Hennes & Mauritz หรือ H&M แบรนด์เสื้อผ้า fast fashion (แฟชั่นมาเร็วไปเร็ว-ราคาถูก) สัญชาติสวีเดน ได้เปิดเผยตัวเลขยอดขายและสินค้าคงเหลือในสต็อกในช่วง 3 เดือนแรกของปี 2018 โดยพบว่า แม้ซีซั่นนี้จะ clearance sales หรือลดล้างสต็อกไปแล้ว ก็ยังมีสินค้าค้างสต็อกมากกว่าปีก่อนถึง 7%

มูลค่าความเสียหาย (ในตลาดยุโรป) อยู่ที่กว่า 4,000 ล้านดอลลาร์ ($4 billion) หรือราวๆ 1.2 แสนล้านบาท นับว่าสูงที่สุดตั้งแต่ปี 2005 เป็นต้นมา ส่วนผลกำไรในไตรมาสนี้ลดฮวบลงไปถึง 62% ต่ำที่สุดในรอบ 10 ปี

H&M ให้เหตุผลว่า ที่สินค้าคงเหลือในไตรมาสแรกมีมากเช่นนี้ส่วนหนึ่งเพราะวิธีคิดคอลเลกชั่นเสื้อผ้าคิดจาก “ซีซั่น” หรือ “สภาพอากาศ”

แต่ตั้งแต่ต้นปี 2018 เรื่อยมา H&M ได้เผชิญกับสภาพอากาศของยุโรปที่ไม่สามารถคาดเดาได้ (unpredictable weather) อย่างเช่นฤดูใบไม้ร่วง (Autumn) ซึ่งอากาศควรจะเย็นเพราะใกล้เข้าฤดูหนาว กลับพบว่าอากาศอบอุ่น นั่นหมายถึงคอลเลกชั่นฤดูหนาวที่ควรจะขายดี ขายไว กลับมียอดขายอย่างเอื่อยๆ เท่านั้น

ขณะที่เดือนมกราคม อากาศในยุโรปควรจะเย็นก็กลับมาอบอุ่นเช่นกัน แล้วพอเข้าเดือนกุมภาพันธ์และมีนาคมกลับเย็นขึ้นมาอย่างกะทันหัน นั่นกระทบต่อคอลเลกชั่นฤดูใบไม้ผลิที่ถูกผลิตและจัดเตรียมไว้ในคลังสินค้าแล้ว

หากแต่ยังมีมูลเหตุอื่นๆ เช่น ภูมิทัศน์ของการจับจ่ายซื้อของปรับเปลี่ยนไป ธุรกิจแบบ brick-and-mortar หรือธุรกิจที่มีหน้าร้านกำลังถูกท้าท้ายจากการซื้อในโลกออนไลน์ โดยเฉพาะธุรกิจที่ใกล้เคียงกันอย่างแบรนด์ Zara หรือ Primark ก็ยังเดินหน้าเข้าสู่ตลาด e-commerce หรือธุรกิจขายสินค้าออนไลน์ไปก่อนหน้านี้

อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะด้วยสาเหตุใด คาร์ล โจฮาน เพอส์สัน (Karl-Johan Persson) ประธานบริหาร H&M ได้ประกาศแล้วว่า ในไตรมาสสองปี 2018 จะต้องลดสินค้าคงเหลือในสต็อกลงให้ได้ และคาดว่าการอ่อนค่าของดอลลาร์จะทำให้ต้นทุนลดลง

ผลกระทบเบื้องหน้าของอุตสาหกรรม fast fashion (แฟชั่นที่มาเร็ว ไปเร็ว ราคาถูก เน้นออกให้ทันคอลเลกชั่นใหม่ ตามเทรนด์ของรันเวย์ต่างๆ เช่น H&M, Zara หรือ Mango จะเปลี่ยนคอลเลกชั่นตลอดปี และแทบจะเปลี่ยนแผงทุกอาทิตย์) ส่วนหนึ่งมาจากสภาพอากาศที่คาดเดาไม่ได้ ยอดขายลดฮวบ และเงินด้านการบริหากสินค้าในคลังที่ต้องเพิ่มขึ้นตามมา

