาก หรือการใช้สนามแม่เหล็กของตัวนำยิ่งยวด (Superconducting Magnetic Storage) ที่สามารถสำรองได้มากเช่นกัน และยังมาพร้อมความเร็วของการปล่อยพลังงานที่มากกว่า

อย่างไรก็ตาม นักวิชาการรายนี้มองว่าเทคโนโลยีที่จะมีศักยภาพสูงสุดในระยะเวลาอันใกล้ ยังคงเป็นแบตเตอรี่ชนิด Lithium-ion ยอดนิยม เนื่องจากมีคุณสมบัติที่หลากหลาย ตอบโจทย์การใช้งานได้หลายรูปแบบ นอกจากนี้ยังมีต้นทุนต่ำลงอย่างรวดเร็วในขณะที่ประสิทธิภาพสูงขึ้น ซึ่งเป็นผลจากการพัฒนาตลาด consumer electronics เช่น มือถือ กล้องถ่ายรูป แล็ปท็อป รวมไปถึงการมาของยานยนต์ไฟฟ้า

ในบริบทของประเทศไทย ประโยชน์ของการลงทุนระบบกักเก็บพลังงาน จะช่วยให้ผู้ลงทุนสามารถลดต้นทุนการให้บริการได้ แต่อาจยังไม่สามารถช่วยเพิ่มรายได้ เนื่องจากกติกาในระบบไฟฟ้าปัจจุบันยังไม่รองรับ แต่ถึงอย่างไร จากการคำนวณการใช้ระบบแบตเตอรี่ Lithium-ion ควบคู่กับการใช้พลังงานแสงอาทิตย์ “วิชสิณี” ชี้ว่ามีแนวโน้มที่จะคุ้มค่าภายในระยะเวลา 5-10 ปี

ทั้งนี้ หากเป็นการใช้เพื่อชะลอการสร้างโรงไฟฟ้ากังหันแก๊ส คาดว่าจะคุ้มทุนในราวปี 2566 แต่หากใช้ชะลอการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน พบว่าผ่านจุุดคุ้มทุนมาแล้วตั้งแต่ปี 2560 ที่ผ่านมา

“ต้นทุนของแบตเตอรี่ได้ถูกลงเรื่อยๆ จากการแข่งขันในตลาดโลก แต่การใช้งานในไทยยังไม่แพร่หลาย เพราะผลตอบแทนยังน้อยเมื่อเทียบกับต้นทุน ส่วนหนึ่งเพราะกติกาในบ้านเรายังไม่อำนวยให้ระบบกักเก็บพลังงาน มีส่วนร่วมให้บริการในระบบผลิตไฟฟ้า ดังนั้นแนวโน้มหลังจากนี้จึงขึ้นอยู่กับนโยบายของภาครัฐ” เธอกล่าว

—– ปรับนโยบาย รับมือการเปลี่ยนพลิกโฉม —–

กวิน ทังสุพานิช กรรมการและเลขานุการ คณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านพลังงาน ระบุว่า ขณะนี้เป็นช่วงรอยต่อของเทคโนโลยีการผลิตไฟฟ้าแบบเก่า และแบบใหม่ที่จะเปลี่ยนพลิกโฉมทั้งหมด จากอดีตที่เราคุ้นเคยการผลิตจากส่วนกลาง ปัจจุบันเราสามารถผลิตได้เองในราคาที่ถูกลงเรื่อยๆ และมาในวันนี้ที่เราสามารถกักเก็บพลังงานเพื่อนำออกมาใช้ได้ตามความต้องการ จะกลายเป็นจุดเปลี่ยนคุณลักษณะพื้นฐานของไฟฟ้าอย่างที่เราไม่เคยเจอมาก่อน

เขาเปรียบเทียบการเปลี่ยนพลิกโฉมของระบบพลังงานในครั้งนี้ จะเหมือนกับระบบชลประทาน การกักเก็บน้ำที่ทำให้วงการเกษตรรุ่งเรือง หรือเทียบเท่าการแช่แข็งอาหาร ที่ทำให้ประมงส่งออกเจริญเติบโต

“การจัดการที่ใช้ความรู้และประสบการณ์จากอดีตอาจไม่สามารถใช้ได้อีกต่อไป ปัจจัยเหล่านี้จะต้องถูกนำมาพิจารณาวางแผนพลังงานประเทศใหม่ทั้งหมด การจัดการโครงข่ายไฟฟ้าจะต้องผนวกระบบกักเก็บเข้าไปเป็นส่วนหนึ่ง เช่น ปัญหาไฟฟ้าภาคใต้ที่ปริ่มๆ การเอาระบบกักเก็บไปใช้อาจเป็นอีกทางเลือกในการแก้ปัญหาระยะสั้น” กรรมการปฏิรูปประเทศรายนี้กล่าว

