ในปี 2558 อดีตประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา บารัค โอบามา ปลีกตัวจากทำเนียบเพื่อมาเดินเล่นในสวนสาธารณะเซ็นทรัลปาร์ค ณ ใจกลางแมนฮัตตัน กรุงนิวยอร์ค เขาเพียงอยากทำกิจกรรมเช่นคนธรรมดา นั่นคือการพักผ่อนในพื้นที่สีเขียวอันเป็นที่ที่เขาคุ้นเคยมาตั้งแต่สมัยเรียนมหาวิทยาลัย

“ผมอยากจะมาเดินเล่นในเซ็นทรัลปาร์คอีกครั้ง และนึกถึงความรู้สึกนั้นว่าเป็นอย่างไร” โอบามากล่าวกับสื่อมวลชนสั้นๆ

ในเมืองใหญ่ที่การงานและความเร่งรีบทำให้คนบ้าคลั่ง สวนสาธารณะเป็นเสมือนที่หลบภัยของผู้คนต่างต่างนานา ไม่ว่าจะเป็นผู้นำประเทศ นักคิด นักดูนก หรือคนธรรมดา แต่บทบาทของสวนสาธารณะกลับไม่ได้รับการอุ้มชูในหลายเมืองใหญ่ เมื่อพื้นที่ทุกตารางเมตรมีมูลค่าเป็นเงินเป็นทองจนต้นไม้กลายเป็นสิ่งไร้ค่า

องค์การสหประชาชาติคาดการณ์ว่าในปี 2593 ประชากรโลก 66% จะอาศัยอยู่ในเมือง เพิ่มจาก 54% ในปี 2557 หากไม่มีการเตรียมการรับมือ พื้นที่เมืองจะประสบกับปัญหาการจัดการและจัดสรรทรัพยากรในทุกมิติ เช่น มลพิษและขยะที่เพิ่มขึ้น โครงสร้างพื้นฐานและขนส่งสาธารณะที่ไม่เพียงพอ รวมทั้งราคาอสังหาริมทรัพย์ที่ถีบตัวสูง จนมนุษย์เงินเดือนไม่สามารถจ่ายเงินซื้อที่อยู่อาศัยที่มีคุณภาพได้

การเข้าถึงพื้นที่สีเขียวสาธารณะอย่างจำกัดจำเขี่ยเป็นอีกตัวชี้วัดหนึ่งของคุณภาพเมือง รวมถึงเป็นปัญหาของกรุงเทพที่ยังไม่สามารถคลี่คลายได้

ฐานข้อมูลและระบบติดตามประเมินผล การเพิ่มพื้นที่สีเขียวของกรุงเทพมหานคร จัดทำโดย สำนักยุทธศาสตร์และประเมินผล กรุงเทพมหานคร ระบุว่า กรุงเทพมีพื้นที่สีเขียวทุกประเภทรวม 183 ล้าน ตร.ม. โดยมีจำนวนประชากร 5.69 ล้านคน หรือเฉลี่ยแล้วมีพื้นที่เขียวเฉลี่ย 32 ตร.ม./คน

อย่างไรก็ตาม นิยามของพื้นที่สีเขียวดังกล่าวหมายรวมถึงพื้นที่ของเอกชน เช่น สนามกอล์ฟ ที่ว่าง พื้นที่การเกษตร เป็นต้น ซึ่งไม่ใช่ว่าทุกคนสามารถเข้าไปใช้พื้นที่สีเขียวเหล่านั้นได้ ขณะเดียวกัน ฐานข้อมูลยังระบุอีกว่ากรุงเทพมีพื้นที่สวนสาธารณะรวม 36.5 ล้าน ตร.ม. ในปี 2560 ซึ่งเฉลี่ยแล้วมีพื้นที่สวนสาธารณะที่ทุกคนสามารถเข้าถึงได้ 6.4 ตร.ม./คน