แต่ผลกระทบเบื้องหลังธุรกิจ fast fashion คือเรื่องสิ่งแวดล้อม ไม่ว่าจะมลพิษทางน้ำ สารเคมีตั้งแต่กระบวนการปลูกฝ้าย และในกระบวนการผลิตขึ้นรูปเป็นเสื้อผ้า ขยะจากเสื้อผ้าที่ใส่ครั้งสองครั้งแล้วทิ้ง เพราะราคาถูก และมักจะมีโปรโมชันยั่วใจให้ตามเก็บคอลเลกชั่นใหม่เสมอ แม้ว่าจะมีเสื้อผ้าที่คล้ายกันพับอยู่ในตู้ก็ตามที

บทความเรื่อง The Environmental Cost of Fast Fashion โดย พาสซี่ เพอร์รี่ (Patsy Perry) ยกตัวอย่างว่า สีสะท้อนแสงหรือสีปกติที่ใช้ในสิ่งทอจำนวนหนึ่งผลิตขึ้นจากสารเคมี กรีนพีซเองเคยตรวจสินค้าจากแบรนด์ fast fashion เหล่านี้และพบกับสารเคมีจำนวนมาก ไม่นับว่าในกระบวนการปลูกฝ้ายหรือใยผ้าเองก็เต็มไปด้วยสารเคมีกำจัดศัตรูพืช และไหลเปื้อนลงแม่น้ำ อย่างที่เห็นในภาพยนตร์สารคดีเรื่อง The True Cost ในการตายของเกษตรกรปลูกฝ้ายด้วยโรคเนื้องอกในสมอง หรือการพิการแต่กำเนิดของลูกเกษตรปลูกฝ้ายในอินเดีย

ต่อประเด็นสารเคมีในกระบวนการปลูกฝ้าย H&M และ Inditex บริษัทแม่ของ Zara ร่วมกับแบรนด์ดังระดับโลกเซ็นสัญญาใช้ฝ้ายออแกนิกตั้งแต่ปี 2016 แต่ในภาพรวม ฝ้ายออแกนิกถูกใช้ในอุตสาหกรรมเสื้อผ้าใหญ่น้อยกว่า 1% ของฝ้ายในตลาดทั้งหมดอยู่ดี

เพอร์รี่วิจารณ์ต่อว่า แต่ในโลกของอุตสาหกรรม fast fashion ที่เน้นผลิตสินค้าราคาถูก ไม่ต้องคิดมากถ้าจะซื้อ และเป็นสินค้าซื้อไว ใช้ไว้ ทิ้งไว พวกเขามักคิดโปรโมชั่นมาให้ผู้ซื้อไม่สามารถต้านทานสินค้าคอลเลกชั่นใหม่ได้ แม้เสื้อผ้าในตู้จะมีอยู่แล้วและแบบคล้ายกัน ไม่มีอีกแล้วความคิดว่าจะซ่อมเสื้อผ้าเก่า เพราะการซื้อใหม่เป็นเรื่องง่ายกว่า

ในโลกทุนนิยมที่ทำให้การจับจ่ายใช้สอยเป็นกิจวัตรประจำวัน แต่การบริโภคใดๆ ย่อมหมายถึงกระบวนการข้างหลัง เพื่อการบริโภคและการผลิตที่ยั่งยืน (Responsible Consumption and Production) การบริโภคจึงไม่ใช่แค่การซื้อมาจ่ายไป แต่คือการซื้อด้วยความรู้ การออกเสียงว่าจะสนับสนุนธุรกิจแบบไหน เพื่อความเชื่อแบบไหน

อย่างกรณีเสื้อผ้า “เพอร์รี่” แนะนำว่าการเลือกซื้อเสื้อผ้าที่ติดป้ายว่ามาจากเส้นใยออแกนิก เป็นตัวเลือกที่ดีกว่าป้าย e-co หรือเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม รวมทั้งการรีไซเคิลหรือนำเสื้อผ้าเข้าสู่กระบวนการใช้ซ้ำ ใช้ใหม่ ก็นับเป็นตัวเลือกที่เข้าที

- Advertisement -