สมพงษ์ ปรีเปรม รองผู้ว่าด้านวางแผน การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) ให้ความเห็นว่า ระบบกักเก็บพลังงานอาจสามารถนำมาใช้ลดข้อจำกัดในแง่พื้นที่ เช่น เกาะสมุย ที่ปัจจุบันอาศัยไฟฟ้าผ่านสายเคเบิลเพียงเส้นเดียว หากจะมีการเพิ่มก็ต้องลงทุนกว่าหมื่นล้านบาท ซึ่งไม่ใช่คำตอบในการรองรับช่วงพีคเพียง 3-4 ชั่วโมง ระบบกักเก็บเป็นแนวทางหนึ่งที่ช่วยลดช่วงเวลาพีค ทำให้ไม่ต้องเดินสายเคเบิลใหม่

“แต่หากจะบอกว่าระบบกักเก็บพลังงานเป็นคำตอบของการผลิตไฟฟ้าในอนาคตเลยนั้นก็ยังไม่ชัด เพราะคำตอบของผู้ให้บริการไฟฟ้า คือการสมดุลทุกแหล่งพลังงาน ซึ่งถ้ามองภาพกำลังผลิตของประเทศขณะนี้ ตีว่าเป็นแก๊ส 60% ถ่านหิน 20% พลังงานน้ำและพลังงานทดแทนอีกอย่างละ 10% ถ้าจะลดแก๊สแต่ไม่เพิ่มถ่านหิน อีกสองส่วนจะจัดการให้เหมาะสมอย่างไร” รองผู้ว่า กฟภ. ระบุ

ในส่วนของตัวแทนผู้ประกอบการอย่าง วันดี กุญชรยาคง จุลเจริญ ประธานกรรมการ บริษัท SPCG จำกัด (มหาชน) ยืนยันว่าปัจจุบันพลังงานแสงอาทิตย์มีต้นทุนที่ดีมาก มีความนิยม มีการลงทุนมากมาย นับได้ว่าเป็นพลังงานหมุนเวียนที่มีศักยภาพสูงสุด อีกส่วนที่สำคัญคือการประหยัดพลังงาน การใช้ไฟฟ้าอย่างคุ้มค่าควบคู่กัน ซึ่งรัฐควรต้องสนับสนุนในภาคการผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ช่วยลดพลังงานด้วย

อย่างไรก็ตาม เธอมองว่าสิ่งสำคัญที่สุดคือผู้กำหนดนโยบาย ที่ต้องมั่นคงและไม่เปลี่ยนแปลงบ่อยๆ โดยตระหนักถึงรูปแบบการเปลี่ยนแปลงในอนาคตจะเข้ามาอย่างรวดเร็ว หากนโยบายภาครัฐมั่นคง ภาคเอกชนนั้นก็พร้อมลุยและเดินไปข้างหน้า

—– มองรอบด้านประเมินทุกทางเลือก —–

แม้ความโดดเด่นของระบบกักเก็บพลังงานจะเป็นที่น่าสนใจเพียงใด แน่นอนว่าเทคโนโลยีใหม่ที่ยังต้องรอการศึกษาและลงทุนเพิ่มเติมนี้ อาจไม่ใช่คำตอบสุดท้าย หรืออย่างน้อยก็ในระยะเวลาอันใกล้

ศาสตราจารย์ พรายพล คุ้มทรัพย์ อดีตผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ระบุว่า การแก้ไขปัญหาไฟฟ้าในระยะสั้นที่ใช้ต้นทุนต่ำที่สุด คือ “การบริหารจัดการการใช้ไฟฟ้า” ที่ในปัจจุบันยังมีไม่มากพอ

ในส่วนของการบริหารจัดการการไฟฟ้า คือการสร้างแรงจูงใจเพื่อไม่ให้มีการใช้ไฟฟ้ามากเกินไปในช่วงพีค ตัวอย่างเช่นการใช้อัตราค่าไฟฟ้าตามช่วงเวลาของการใช้ หรือ Time of Use Rate (TOU) ที่ค่าไฟฟ้าจะสูงในช่วงที่มีความต้องการสูง และต่ำในช่วงที่มีความต้องการต่ำ โดยปัจจุบันใช้กับผู้ใช้ไฟฟ้ารายใหญ่ ซึ่งเขามองว่าควรใช้กับผู้ใช้ไฟฟ้ารายกลาง รายเล็ก และระดับบ้านเรือนทั่วไปด้วย