ตัวเลขนี้ยังไม่รวมประชากรแฝงที่หลั่งไหลเข้ามาในเมืองหลวงเพื่อเสาะหาโอกาสทางเศรษฐกิจและการศึกษา ซึ่งน่าอยู่ที่ราว 2.37 ล้านคน (อ้างอิงจากการสำรวจประชากรแฝง พ.ศ. 2558 โดยสำนักงานสถิติแห่งชาติ) ซึ่งจะทำให้มีอัตราส่วนพื้นที่สวนสาธารณะ 4.5 ตร.ม./คน เท่านั้น  ขณะที่องค์การอนามัยโลกแนะนำให้เมืองที่มีคุณภาพควรมีพื้นที่สีเขียวเฉลี่ย 9 ตร.ม./คน

ก่อนหน้านี้ พล.ต.อ. อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าการกรุงเทพมหาคร (กทม.) กล่าวในระหว่างการเป็นประธานเปิดสวนพระยาภิรมย์ เขตมีนบุรี เมื่อต้นปี 2560 ว่า กทม.มีนโยบายเพิ่มพื้นที่สีเขียวตามแผนพัฒนากทม. ระยะ 20 ปี ( 2556-2575) โดยตั้งเป้าให้มีพื้นที่สีเขียวต่อประชากร 9 ตร.ม./คน พร้อมแนะให้ทุกคนปลูกต้นไม้ในพื้นที่ส่วนตัวเพื่อช่วยกันเพิ่มพื้นที่สีเขียวให้กรุงเทพ

ในระหว่างปี 2559 และ 2560 พื้นที่สีเขียวทุกประเภทในกรุงเทพมีพื้นที่เพิ่มขึ้นประมาณ 5% ขณะที่พื้นที่สวนสาธารณะเพิ่มขึ้น 4.5% ในปีเดียวกัน แต่ยังมีคำถามถึงเรื่องการเข้าถึงพื้นที่เหล่านั้น เมื่อผังเมืองกรุงเทพยังมีปัญหา ขนส่งสาธารณะยังไม่ครอบคลุม และถนนประสบสภาพรถติดยาวนาน การเดินทางไปสวนสาธารณะสำหรับหลายคนจึงเป็นเสมือนการฝ่าสมรภูมิ บางคนจึงจบด้วยการจ่ายเงินค่าฟิตเนตในสถานที่ใกล้บ้านหรือที่ทำงาน ใครมีเงินซื้อบ้านจัดสรรราคาแพงก็อาจได้สวนหย่อมในพื้นที่ส่วนกลางไว้ใกล้ตัว

เมืองที่ได้ชื่อว่าน่าอยู่และน่าทำธุรกิจต่างให้ความสำคัญกับพื้นที่สีเขียวสาธารณะ เช่น  สิงคโปร์มีพื้นที่สีเขียวสาธารณะเป็นสัดส่วน 47% ของพื้นที่ทั้งหมด ซิดนีย์ 46% ฮ่องกง 40% กรุงโซล 27% นิวยอร์ค 27% (ข้อมูลจาก http://www.worldcitiescultureforum.com/data/of-public-green-space-parks-and-gardens) เราจึงเห็นภาพพนักงานออฟฟิศออกมาชาร์จพลังให้ร่างกายและสมองใต้ร่มไม้ในตอนพักเที่ยง  ก่อนที่จะเข้าไปลุยงานยามบ่าย ขณะที่เมื่อคำนวณพื้นที่สีเขียวสาธารณะในกรุงเทพแล้ว มีสัดส่วนเพียง 2% เท่านั้น

การเพิ่มพื้นที่สีเขียวสาธารณะจึงเป็นโจทย์ใหญ่สำหรับกรุงเทพ ในการยกระดับเศรษฐกิจและเพิ่มคุณภาพชีวิตของประชาชนเพราะสวนสาธารณะไม่ใช่เพียงเป็นพื้นที่หายใจเท่านั้น แต่ยังเป็นพื้นที่สำหรับการเยียวยาจิตใจของมนุษย์ในยามอลหม่านอีกด้วย

- Advertisement -