อีกตัวอย่างหนึ่งคือมาตรการ Demand Response ที่กำหนดล่วงหน้าสำหรับผู้ใช้ไฟฟ้าว่าหากเกิดเหตุที่ทำให้ไฟฟ้าผลิตได้ไม่เพียงพอ ผู้ใช้ยินดีที่จะลดการใช้ แต่จะได้รับการชดเชย ซึ่งมาตรการนี้เคยใช้ชั่วคราวในอดีต ซึ่งพรายพลมองว่าควรถูกนำมาใช้ไปตลอด เพราะมาตรการเหล่านี้จะช่วยลดความจำเป็นในการลงทุนสร้างโรงไฟฟ้าเพิ่ม

อย่างไรก็ตามในส่วนของพลังงานหมุนเวียน เขาเชื่อว่าการขยับเป้าเพิ่มไปเป็น 20% นั้นยังไม่เพียงพอ ควรต้องเพิ่มเป็น 30% หรือมากกว่านั้น ซึ่งสำหรับประเทศไทยเขามองว่า “ชีวมวล” คืออีกตัวหนึ่งที่มีศักยภาพดี ไม่ว่าจะในส่วนของวัสดุการเกษตรที่มีมาก หรือการปลูกไม้โตเร็ว ที่ปัจจุบันถูกส่งออกไปใช้เป็นเชื้อเพลิงในโรงไฟฟ้าต่างประเทศ ขณะเดียวกันนอกจากวัตถุดิบที่มี ยังเป็นการช่วยสร้างงานให้กับประเทศได้อีกด้วย

อีกหนึ่งความเห็นที่น่าสนใจจาก เจน นําชัยศิริ รักษาการประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย มองว่าสุดท้ายคำตอบที่ดีที่สุดอาจเป็น “นิวเคลียร์”

เขาอธิบายว่าลักษณะของการใช้ในภาคอุตสาหกรรมนั้น ต้องการไฟฟ้าอย่างสม่ำเสมอ พลังงานหมุนเวียนอาจนำเข้ามาช่วยได้บางส่วน หรือเหมาะสมกับบางธุรกิจ เช่น ห้างสรรพสินค้า ที่พีคไปตามแสงอาทิตย์ แต่สำหรับโรงงานที่ผลิตตลอดเวลา ใช้ไฟฟ้า 24 ชั่วโมง เรื่องความไม่แน่นอนของพลังงานหมุนเวียนยังเป็นปัจจัยที่นำมาใช้กับบางประเภทไม่ได้ และคงต้องมีไฟฟ้า Base Load ที่จ่ายได้ตลอดเวลา

“สิ่งสำคัญคือมองว่า Base Load ที่มีควรจะเป็นอะไร สำหรับแก๊สที่เราใช้อยู่มากที่สุด แม้จะเป็นพลังงานที่ดีไม่ค่อยมีข้อต่อต้าน แต่แก๊สในอ่าวไทยกำลังจะหมด ต้องนำเข้าจากต่างประเทศ ขณะที่ถ่านหินเป็นพลังงานฟอสซิลที่มีปัญหามลพิษมากที่สุด การขจัดทำได้แต่ต้นทุนจะไม่ต่ำอีกต่อไป ถ้าสองอันนี้ไม่เอา นิวเคลียร์จะให้คำตอบดีที่สุด เพราะไม่มีการปล่อยคาร์บอนแม้แต่นิดเดียว ส่วนประเด็นความปลอดภัย ตรงนี้สังคมต้องทำความเข้าใจและคิดให้รอบด้านว่าทุกทางเลือกมีข้อดีข้อเสีย ต้องเอามากางแล้วจึงเลือก ไม่เช่นนั้นก็กลายเป็นเกลียดตัวกินไข่ จะเอาส่วนดีอย่างเดียว หารู้ไม่ว่าสิ่งที่เลือกมีข้อเสียตามมาเหมือนกัน” เจน ระบุ

ด้าน พิมพา ลิ้มทองกุล นักวิจัยศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (MTEC) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กล่าวเสริมว่า ความไม่เสถียรของไฟฟ้ามีส่วนทำให้เครื่องมือเครื่องใช้ราคาแพงเสียหายได้ ซึ่งธุรกิจในอนาคตที่มุ่งไปทางระบบอินเตอร์เน็ต (IoT) หุ่นยนต์ (Robotics) หรือการใช้งาน Data Center ต่างๆ ที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจสูง ทำให้เสถียรภาพไฟฟ้ามีความสำคัญมากยิ่งขึ้น จึงเป็นปัจจัยที่ควรถูกนับรวมไปในการลงทุนเพื่อสร้างเสถียรภาพด้านพลังงานด้วย

- Advertisement -